BiznewsIT & Digital

‘เฟสบุ๊ค’กับสถิติสำคัญที่’นักการตลาดในปี 2020 ‘ต้องรู้

เราก็รู้ว่า “เฟซบุ๊ก” เป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดมาโดยตลอด ไม่ว่าจะใช้มาตรฐานใด ๆ วัด แต่ตัวเฟซบุ๊กเองก็พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากอัลกอรึทึมที่เปลี่ยนอยู่เสมอ เครื่องมือใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของผู้ใช้ ตามอายุของตัวแพลตฟอร์มเอง

.
การทำตลาดบนเฟซบุ๊กที่มีประสิทธิภาพจึงต้องเข้าใจสถิติของเฟซบุ๊กอยู่เสมอ เพื่อทำการตลาดให้เหมาะกับสังคมออนไลน์แห่งนี้
.
นี่คือตัวอย่างส่วนหนึ่งที่ Hootsuite เครื่องมือจัดการโซเชียลมีเดียชื่อดัง พาเราไปสำรวจสถิติเฟซบุ๊กที่สำคัญสำหรับนักการตลาดในปี 2020
.
“ผู้ใช้รายเดือน 2,410 ล้านราย”
เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านั้น จึงเป็นแพลตฟอร์มที่สำคัญกับกลยุทธ์การตลาดมาก เพราะไม่มีแพลตฟอร์มไหนที่เข้าถึงผู้ใช้ได้มากขนาดนี้
.
“เว็บไซต์ที่มีคนเยี่ยมชมมากที่สุดลำดับ 3″
รองแค่ “กูเกิล” และ “ยูทูบ” เมื่อผู้คนใช้เวลามากกับที่นี่ ก็เป็นโอกาสด้วยที่เขาจะใช้จ่ายผ่านที่นี่ นอกจากนี้ยังเป็นคำค้นยอดนิยมบนกูเกิลอีกด้วย
.
“โตเป็นวัยรุ่นแล้ว ปี 63 นี้ เฟซบุ๊กจะอายุ 16 ปี”
วัยรุ่นไม่เคยรู้จักโลกที่ไม่มีเฟซบุ๊ก เรียกว่าเขาเกิดและโตมาพร้อมเฟซบุ๊ก
.
“71% ของวัยผู้ใหญ่อเมริกัน ใช้”
นี่เป็นการรุกเข้าสู่คนวัยนี้ที่มากสุด ถ้าเราไม่นับ “ยูทูบ” เป็นโซเชียลมีเดีย เพราะยูทูบมี 74% ยิ่งเทียบกับอินสตาแกรม ที่มี 38% และทวิตเตอร์ 23% เฟซบุ๊กยิ่งทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่น
.
“ผู้หญิงใช้ 75% ผู้ชายใช้ 63%”
ขณะที่ช่วงอายุสูงสุดคือวัย 25-29 ปี จำนวน 84% รองลงมาคือ 30-49 ปี 79% และ 18-24 ปี 76%
.
“51% ของวัยรุ่นอเมริกันใช้”
นั่นคือการลดลงจาก 71% ในปี 2558 และมีเพียง 10% ที่บอกว่า เป็นโซเชียลมีเดียที่พวกเขาให้บ่อยที่สุด แต่แม้แนวโน้มจะลดลงเรื่อย ๆ แต่เฟซบุ๊กก็เป็นตัวเลือกที่จำเป็นในการโฆษณาให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายอยู่ดี
.
“ผู้สูงอายุ คือผู้ใช้ที่เติบโตเร็วที่สุด”
ขณะวัยรุ่นใช้ลดลง แต่คาดว่ากลุ่มสูงวัยตั้งแต่ 65 ขึ้นไป จะโตขึ้น 7% ส่วนหนึ่งเพราะยังเป็นกลุ่มที่ยังมีการใช้น้อยเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น จึงมีโอกาสโตได้อีกมาก
.
“ผู้ใช้เพียง 10.1% อยู่ในสหรัฐฯ หรือแคนาดา เมื่อเทียบกับ 15.9% ในยุโรป และ 41.5% ในเอเชียแปซิฟิก”
อย่างไรก็ตามรายได้โฆษณาของเฟซบุ๊ก มาจากสหรัฐฯ และแคนาดา 47.8%

.
“74% ของผู้ใช้ เข้าระบบทุกวัน”
โดย 51% ที่เข้ามาใช้วันละหลาย ๆ ครั้ง มีเพียง 9% เท่านั้นที่เข้าสู่ระบบน้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ดังนั้น การกำหนดเวลาในการโพสต์ไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้เรารักษาความสม่ำเสมอในการแชร์ข้อมูลตามตาราง กับสมดุลที่ดี ระหว่างโพสต์ส่งเสริมการขาย และคอนเทนต์ที่สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า
.
“ใช้เวลาบนแพลตฟอร์มนี้ 38 นาทีต่อวัน”
และคาดว่าจะเหลือ 37 นาทีต่อวันในปี 63 นี้ มันบ่งชี้ว่าคนใช้เฟซบุ๊กไม่ใช่แค่เลื่อน ๆ หน้าจออย่างรวดเร็วแน่บนเฟซบุ๊ก แต่เขาทำอะไรกันในช่วงกว่าครึ่งชั่วโมง
.
“52% ของอเมริกันวัยผู้ใหญ่ได้รับข่าวจากที่นี่”
กระโดดจาก 43% ในปี 61 หมายถึงข่าว เข้าถึงคนสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จากที่นี่ไปแล้ว ดังนั้น ถ้าจะเปิดตัวโพรดักต์หรือแคมเปญใหม่ ๆ ต้องแน่ใจว่าผู้ติดตามเราจะรู้
.
“15% ของผู้ใช้โซเชียลชาวสหรัฐฯ ชอปกันที่นี่”
รองแค่ Pinterest เท่านั้น ซึ่งนำอยู่ที่ 47% ระลึกไว้เสมอว่า คนที่ติดตามเราต้องการรู้จักโพรดักต์ของเรา ไม่เป็นไรที่จะโปรโมตสินค้าเหล่านี้ในโพสต์สัก 30%
.
“300 ล้านคน ใช้ Facebook Stories ทุกวัน”
แม้จะแพ้อินสตาแกรมที่คนเปิด 500 ล้าน แต่ก็ยังมากอยู่ดี แต่ก็เป็นวิธีง่ายสุดสำหรับนักการตลาดในการเช็กให้ชัวร์ว่าเนื้อหาที่ทำบนสตอรีมีคนเห็นนะ

“ราคาเฉลี่ยโฆษณาลด 4% ในไตรมาส 2 ปี 62”
นอกจากช่วยให้ผู้โฆษณาใช้เงินคุ้มขึ้น ก็เป็นนิมิตหมายที่ดีที่เห็นเทรนด์นี้ เพราะปกติราคามักขึ้นอยู่เสมอ
.
“การแสดงผลโฆษณาเพิ่มขึ้น 33%”
ขณะที่ค่าโฆษณาลด แต่การแสดงผลเพิ่มขึ้น นั่นหมายถึงการเข้าถึงผู้ชมหน้าใหม่ ๆ ก็ควรจะเพิ่มขึ้นด้วย
.
“ผู้ใช้ คลิกโฆษณาเฉลี่ย 11 ครั้งต่อเดือน”
นั่นหมายถึงทุก ๆ 3 วัน จะมีคนคลิกไปดูโฆษณา แม้ดูไม่มาก แต่แสดงให้เห็นว่าผู้ใช้ยังสนใจและมีส่วนร่วมกับโฆษณาบนแพลตฟอร์มนี้อยู่ โดยถ้าลงไปอีกจะเป็นผู้หญิงที่คลิก 14 ครั้งต่อเดือน มากกว่าผู้ชายที่คลิก 10 ครั้งต่อเดือน
.
“94% ของรายได้โฆษณา มาจากมือถือ”
แค่ 6% มาจากเดสก์ท็อป น่าจะทำให้ผู้โฆษณากำหนดเป้าหมายในการใช้เงินโฆษณาได้ง่ายขึ้น
.
“80.4% ของบัญชีโซเชียลในสหรัฐฯ ที่ใช้แชร์ไปยังเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซคือ เฟซบุ๊ก”
ขณะที่อินสตาแกรมมีการใช้ 10.7% พินเทอเรสต์ 8.2% reddit 0.4% และทวิตเตอร์ 0.3% มันสะท้อนว่า นักการตลาดต้องสร้างชุมชนบนเฟซบุ๊ก และหนุนให้เกิดการมีส่วนร่วมหรือ engagement มาก ๆ เพื่อให้เกิดการคลิกไปยังเว็บไซต์
.
“ครอง 40% ของรายได้โฆษณาบนดิจิทัล”
รองมาคือ กูเกิล 12% ส่วนเจ้าอื่น ๆ ไม่มีใครเกิน 10% โดยโฆษณาบนมือถือ เฟซบุ๊กครองไป 58% และสัดส่วนโฆษณากับโซเชียลมีเดียด้วยกัน เฟซบุ๊กครองอยู่ 75% ส่วนรายได้จากโฆษณาทั้งหมด ก็ขึ้นถึง 28% เมื่อเทียบเป็นรายปี
ที่มา  ETDA Thailand
Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: