BiznewsCSR

“เป๊ปซี่/โค้ก” เกาะกระแสคนรุ่นใหม่รวมพลังหาร2 หนุนสังคมไทยรีไซเคิล

จากเทรนด์ใหม่ที่หล่า  Gen Y หันมานิยมใช้นวัตกรรมประหยัดพลังงานกันมากขึ้น เห็นได้จากผลสำรวจการใช้นวัตกรรมการประหยัดพลังงานและพฤติกรรมการรับสื่อ โดย สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)พบว่า กลุ่มตัวอย่างคน Gen Y ที่มีอายุระหว่าง 25 – 39 ปี* เป็นกลุ่มคนที่ใช้สื่อออนไลน์ต่อวันมากที่สุด และมีพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตมากกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเป็นกลุ่มหลักในการขับเคลื่อนสังคมในปัจจุบัน และนิยมเปิดรับข้อมูลข่าวสารจากสื่อออนไลน์มากที่สุด ได้แก่ Line 30.95%, Facebook 28.01% และ YouTube 14.55% และยังพบว่า กระแสใหม่ของกลุ่ม Gen Y นิยมเลือกใช้นวัตกรรมประหยัดพลังงานผ่านโทรศัพท์มือถือมากสุดและกำลังมาแรง 3 อันดับแรก ได้แก่ การใช้บริการ Shopping Online 17.8%, Food Delivery 15.9% และ App เรียกรถ 13.1% ซึ่งนวัตกรรมใหม่ๆ เหล่านี้ได้ช่วยอำนวยความสะดวก รวดเร็ว โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตก็สามารถประหยัดพลังงานได้

จากแนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้ผู้ประกอบการตื่่นตัว โดยเฉพาะเครื่องดื่มน้ำอัดลมซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่มากที่สุด และสิง่ที่ตามมาคือ ปัญหาขยะพลาสติก ถือเป็นสิ่งที่ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคต้องร่วมกันแก้ไข ตั้งแต่ปลายน้ำยันต้นน้ำ

ล่าสุด“ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค” เครื่องดื่มน้ำดำยอดนิยมของคนไทยประกาศจับมือกับ บริษัท คัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิล วงษ์พาณิชย์ จำกัด ด้วยการรับซื้อขวดพลาสติก PET ที่ใช้แล้วของผลิตภัณฑ์ “ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค” ในราคาสูงกว่าราคาขวด PET ทั่วไป กิโลกรัมละ 1 บาท รวมทั้งจะรณรงค์ให้ร้านค้า ร้านอาหาร ที่เป็นช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ขวดพลาสติกใช้แล้วของซันโทรี่ เป๊ปซี่โค นำมาขายให้กับ วงษ์พาณิชย์ ซึ่งมีจุดรับซื้อทั่วประเทศ 1,700 จุด เชื่อว่าจะสามารถช่วยลดปัญหาขยะพลาสติกและนำกลับมารีไซเคิลได้มากขึ้น

จรณชัย ศัลยพงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบรรษัทสัมพันธ์ บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ SPBT กล่าวว่า นโยบายของเป๊ปซี่โค ทั่วโลกวางเป้าหมาย ปี 2025 ทุกบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่มต้องรีไซเคิลได้ 100% เช่นเดียวกับ ซันโทรี่ ที่กำหนดไว้ในปี 2030

ส่วนภาพรวมตลาดน้ำอัดลมยังคงเติบโตต่อเนื่อง และเชื่อว่าในปีหน้า  จะยังเติบโตเช่นเดียวกัน เนื่องจากน้ำอัดลมเป็นสินค้าที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ง่าย และคนที่นิยมก็ยังคงบริโภคน้ำอัดลมอยู่ โดยเป๊ปซี่จะเดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและการขายต่อเนื่อง ทั้งมิวสิกมาร์เก็ตติ้งและสปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง

ด้าน ดร. สมไทย วงษ์เจริญ ผู้ก่อตั้ง บริษัท คัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิล วงษ์พาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2561 ประเทศไทยมีขยะ 27.93 ล้านตัน แบ่งเป็นขยะพลาสติกอยู่ราว 2 ล้านตัน โดยจำแนกเป็นขวดพลาสติก PET จำนวน 330,000ตันต่อปี แบ่งเป็น ขวดพลาสติกชนิด ขาว ใส 280,500 ตันต่อปี ขวดพลาสติกชนิด ขาวออกฟ้า 222,500 ตันต่อปี เป็นแผ่นฟิลม์สำหรับทำบรรจุภัณฑ์ใส่อาหาร และบรรจุภัณฑ์ชนิดต่างๆ 45,900 ตันต่อปี1

โดยปัจจุบัน การรีไซเคิลพลาสติก PET ในประเทศไทยสามารถจัดการได้ประมาณ 80% ของ PET ทั้งหมด ส่วนที่เหลือ 20% ต้องถูกนำไปฝังกลบ และบางส่วนก็เล็ดลอดออกสู่สภาวะแวดล้อม จนทำให้ปัญหาขยะพลาสติกเป็นประเด็นสิ่งแวดล้อมลำดับต้นๆ ของโลก หากมีการคัดแยกขยะอย่างจริงจังเพื่อสามารถนำกลับเข้าสู่วงจรรีไซเคิลได้อย่างเป็นระบบ จะสามารถลดปริมาณขยะที่ได้นำไปฝังกลบ และเล็ดลอดออกสู่สภาวะแวดล้อมไปได้มาก โดยวงจรชีวิตของขวด PET นั้นสามารถนำมารีไซเคิลได้อย่างไม่รู้จบ โดยเริ่มจากผู้ผลิต สู่มือผู้บริโภค การจัดเก็บของผู้รับซื้อขยะ การคัดแยกขยะอย่างเป็นระบบสู่กระบวนการรีไซเคิล สู่อุตสาหกรรมต่อเนื่อง จนเกิดเป็นระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้บริโภคอีกเป็นจำนวนไม่น้อยที่ไม่ทราบว่าขวด PET สามารถนำกลับมารีไซเคิล โดยสามารถนำมาแปรสภาพเป็นเส้นใยสังเคราะห์สำหรับอุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้าและสิ่งทอ และบรรจุภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารอีกด้วย วงษ์พาณิชย์ จึงร่วมมือกับ ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนโดยทั่วไปรับทราบว่าขวด PET มีมูลค่าการรับซื้อในตลาดค่อนข้างสูง เพื่อกระตุ้นการคัดแยกขยะเพื่อนำกลับเข้าสู่วงจรรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ

ดร. สมไทย บอกอีกว่า การจับมือเป็นพันธมิตรกับ เป๊ปซี่-โคล่า เพื่อร่วมกันส่งเสริมการคัดแยกและนำขวด PET ใช้แล้วเข้าสู่วงจรรีไซเคิลอย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยสร้างแรงจูงใจด้วยการ เพิ่มราคารับซื้อขวด PET ของผลิตภัณฑ์ในเครือเป๊ปซี่โคล่าอีกกิโลกรัมละ 1 บาท จากราคากลางรับซื้อขยะรีไซเคิลของวงษ์พาณิชย์ พร้อมรณรงค์ให้ร้านค้าและผู้บริโภคร่วมรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยการรีไซเคิลไปพร้อมกันด้วย

ขณะที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน ค่ายคู่แข่งคนสำคัญอย่างกลุ่มธุรกิจโคคา-โคล่า ในประเทศไทย จับมือ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด และพันธมิตรลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการ “โค้กขอคืน x Central Group Journey to Zero” ในการสนับสนุนและจัดทำระบบส่งเสริมการแยกขยะที่ต้นทางในบริเวณศูนย์การค้าของเซ็นทรัล และนำส่งบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม ตลอดจนวัสดุรีไซเคิลอื่นๆ ที่จัดเก็บได้ให้กับบริษัทพันธมิตรเพื่อนำวัสดุเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกต้อง

ขณะนี้ ได้มีการทดลองระบบการจัดเก็บนำร่องในร้านอาหารและภัตตาคารในกลุ่มบริษัทเซ็นทรัล ภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ และเซ็นทรัลพลาซา บางนามาระยะหนึ่งแล้ว ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายมีแผนจะร่วมกันขยายระบบการจัดเก็บนี้ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วกรุงเทพและปริมณฑล ตลอดจนหัวเมืองใหญ่ๆ ในอนาคต

โครงการ ‘โค้กขอคืน’ เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ World Without Waste ของโคคา-โคล่า ที่มุ่งใช้และจัดการบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มอย่างรับผิดชอบ เพื่อลดปัญหาขยะและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายหลักคือ การจัดเก็บบรรจุภัณฑ์เพื่อนำกลับมารีไซเคิลในปริมาณเทียบเท่ากับปริมาณบรรจุภัณฑ์ที่จำหน่ายออกสู่ตลาดให้ได้ 100% ก่อน พ.ศ.2573 โดยในประเทศไทย โคคา-โคล่า มีธุรกิจเครื่องดื่มที่ใช้ขวดแก้วชนิดคืนขวดขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นการนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ใหม่ได้เกือบทั้งหมดอยู่แล้ว ฉะนั้น โครงการ ‘โค้กขอคืน’ จึงเป็นการทดลองสร้างระบบการจัดเก็บวัสดุบรรจุภัณฑ์ชนิดที่ไม่เก็บคืน ได้แก่ ขวดพลาสติก PET กระป๋องอลูมิเนียม ขวดแก้วชนิดไม่คืนขวด และกล่องเครื่องดื่ม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการแยกขยะอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ โคคา-โคล่า จับมือกับสตาร์ตอัพเจ้าของแพลตฟอร์มการจัดเก็บขยะสมัยใหม่อย่าง GEPP ให้เข้ามาช่วยวางระบบ และทำงานร่วมกับทางกลุ่มบริษัทเซ็นทรัล เพื่อส่งเสริมการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง และจัดส่งบรรจุภัณฑ์ให้กับบริษัทผู้รับรีไซเคิลโดยตรง อันจะเป็นการส่งเสริมให้มีการนำวัสดุรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่และลดปริมาณขยะทั้งหมดในภาพรวมตามโครงการ Journey to Zero ของทางกลุ่มบริษัทเซ็นทรัลอีกด้วย

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: