Real Estate

เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์! ยักษ์ ‘อสังหา’เรียงหน้าโชว์ผลประกอบการ ฝ่าโควิด

ดาหน้าประกาศผลประกอบการสำหรับไตรมาสสองกันแล้วสำหรับบริษัทประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่แม้ว่าจะยังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ไตรมาสแรกซวนเซไปบ้าง แต่ดูเหมือนว่าหลายบริษัทมีการปรับตัวที่ดีทำให้ตัวเลขผลประกอบการไตรมาสองสวยงาม 

‘ลลิล พร็อพเพอร์ตี้’ กำไรสุทธิ 396 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 164%

ไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ภายใต้คอนเซ็ปท์ “บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี” ยอมรับว่า ปี 2563 เป็นอีกปีที่ท้าทายการดำเนินธุรกิจอย่างมาก โดยเฉพาะปัญหาจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคเศรษฐกิจไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

ทั้งนี้คาดการณ์ว่า GDP ของไทยในปีนี้จะหดตัวไม่ต่ำกว่า 7-8% โดยเหลือเพียงเครื่องยนต์เดียว คือการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ ที่จะเป็นตัวช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ ในขณะที่เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ, การส่งออก, การบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน ล้วนได้รับผลกระทบและหดตัวลงอย่างมาก ในส่วนของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวม มีการหดตัวลงเช่นเดียวกันกับเศรษฐกิจหลัก โดยเริ่มเห็นหลายบริษัทได้รับผลกระทบ และประสบกับภาวะขาดทุน

ในแง่ของบริษัท ซึ่งเน้นทำตลาดในกลุ่มที่เป็นความต้องการซื้อที่แท้จริง (Real Demand) และมีการบริหารงานที่มีการปรับเปลี่ยนแผนกลยุทธ์ให้สอดรับกับสถานการณ์ ช่วยให้สามารถบริหารธุรกิจได้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปีมียอดรับรู้รายได้แล้ว 2,562 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 18%

ในขณะที่บริษัทยังคงบริหารจัดการต้นทุนต่างๆ ได้เป็นอย่างดี สะท้อนในอัตราส่วนความสามารถในการทำกำไรที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยระดับอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ระดับ 39.2% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 38.9% ในขณะที่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A/Sales) ปรับลดลงจาก 11.4% มาอยู่ที่ 10.1%

นอกจากนี้ในไตรมาสสองนี้ บริษัทมีการบันทึกกำไรพิเศษที่เกิดจากถูกเวนคืนในโครงการหนึ่งของบริษัท ส่งผลให้ในครึ่งแรกของปี 2563 นี้ บริษัทมีกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 643 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 60%

สำหรับการขยายธุรกิจ ในปีนี้บริษัทยังคงเดินหน้าลงทุนขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงครึ่งปีแรกเปิดโครงการใหม่ไปแล้วทั้งสิ้น 5 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 3,500 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการเปิดเพื่อทดแทนโครงการเดิมที่ใกล้ปิดโครงการลง และบริษัทอยู่ระหว่างเตรียมเปิดโครงการใหม่เพิ่มเติมอีก 2 โครงการ ในช่วง เดือนนี้ต่อเดือนหน้า

ทั้งนี้แม้ว่าบริษัทจะมีการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง แต่บริษัทยังคงคุมความเสี่ยงทางการเงิน และรักษาระดับ D/E Ratio ได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม โดย ณ สิ้นไตรมาสสองมีระดับอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่เพียงแค่ 0.77 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ราว 1.5 เท่า

‘SC’ แข็งแกร่ง  กำไรสุทธิ 757 ลบ. เติบโต 27%

บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำและส่งมอบ Living Solutions เพื่อทุกเช้าที่ดี โดยนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า  บริษัทมีผลดำเนินงานที่เติบโตสวนกระแสระหว่างช่วงสถานการณ์โควิด-19 เนื่องจากลูกค้ามีความต้องการบ้านเพิ่มขึ้น และ ด้วยปัจจัยความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าและบริการ พร้อมกับมีบ้านทุกระดับราคา ในทำเลศักยภาพครอบคลุมทั่วกรุงเทพและปริมณฑล ทำให้บ้าน SC ขายดีมาก และ ทำสถิติยอดขายรายไตรมาสสูงสุดในช่วงไตรมาส 2/63 โดยมียอดขายรวม 6,220 ล้านบาท เติบโต 47% (YoY) ทั้งนี้มาจากยอดขายแนวราบ 5,652 ล้านบาท เติบโตพุ่งถึง 116% (YoY)

ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกเติบโตดีเยี่ยม โดยมีรายได้รวม 7,888 ล้านบาทเติบโต 18%(YoY)รายได้จากการดำเนินงาน 7,861 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้หลักมาจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย 95% และอีก 5% เป็นรายได้จากการเช่าและบริการ พร้อมด้วยกำไรสุทธิ 757 ล้านบาท เติบโต 27% (YoY) โดยมียอดขายรวม 8,202 ล้านบาท เติบโต 17% (YoY)

สำหรับในครึ่งปีหลัง มีแผนเปิดโครงการแนวราบอีก 7 โครงการใหม่ มูลค่ากว่า 7,800 ล้านบาท พร้อมกับโครงการที่เปิดขายต่อเนื่อง จำนวน 51 โครงการ มูลค่าคงเหลือเพื่อขายรวมกว่า 40,500 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 43 โครงการ และคอนโด 8 โครงการ

 

นอกจากนี้บริษัทยังมีสภาพคล่องและสถานะทางการเงินมั่นคงแข็งแกร่ง ปัจจุบันมีเงินสดและวงเงินกู้พร้อมเบิกกว่า 8,000 ล้านบาทจากการสนับสนุนด้วยดีของสถาบันการเงิน มีสัดส่วนระดับหนี้ ต่อส่วนทุน (IBD/E) ณ สิ้นไตรมาส 2 เท่ากับ 1.38 เท่า และ เห็นสัญญาณที่ดีของการกลับเข้าลงทุนในตลาดตราสารหนี้ของกลุ่มนักลงทุนสถาบัน โดยปัจจุบันบริษัทมีแผนจะลงทุนซื้อที่ดินสำหรับพัฒนาแนวราบในปี 2565 พร้อมงบประมาณสำหรับพัฒนาโครงการรวมกว่า 8,000 ล้านบาท ขณะในส่วนที่ดินรองรับโครงการใหม่ที่จะเปิดขายในปีหน้าบริษัทได้เตรียมไว้ครบแล้ว

นายณัฐพงศ์ กล่าวสรุปว่า “ ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาสินค้าและบริการคุณภาพสูง เรามั่นใจว่า ในครึ่งปีหลัง บ้าน SC ยังได้รับผลตอบรับที่ดี และ ทำยอดขายดีต่อเนื่อง สนับสนุนให้บริษัททำรายได้ในปีนี้ได้ตามเป้าหมาย 17,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันมี Secured Revenue หรือ รายได้รวมยอดขายรอโอนภายในปีนี้ (Backlog) ถึง 75% ของเป้าหมาย ”

‘ORI’ กวาดกำไร Q2/63 แกร่ง 707 ล้านบาท

พีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI  เผยถึงภาพรวมผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2563 ว่า มีรายได้รวม 3,292 ล้านบาท (Non-JV) ตามการเติบโตของยอดโอนที่ทำได้ 3,088 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 707 ล้านบาท เพิ่มขึ้น QoQ 58% และ19% ตามลำดับ หลังกวาดยอดโอนรวมไปกว่า 3,832 ล้านบาท โดยเป็นโครงการ Non-JV 3,088 ล้านบาท และโอนต่อเนื่องโครงการ JV จากไตรมาสแรกอีกกว่า 743 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทก้าวสู่ 1 ใน 3 ผู้นำ หรือ “TOP3” ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เมืองไทย

สำหรับแนวโน้มครึ่งหลังของปี 2563 มั่นใจเติบโตโดดเด่นต่อเนื่องตามแผนงานที่วางไว้ ทั้งการเดินหน้ากลยุทธ์ Origin Next Normal ต่อเนื่องในกลุ่มธุรกิจสมาร์ทคอนโด, การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่เข้ามาใช้ในโครงการที่อยู่อาศัย ตอบโจทย์ทั้งด้าน Reaching Solution และ Living Solution พร้อมเปิดตัวบ้านจัดสรร 2 แบรนด์ใหม่ ได้แก่ เบลกราเวีย (BELGRAVIA) เจาะตลาดระดับลักชัวรี่ และไบรตัน (BRIGHTON) เจาะตลาด Gen Y-Z ขยายเซ็กเมนท์ใหม่ๆ ขณะเดียวกัน มีโครงการรอเปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลังอีกกว่า 14 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 16,700 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ บริษัทยังมีโครงการสร้างเสร็จใหม่ ทั้งโครงการบ้านจัดสรร และโครงการ Non-JV พร้อมทยอยโอนกรรมสิทธิ์ในครึ่งหลังของปี เพิ่มอีก 10 โครงการ และยังมีโครงการ JV ที่จะสร้างเสร็จใหม่ พร้อมทยอยโอนอีก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการไนท์บริดจ์ ไพร์ม อ่อนนุช (KnightsBridge Prime Onnut) เริ่มทยอยโอนในไตรมาส 3/2563 และโครงการไนท์บริดจ์ สเปซ รัชโยธิน (KnightsBridge Space Ratchayothin) เริ่มทยอยโอนในไตรมาส 4/2563 มูลค่ารวมทั้งสิ้นกว่า 17,100 ล้านบาท โดยกลุ่มโครงการ JV มียอดรอรับรู้รายได้ (แบ็คล็อก) รออยู่แล้วถึงกว่า 90% ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปี 2563 บริษัทมั่นใจการเติบโตจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ที่ยอดโอน 14,000 ล้านบาท และรายได้รวม 16,000 ล้านบาท

“ผลกระทบจาก COVID-19 ทำให้ครึ่งปีแรกของปี 2563 ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายมากสำหรับทุกองค์กร แต่ด้วยจุดแข็งของออริจิ้นที่ปลูกฝังแนวคิดแบบ Disruptor Mindset ให้แก่พนักงานทุกคน เราพยายามคิดให้มากกว่า คิดให้ละเอียดกว่า และคิดให้แปลกใหม่กว่า หรือ Think Beyond ทำให้เราจึงยังคงเป็นผู้นำในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถปรับตัวได้รวดเร็วสามารถก้าวผ่านทุกสถานการณ์ มีกลยุทธ์ มีโซลูชั่นใหม่ๆ ตอบโจทย์ตลาดเชิงรุก ขณะเดียวกันเรายังควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ผลประกอบการไตรมาส 2 ยังคงเติบโตโดดเด่น” นายพีระพงศ์ กล่าว

‘AP’ สร้างสถิติรายได้ 19,960 ล้าน สูงสุดเป็นประวัติการณ์

ภมร ประเสริฐสรรค์ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจกลุ่มสินค้าทาวน์โฮม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ยอดขาย 7 เดือนที่ผ่านมา มียอดขายรวมแล้วกว่า 18,175 ล้านบาท คิดเป็น 55% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ (เป้ายอดขายรวม 33,500 ล้านบาท) โดย 15,540 ล้านบาทเป็นยอดขายที่เกิดขึ้นจากสินค้าแนวราบ โตขึ้น 11% หากเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า และคิดเป็น 70% ของเป้ายอดขายแนวราบทั้งปีที่ 22,500 ล้านบาท

ซึ่งยอดขายสินค้าแนวราบทั้งหมดที่เกิดขึ้นมาจากโครงการที่อยู่ระหว่างการขายกว่า 85 โครงการ มูลค่าคงเหลือขาย 46,750 ล้านบาท (รวมโครงการแนวราบที่เปิดตัวใหม่ในครึ่งปีแรก 14 โครงการ มูลค่า 15,475 ล้านบาท)

เอพีมั่นใจว่าภาพรวมตลาดแนวราบ โดยเฉพาะโครงการทาวน์โฮมในเครือเอพียังคงเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากเซนติเมนต์ลูกค้าเยี่ยมชม ยอดจองและโอนทาวน์โฮมเครือเอพีเริ่มกลับสู่สภาวะปกติ (เฉลี่ยยอดขายแนวราบ/ สัปดาห์ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท) ตั้งแต่ในช่วงหลังการคลายล็อกดาวน์

“ในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา เอพี ไทยแลนด์ ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างมาก โดยมี EMPOWER LIVING เป็นจุดมุ่งหมายสำคัญขององค์กร ทั้งนี้ ท่ามกลางสภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น บริษัทฯ ยังสามารถสร้างสถิติการเติบโตทางด้านรายได้ครั้งใหม่ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยในครึ่งปีแรกบริษัทฯ มีรายได้รวมจากสินค้าแนวราบและกลุ่มคอนโดฯ (100% JV) มากถึง 19,960 ล้านบาท ด้านกำไรสุทธิ (Net Profit) 2 ไตรมาสแรกสูงถึง 1,830 ล้านบาท หากดูในส่วนของรายได้รวม (100% JV) เฉพาะไตรมาส 2 ที่ 13,140 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มีการประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์ แต่บริษัทฯ ยังคงดำเนินการขายและโอนกรรมสิทธิ์โครงการได้เกินจากที่คาดการณ์ไว้ สะท้อนได้ถึงความมั่นใจของผู้บริโภค ตลอดจนกำลังซื้อที่ยังคงมีอยู่ และเชื่อว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะค่อยปรับตัวที่ดีขึ้น”

 

 

 

 

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: