Columnist

เราอยู่ในเมืองที่คน…..บ้าดารา!!!

ผมเคยนึกสงสัยเล่นๆนะครับว่า วงการบันเทิงบ้านเราเดี๋ยวนี้มีจำนวนดารานักร้องมากน้อยขนาดไหน เพราะดูเหมือนพอมีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ขึ้นมาคนนั้นก็นักร้องบอยแบนด์ชื่อดัง คนนั้นก็ดาราชื่อดัง     ก็คงจะดังจริงๆ แต่ผมไม่เคยเห็นผลงาน หรือไม่ก็ความดังของดาราเดี๋ยวนี้ไม่ได้ยากเย็นจำเป็นต้องรู้จักกันทั้งประเทศอย่างในอดีต
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่เราจะคุยกันครับ ที่น่าสนใจกว่าดาราเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมืองคือ ทำไมเวลาดาราติดโควิดแล้วต้องขอโทษและมีชาวเน็ตแห่ออกมาให้กำลังใจ “สู้ๆ”

เนื่องจากการระบาดรอบนี้คนวงการบันเทิงติดเชื้อโควิดกันเยอะ เราเลยได้เห็นปรากฏการณ์แปลกอย่างที่กล่าวมากันจนกลายเป็นความเคยชิน

คำถามแรกคือ ทำไมดาราเวลาติดโควิดแล้วต้องขอโทษ ในขณะที่ประชาชนทั่วไป นักการเมือง หรือแม้กระทั่งบุคลากรทางการแพทย์ที่ติดโควิดถึงไม่เคยมีใครต้องออกมาขอโทษ

แปลกไหมครับ ? บางคนอาจจะว่าไม่แปลก แต่ผมว่าแปลกมากๆ และคิดไม่ตกสักทีถึงสาเหตุของการขอโทษ
แรกๆเข้าใจว่าคงเป็นเพราะปกปิดไทม์ไลน์ หรือไปมั่วสุมในผับบาร์จนติดโควิด แต่ปรากฏว่าบางคนก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

เพราะเป็นบุคคลสาธารณะเลยต้องขอโทษ ? ถ้าอย่างนั้นนักการเมืองระดับรัฐมนตรีทำไมไม่ขอโทษ?

      ยิ่งพอติดโควิดแล้วชาวเน็ตที่ตามฟอลโล่ว์ไอจีกับเฟซบุ๊คต่างแห่กันออกมาให้กำลังใจ “สู้ๆ”

คือคนที่ต้องสู้ๆ และได้กำลังใจในเวลานี้ควรเป็นบุคลากรทางการแพทย์มากกว่าหรือไม่ แล้วการจะให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ที่ดีที่สุดคือ การไม่ไปสร้างภาระให้เหนื่อยหนัก …ใช่หรือไม่

ผมไม่ได้เป็นคนที่ขวางโลกนะครับ เพียงแต่สงสัย

เอาละในเมื่อติดโควิดกันแล้วก็รักษากันต่อไปครับ สำคัญคือการกักตัว การไม่แพร่เชื้อเพิ่มนั่นคือเรื่องที่ทำได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ล่าสุด มีข่าวพระสงฆ์ทำอัตวินิบาตกรรมด้วยการตัดคอตัวเองเพราะเชื่อว่าเป็นพุทธบูชา ประเด็นนี้มองเผิดๆแล้วก็เป็นแค่คดีฆ่าตัวตายปกติ แต่มันกลับร้อนแรงในการแสดงความคิดเห็นในโซเชียลครับ

และไม่ว่าจะอย่างไรก็ถือว่าท่านได้มรณภาพไปแล้ว สิ่งที่เราเวทนาในทุกข์นั้นก็คือควรเคารพการตัดสินใจ เพราะมันเป็นความเชื่อ

       บางคนมองว่าเป็นการฆ่าตัวตายที่ไร้สาระ ไม่มีประโยชน์ …แต่พระท่านก็ไม่ได้ไปฆ่าใครตายนะครับ

กลับกัน ถ้าเป็นดาราฆ่าตัวตาย ผมเชื่อได้เลยว่าต้องมีคนออกมาให้กำลังใจครอบครัวและแห่กันคอมเมนท์สนั่นเมืองแน่นอนว่า “สู้ๆ”

นี่เป็นความรู้สึกที่คนไทยมีต่อดารานักแสดง คือ ให้กำลังใจเมื่อพลาด โอเค มันก็มีอยู่บ้างที่คิดต่าง แต่คนคิดต่างลองเข้าไปแสดงความคิดเห็นในไอจีหรือเฟซบุ๊ครับรองทัวร์ลง แรงทึ้ง ดีไม่ดีคนนั้นอาจต้องปิดบัญชีสื่อโซเชียลไปเลย

 

ถ้าถามว่า ดารานักแสดงเหล่านี้ทำประโยชน์อะไรให้กับสังคมเป็นชิ้นเป็นอันแบบจับต้องได้บ้าง ที่ไม่ต้องอาศัยการสนับสนุนของประชาชน

     รายได้ที่มี กับความรับผิดชอบต่อสังคม เพียงพอแล้วหรือไม่?

บางครั้งเราเห็นดารานักแสดงตอบแทนสังคมด้วยการบริจาคเงินให้กับโรงพยาบาล ข่าวเอามาลงกันเหมือนกับเป็นบุญคุณยกใหญ่ ซึ่งถ้าเทียบกับรายได้ของเขาเหล่านั้นที่ต้องพึ่งพาการสนับสนุนของประชาชนแล้วผมว่ามันค่อนข้างยุติธรรมครับ

การสนับสนุนของประชาชน นั้นไม่ใช่บุญคุณจากเสียงเชียร์ที่มีให้นักกีฬานะครับ นักกีฬานั้นกว่าครอบครัวและตัวนักกีฬาจะผ่านความยากลำบาก ผ่านการฝึกซ้อม ผ่านการเสียสละอนาคตด้านหนึ่งเพื่อทำฝันอีกด้านหนึ่งให้เป็นจริง เขาแลกมากับหยาดเหงื่อและเหนื่อยสายตัวแทบขาด

 

แต่กับอาชีพดารา…ซึ่งบางคนออกมาบอกว่าลำบากในการทำงานเพราะต้องตื่นเช้า ออกกองเป็นเดือนๆ อะไรนั่น สังคมก็เคยพิพากษาเขาไปแล้ว

ดารานักแสดงไทยอีกจำนวนมากยังไม่สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชนและสังคมได้จริงๆ บางคนแบกรับความกดดันไม่ไหวประกาศทันทีว่า “ดาราก็คน”

แล้วชาวบ้านไม่ใช่คนเหรอครับ

      ดาราจึงแตกต่างจากชาวบ้านคือ ผลงานที่ออกมานั้นต้องได้รับการสันสนุน อย่าไปคิดว่าเจ้าของผลิตภัณฑ์จ่าย เจ้าของค่ายจ่าย ต้นสังกัดจ่าย เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ได้ผ่านการตลาดวิเคราะห์มาแล้วว่าคุ้มหรือไม่คุ้มกับการทำโปรดักชั่น

เมื่อดาราต้องเป็นแบบอย่างเนื่องจากอยู่กลางแสงไฟ ควรต้องทำตัวอย่างไร …โตๆกันแล้วไม่ต้องบอกก็คงทราบกันทั้งนั้นครับ

พูดถึงวงการบันเทิงไทยทีไรก็ได้แต่เบื่อหน่าย ไม่ได้เบื่อดารานะครับ

แต่เบื่อคนบ้าดารา

      ส่วนคนที่ควรบำบัดมากกว่าบ้าดาราเพราะอาการหนักสุดคือ “พวกบ้าไฮโซ”  

 

(บทความโดย ธนก บังผล)

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: