Biznews

เปิดใจ The Last Samurai “ฤทธิ์ ธีระโกเมน” รอวางมือในจังหวะที่เหมาะสม!

เอ่ยชื่อนักธุรกิจผู้ปราดเปรื่องในยุทธจักรการค้าเมืองไทย แน่นอนว่าต้องมีชื่อของผู้ชายคนนี้ “ฤทธิ์ ธีระโกเมน” ประทับยี่ห้อนักบู๊และนักบุ๋นรวมอยู่ด้วยแน่นอน เนื่องจากเส้นทางชีวิตน่าสนใจศึกษาเป่นกรณีพิเศษอย่างยิ่ง 

ฤทธิ์ ธีระโกเมน  ประธานกรรมการบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)  ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจร้านสุกี้เอ็มเคและร้านอาหารญี่ปุ่นยาโยอิ เป็นอันดับมหาเศรษฐีไทยที่ได้รับการจัดอันดับว่าร่ำรวยอยู่ใน 50 อันดับแรกของประเทศไทย

ฤทธิ์สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เมื่อปี พ.ศ. 2512 และระดับปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 สาขาวิชาไฟฟ้าสื่อสารจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับปริญญาบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการจัดการจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

แต่เดิม ฤทธิ์ทำงานเป็นวิศวกรไฟฟ้า ต่อมาได้มาบริหารงานให้กับซีเอ็ดยูเคชั่น บริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับหนังสือที่มีชื่อเสียงของไทยก่อนที่บริษัทดังกล่าวจะกลายเป็นบริษัทมหาชนในเวลาต่อมา หลังจากนั้น ได้ถอนตัวดูแลร้านอาหารของครอบครัวอย่างจริงจังในปี 2529 แต่เดิมร้านอาหารของครอบครัวตั้งอยู่ที่สยามสแควร์ ชื่อร้าน เอ็มเค คาเฟ่ ต่อมาจึงได้เปิดร้านในเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าวและเปลี่ยนรูปแบบของร้านอาหารให้เป็นร้านสุกี้เต็มตัว ในการพัฒนาธุรกิจร้านอาหารนั้น ฤทธิ์ได้ใช้ความรู้ทางวิศวกรรมศาสตร์พัฒนาหม้อสุกี้ไฟฟ้าโดยใช้การเหนี่ยวนำไฟฟ้า ตู้เย็น และถาดเสิร์ฟอาหารแบบใหม่ที่เหมาะสำหรับการใช้ในร้านอาหารซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

ฤทธิ์ยังได้นำระบบการบริหารองค์กรแบบตะวันตกมาใช้โดยเพิ่มมาตรฐานการจัดการจนเป็นระบบและพัฒนาการรับออร์เดอร์ด้วยพีดีเอ (คอมพิวเตอร์ผู้ช่วยส่วนบุคคล) ทั้งนี้ ได้ขยายสาขาไปยังเวียดนามและญี่ปุ่นโดยนำระบบแฟรนไชส์เข้ามาช่วย

ในด้านสังคม ฤทธิ์ดำรงตำแหน่งประธานฝ่ายกิจกรรมเพื่อประชาชนมูลนิธิโรคตับ กรรมการกองทุนพัฒนาระบบงานหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลศิริราช กรรมการมูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกและตำแหน่งอื่นๆในองค์กรทางสังคมมากมาย ฤทธิ์ยังมีนโยบายสนับสนุนบุคลากรของบริษัทของตนโดยจัดตั้ง MK Service Training Institute เพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากร

จากการจัดอันดับของฟอร์ป ประเทศไทย พบว่าฤทธิ์ติดอันดับบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย 50 คนแรก (Thailand’s 50 Richest) โดยอยู่ในอันดับที่ 13 คาดว่ามีสินทรัพย์สุทธิอยู่ที่ 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

นับแต่วันแรกในปี 2529 ที่ร้านเอ็มเค สุกี้ เปิดสาขาแรกในศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว และเข้าจดทะเบียนภายใต้ชื่อบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) ในปี 2532 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 1 ล้านบาท วันนี้ เอ็มเคได้แตกไลน์ขยายธุรกิจร้านอาหารมากมายรวมกว่า 700 สาขา

 

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561 ธุรกิจร้านอาหารในเครือ เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป ประกอบด้วย ร้านเอ็มเค สุกี้ อยู่ทั้งหมด 448 สาขาทั่วประเทศ (รวมร้านเอ็มเค โกลด์ 6 สาขา และเอ็มเค ไลฟ์ 4 สาขา) ร้านอาหารญี่ปุ่น ยาโยอิ 184 สาขา ร้านอาหารญี่ปุ่นฮากาตะ 4 สาขา ร้านมิยาซากิ 26 สาขา ร้านอาหารไทย เลอ สยาม 3 สาขา ร้านอาหารไทย ณ สยาม 1 สาขา ร้านข้าวกล่อง บิซซี่ บ็อกซ์ 4 สาขา ร้าน ขนมหวาน เอ็มเค ฮาร์เวสต์ 1 สาขา และร้านกาแฟ/เบเกอรี่ เลอ เพอทิท 3 สาขา นอกจากนี้ ยังขายแฟรนไชส์ร้านเอ็มเค สุกี้ ให้แก่ผู้ประกอบการในต่างประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เวียดนาม ลาว และจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในการดำเนินธุรกิจร้านอาหารในประเทศสิงคโปร์  ขณะที่รายได้รวมแตะ 1.8 หมื่นล้านบาท

ต้องยอมรับว่า การเติบโตอย่างสวยงามทั้งหมดมาจากมันสมองและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของ “ฤทธิ์ ธีระโกเมน” ในวัย 68 ปี ที่ยังคงกุมบังเหียนเอ็มเค กรุ๊ป เรื่อยมาและเมื่อ 3-4 ปีที่แล้วเริ่มมีการถ่ายทอดไปยังลุูกๆ  หลานๆ  บ้างแล้วเพื่อเตรียมเกษียณตัวเองเมื่อถึงเวลา โดยเล็งไว้ว่าอย่างน้อยอีกราวๆ   5 ปีซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม

ฤทธิ์ บอกว่า ตอนนี้เขาอายุ 68 ปี อีก 5 ปีก็น่าจะยังแข็งแรงอยู่ ต้องกินเอ็มเคบ่อยๆ  กินข้าวน้อยลง กินผักที่มีประโยชน์ โดยยึดหลัก 5 ประการคือ อาหารดี รักษาสุขภาพ ออกกำลังกายอยู่เสมอ ไม่เครียด และใช้ธรรมะเข้าช่วย เพียงเท่านี้ชีวิตของเขาก็มีความสุขแล้ว

ในขณะที่ยังวางมือไม่ได้เต็มที่ ฤทธิ์ ยังคงมองแนวทางการขยายธุรกิจอยู่ตลอดเวลา โดยเน้นทุกรูปแบบที่มีโอกาส ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแบรนด์ใหม่, การร่วมทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ. การซื้อแฟรนไชส์ ไปจนถึงการซื้อกิจการอย่างกรณีของแหลมเจริญ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้ช่ำชองประสบการณ์ เจ้าพ่อเอ็มเค มองว่า มีช่องว่างทางธุรกิจอีกมากมาย ที่เอ็มเคพร้อมขยับขยาย เพียงแต่รอโอกาสและจังหวะเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น  โดยเอ็มเค เตรียมความพร้อมทั้งโอกาสและวิกฤต

กล่าวคือ พร้อมรับเมื่อโอกาสมาเยือนด้วยการเตรียมเงินสำหรับลงทุน  ส่วนในยามวิกฤตก็มีการเตรียมพร้อมเพื่อให้ไม่ได้รับผลกระทบ ทั้งการสร้างสถานะทางการเงินให้แข็งแกร่ง ดำเนินธุรกิจด้วยเงินสด ไม่กู้เงิน รวมถึงการทำประกันทุกประเภท

แม้ว่าวันนี้จะอยู่ในวัยเฉียด 70 แล้ว แต่ฤทธิ์ก็ต้องก้าวตามเทรนด์เทคโนโลยีให้ทันอยู่เสมอ โดยเฉพาะการเข้ามาของดิจิทัล ดิสรัปชั่น ซึ่งถือเป็นคว่มท้าทายสำคัญ แต่ยังนับเป็นความโชคดีที่ยังไม่กระทบธุรกิจอาหารมากนัก เมื่อเทียบกับธุรกิจอื่นๆ  ที่ได้รับผลกระทบแบบเต็มๆ

ถึงกระนั้น เขาก็ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท ด้วยการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส นั่นคือ การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ อันเป็นคาแรคเตอร์ของเอ็มเคก็ว่าได้ ที่นำเทคโนโลยีใหม่ๆ  เข้ามาใช้ในร้าน ทั้งการสั่งอาหารด้วยแท็บเล็ต การใช้เครื่องทอนเงินอัตโนมัติที่กำลังทดลองประมาณ 20 สาขา รวมทั้งตั้งเป้าว่าภายในสิ้นปีนี้ เอ็มเคทุกสาขาจะไม่มีเมนูที่เป็นกระดาษ

อีกเทคโนโลยีที่เอ็มเคกำลังพิจารณาคือ เอไอ โดยการนำข้อมูลของลูกค้ามาพัฒนาต่อยอดเป็นการตลาดแบบเฉพาะบุคคล หรือ เพอร์ซันนอลไลซ์ มากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าสามารถสั่งอาหารได้ทุกที่ ทุกเวลา

ฤทธิ์ ปิดท้ายว่า ใจจริงแล้วเขาอยากถอยไปเป็นที่ปรึกษา เพราะเขาเปรียบตัวเองเป็นซีอีโอที่เป็นเหมือนซามูไรคนสุดท้าย แต่ปัญหาคือ ยังถอยไม่ได้ เพราะ ณ ขณะนี้ ยังไม่มีใครที่เขาไว้ใจแบบเต็มร้อยให้เข้ามาดูแลแทนได้เต็มตัว คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 5 ปีนับจากนี้

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: