Biznews

เปิด 4 ธุรกิจฟื้นตัวหลังโควิดพร้อม 3 ธุรกิจรับสมัครงานมากที่สุด

จ๊อบส์ดีบี เปิดผลสำรวจสรุปภาพรวมและแนวโน้มตลาดงานปี 2565 (SURVEY TO SURVIVE : เจาะ INSIGHT แนวโน้มตลาดงาน ทักษะอะไรที่คนทำงานยุคใหม่ต้องมี) โดยอ้างอิงจากจำนวนประกาศงานและข้อมูลการสมัครงาน พบว่า เศรษฐกิจภาพรวมยังคงชะลอตัว ส่งผลให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2% ส่วนในด้านตำแหน่งงานว่างปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 30% ผันแปรไปตามจำนวนที่มากขึ้นของประชากรที่ได้รับวัคซีน โดยเหล่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในช่วงเฝ้าระวังและจับตาดูสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด

 
ในปี 2564 ที่ผ่านมา ธุรกิจที่มีจำนวนตำแหน่งที่เปิดรับสมัครงานสูงสุดได้แก่ 1) ธุรกิจไอที คิดเป็น 11.3% 2) ธุรกิจขายส่ง ขายปลีก คิดเป็น 10.8% 3) ธุรกิจธนาคารและการเงิน คิดเป็น 8.4%
 
ทางด้านสายงานที่มีจำนวนใบสมัครสูงสุด ได้แก่
 
1) สายงานขาย งานบริการลูกค้า งานพัฒนาธุรกิจ คิดเป็น 14.3%
 
2) สายงานการตลาด งานประชาสัมพันธ์ คิดเป็น 11.7%
 
3) สายงานธุรการและทรัพยากรบุคคล คิดเป็น 10.9%
 
ทั้งนี้ หากพูดถึงธุรกิจที่มีการฟื้นตัวกลับมาอยู่ระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดโรคระบาดได้อย่างรวดเร็ว ได้แก่ ธุรกิจสารเคมี พลาสติก กระดาษ และปิโตรเคมี, ธุรกิจไอที, ธุรกิจการผลิต และธุรกิจการแพทย์และเภสัชกรรม แม้ว่าสถานการณ์ตลาดงานจะค่อย ๆ ปรับตัวอย่างช้า ๆ ไปตามสภาพเศรษฐกิจ ณ ปัจจุบัน จ๊อบส์ดีบี ยังคงยึดมั่นในปณิธานที่ตั้งใจเป็นแพลตฟอร์มหางานที่ดีที่สุดให้แก่ผู้หางาน ล่าสุด เปิดตัวแคมเปญ Up level รวบรวมแหล่งความรู้ ข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับทักษะดิจิทัลขั้นพื้นฐานไปจนถึงขั้นสูงสุด นำเสนอในรูปแบบออนไลน์คอนเทนต์ เพื่อให้ผู้หางานได้บ่มเพาะ ฝึกฝน และเรียนรู้ทักษะเพิ่มเติม พร้อมพัฒนาศักยภาพขึ้นเป็นแรงงานคุณภาพในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง
 
ดวงพร พรหมอ่อน กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “จากฐานข้อมูลและผลสำรวจภาพรวมและแนวโน้มตลาดงานของจ๊อบส์ดีบี พบว่า ภายหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ธุรกิจที่สามารถพลิกฟื้นกลับมาได้อย่างรวดเร็วมี 4 ธุรกิจ คือ ธุรกิจสารเคมี พลาสติก กระดาษ และปิโตรเคมี ซึ่งได้รับผลพวงเชิงบวกมาจากการใช้พลาสติกที่เพิ่มขึ้นสูงมากจากการจัดส่งอาหารในช่วงโรคระบาด, ธุรกิจไอที ที่เติบโตจากพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งการสนับสนุนของรัฐบาลที่ผลักดันการนำเอาอุปกรณ์ไอทีมาประยุกต์ใช้, ธุรกิจการผลิต จากดัชนีการผลิตที่เพิ่มขึ้นหลังจากมาตรการควบคุมโรคระบาดเริ่มผ่อนปรนลง และธุรกิจการแพทย์และเภสัชกรรม ที่ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในช่วงวิกฤตโรคระบาดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งธุรกิจที่กลับมาเติบโตแบบก้าวกระโดดเหล่านี้ ส่งผลให้ความต้องการแรงงานที่มีทักษะเกี่ยวข้องดีดตัวกลับมา โดยธุรกิจไอที, ธุรกิจขายส่ง ขายปลีก และธุรกิจการเงินและการธนาคาร ถือเป็น 3 ธุรกิจที่มีการเปิดรับสมัครงานสูงสุดคิดเป็น 11.3%, 10.8%, 8.4% ตามลำดับ
 
ในส่วนของการฟื้นตัวของแต่ละสายงาน พบว่า สายงานที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด ได้แก่
 
สายงานไอที คิดเป็น 1%
สายงานขาย บริการลูกค้า และพัฒนาธุรกิจ คิดเป็น 19.0%
สายงานวิศวกรรม คิดเป็น 19%
 
โดยกลุ่มสายงานที่มีจำนวนประกาศงานเติบโตขึ้นมากที่สุด ได้แก่
 
สายงานอีคอมเมิร์ซ คิดเป็น 71.7%
สายงานขนส่ง คิดเป็น 43.8%
สายงานการเงินและการธนาคาร คิดเป็น 26.2%
 
ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์โควิด-19 มีบทบาทส่งเสริมและผลักดันการดำเนินธุรกิจ การซื้อขาย และการทำธุรกรรมบนโลกออนไลน์ ช่วยกระตุ้นให้สายงานเหล่านี้พลิกกลับขึ้นมาเป็นสายงานสำคัญและเป็นฟันเฟืองช่วยขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างสมบูรณ์
 
ทั้งนี้ จ๊อบส์ดีบี ได้ร่วมมือกับ บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (Boston Consulting Group) และ เดอะ เน็ตเวิร์ก (The Network) จัดทำแบบสำรวจระดับโลก “ถอดรหัสลับ จับทิศทางความต้องการคนที่มีทักษะดิจิทัล” (Decoding Digital Talent Survey) จากผู้ตอบแบบสำรวจกว่า 2 แสนคน ใน 190 ประเทศ เพื่อศึกษาความต้องการที่เปลี่ยนไปของแรงงานที่มีทักษะดิจิทัลทั่วโลก
ซึ่งจากผลสำรวจ พบว่า แรงงานที่มีทักษะดิจิทัลมีความกระตือรือร้นที่จะเปลี่ยนงานภายใต้สายงานเดิม โดยมีปัจจัยด้านความต้องการแสวงหาโอกาสในการก้าวหน้าอัตราค่าตอบแทนที่สูงขึ้น และความท้าทายใหม่ ๆ เป็นแรงจูงใจหลัก นอกจากนี้ แรงงานยุคดิจิทัลจำนวนไม่น้อยตระหนักถึงความสะดวกสบายจากการทำงานระยะไกลในช่วงวิกฤตโรคระบาด โดยเกือบ 70% ของคนทำงานทั่วโลกยินดีที่จะทำงานแบบระยะไกลให้กับองค์กรที่อยู่ต่างพื้นที่ โดย 5 ประเทศที่แรงงานในยุคนี้สนใจต้องการทำงานระยะไกลให้ด้วยมากที่สุดคือ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย สาธารณรัฐประชาชนจีน และสิงคโปร์
 
ผลสำรวจยังได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจอีกหนึ่งประเด็นด้วยว่า การแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดงานและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่อาจเข้ามาแทนที่แรงงาน ส่งผลให้ผู้ที่มีทักษะดิจิทัลประมาณ 42% มีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของระบบอัติโนมัติ รวมถึงความเป็นไปได้ของอัลกอริธึม หุ่นยนต์ หรือซอฟต์แวร์ขั้นสูง ที่อาจเข้ามาแทนที่ความสามารถและทักษะต่าง ๆ ของพวกเขา ทั้งนี้ ผู้มีทักษะดิจิทัลส่วนใหญ่จำเป็นต้องติดตามและเข้าใจเทคโนโลยีที่พัฒนาอยู่ตลอดเวลาเพื่อฝึกทักษะใหม่ ๆ ที่มีความสำคัญและจำเป็นในการทำงาน เพื่อให้มั่นใจว่าความสามารถของพวกเขาจะนำไปสู่การจ้างงานที่มั่นคงและยั่งยืน
Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: