Biznews

เปิดยุทธศาสตร์ “เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป” พลิกสูตรสำเร็จจากตำมั่ว สู่ “เขียง”

ดูเหมือนว่า ยุทธศาสตร์เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ปจะร้อนแรงไม่หยุด เมื่อเร่งเดินเครื่องขยายพอร์ตกลุ่มอาหารที่หลากหลายเพื่อมาเสริมทัพอาหารไทย ขณะเดียวกันก็เดินเกมเร่งขายแฟรนไชส์เพื่อสร้างการเติบโตไปพร้อมๆ  กัน

เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป เริ่มต้นธุรกิจร้านอาหารแบรนด์แรกคือ ZEN ในปี 1991 โดยวางจุดยืนเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมี่ยม จากนั้นในปี 2007 เริ่มแตกแบรนด์ AKA ร้านอาหารญี่ปุ่นปิ้งย่าง รับเทรนด์อาหารปิ้งย่างที่กำลังเติบโตในขณะนั้น  จกนั้นในปี 2010 ได้ทำการแตกแบรนด์ On the table ร้านอาหารญี่ปุ่นรับเทรนด์อาหารญี่ปุ่นที่สรา้งเสียงฮื่อฮาเป็นอย่างมาก และเป็นสาเหตุให้เซ็นเดินกลยุทธ์สร้างแบรนด์อาหารญี่ปุ่นจริงจังเพียงอย่างเดียว

การเดินเกมของเซ็นในช่วงเวลานั้น นับว่าประเมินสถานการณ์ผิดไป เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงไปมากมาย  มีความต้องการที่หลากหลาย รวมถึงการแข่งขันในตลาดที่รุนแรง ทำให้เซ็นต้องหันมากลับเริ่มใหม่ด้วยการมองหาร้านอาหารกลุ่มใหม่ๆเข้ามาเสริม จึงเริ่มใช้กลยุทธ์ที่ง่ายและรวดเร็วหากมีเงินหนาพอนั่นคือ  “ซื้อกิจการ” โดยเลือกแบรนด์ร้านอาหาร “ตำมั่ว” เป็นแบรนด์แรกเมื่อปี 2016 เพื่อมาเติมพอร์ตร้านอาหารไทย เนื่องจากเห็นว่าตำมั่วมีแบรนด์ในเครือครอบคลุมจำนวนมากทั้งอาหารไทย อีสาน เวียดนาม เชื่อว่าจะสามารถช่วยเติมเต็มและทำให้เซ็นเติบโตต่อไปได้

เซ็นไม่หยุดแผนในการซื้อกิจการและไม่เข็ดกับร้านอาหารญี่ปุ่นเนื่องจากเชื่อในใจลึกๆ  ว่าจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง  ในปีที่ผ่านมาเราจึงได้เห็นเซ็นเข้าซื้อกิจการร้าน Sushi Cyu เข้ามาเสริมพอร์ตร้านอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมี่ยม พร้อมทั้งสร้างแบรนด์ใหม่ Musha ร้านอาหารญี่ปุ่น โดยวางจุดยืนเป็นร้านที่ลูกค้าเข้าถึงได้ง่าย

ทั้งนี้ เซ็นได้วางเป้าหมายใหญ่ระยะยาว 5 ปี ต้องมีรายได้แตะหมื่นล้านบาท ในปี 2022  ภายใต้กลยุทธ์หลัก  4 ประการได้แก่

1. สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ลูกค้าผ่านนวัตกรรมใหม่ๆ และการปรับปรุงร้าน
2. แตกไลน์ธรกิจใหม่ๆ ขยายตลาดต่างประเทศ และเพิ่มช่องทางเดลิเวอรี่
3. ใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ พร้อมกับสร้างครัวกลางเพิ่มเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
4. พัฒนาบุคลากร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจร้านอาหาร

ภายใต้ 4 กลยุทธ์หลัก ล่าสุด เซ็นเปิดประเด็นรับศักราชใหม่ด้วยการแตกไลน์ธุรกิจใหม่ ภายใต้แบรนด์ใหม่ ในชื่อไทยๆ  ว่า “เขียง” ร้านอาหารตามสั่ง   เอาใจคนชอบทานอาหารตามสั่ง

ศิรุวัฒน์ ชัชวาล

ศิรุวัฒน์ ชัชวาลย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจใหม่ บริษัท เซน คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป กล่าวถึงวัตถุประสงค์และจุดเริ่มต้นของแบรนด์  “เขียง”   ว่า เนื่องจากคนไทยชอบทานอาหารตามสั่ง จึงเน้นการนำเสนอกับเมนูอาหารตามสั่งประมาณ  15 เมนู ที่มี Story ทุกจาน ใช้พื้นที่ขายเพียงไม่เกิน 50 ตร.ม ใช้คน 7 คนใน 1 ร้าน และร้านรับลูกค้าประมาณ 25 ท่าน  โดยเปิดให้บริการแล้ว 2 สาขา ใน ปั๊มน้ำมันปตท. เจษฎาบดินทร์ และปตท. เกษตรนวมินทร์

“เขียง” เกิดจากความตั้งใจจริงที่จะสร้างแบรนด์อาหารตามสั่งไทย ให้ดังไกลทั่วโลก โดยกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ เขียง คือคนที่ชอบทานอาหารไทย และ อาหารตามสั่ง ที่เป็นความธรรมดาแต่ไม่ธรรมดาในรายละเอียด

การตั้งเป้าในการจะเปิดสาขา เน้นทุกกลุ่มเป้าหมาย ครอบคลุมพื้นที่กระจายในทุกที่ ห้าง ตึกแถว คอนโด ปั๊มน้ำมัน โดยเฟสแรกจะเปิด 4 สาขา ใน ปั๊มน้ำมัน และคอมมูนิตี้มอลล์ก่อนที่จะขยายสู่ระบบขายแฟรนไชส์ แผนการตลาดของการทำแบรนด์เขียง เน้นการมองตลาดผ่านรสชาติอาหาร อร่อยบอกต่อ คือ ปัจจัยหลัก โดยแผนการประชาสัมพันธ์คือ ใช้ Social Media Online & Offline เน้นการทำตลาดด้วยรสชาติ เพื่อความประทับใจ เน้นการบอกต่อ เป้าหมายแบรนด์เขียง ในเรื่องการขยายสาขา ด้วยงบลงทุน 3 ล้านต่อ 1 สาขา

 เขียง สามารถเปิดได้ทุกแพลตฟอร์ม และอีก 10% ของยอดขาย จะมีการเปิดบริการ Delivery พร้อม Call Center ที่จะเปิดรองรับในเรื่องช่องทาง การสั่งและส่งอาหาร  เขียงต้องการยกระดับอาหารตามสั่งให้กับกลุ่มนักชิม นักทานที่ชื่นชอบความสะอาด รสชาติเสถียร ในเวลาจำกัดโดยราคาอาหารเริ่มต้นที่ 50 -150 บาท  นอกจากนี้ทางร้านมีทีมพัฒนาเมนูใหม่  จึงทำให้มีกลุ่มคนยุคใหม่เริ่มที่จะขยายตัวและเลือกการเข้าร้าน เขียงมากขึ้น

เขียง

เมื่อกล่าวถึงการพัฒนากลุ่มแฟรนไชส์  ของแบรนด์เขียง ศิรุวัฒน์  บอกว่า ต้องการกลุ่มนักลงทุนที่มี passion ในการทำธุรกิจ  พร้อมที่จะเติบโตกับแบรนด์เขียง ไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวโน้มทิศทางตลาดอาหาร ยกตัวอย่าง ตลาดอาหาร  Streetfood มีการเติบโตไวมากถึง  300,000ล้าน    เขียงเลือกเมนูที่ถูกดีไซน์และพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนทุกระดับ ทุกเซกเมนท์ เชฟมีประสบการณ์ สูตรอาหารที่แม่นยำ พร้อมเสิรฟ์ภายใน 5 นาที   โดยมีจุดเด่น คือ  1.ความน่าสนใจเน้น รสชาติ จัดจ้าน ถึงเครื่อง ถึงใจ ผู้บริโภค2.สุขอนามัยของวัตถุดิบที่มีคุณภาพ  3. ความเร็วของการทำเวลา  4.ความน่าเชื่อถือในแบรนด์คุณภาพ 5.สูตรอาหารที่มีความแตกต่าง   6.ราคาที่สมเหตุผลกับรสชาติและความพึงพอใจ    7. Location ที่ดี

เขียง
เขียง

ศิรุวัฒน์กล่าวสรุปว่า “ แบรนด์อาหารไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก และ ครั้งนี้ แบรนด์เขียงจะทำให้ กลุ่มคนรับประทานอาหารตามสั่งมีมุมมองที่เปลี่ยนไป เขียงพร้อมยกระดับวงการอาหารตามสั่งไทย

CRG เปิดร้าน “อร่อยดี” 

ก่อนหน้านี้ไม่นาน กลุ่มเซ็นทรัลสร้างสีสันและเรียกกระแสความสนใจให้กับหนุ่มสาวชาวออฟฟิศย่านสีลมเป็นอย่างมาก เมื่อ ซีอาร์จี บริษัทในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป เปิดให้บริการร้านอาหารจานด่วนสไตล์สตรีทฟู๊ด บริเวณสีลม ซอย 32 ตรงข้ามโรงแรมฮอลิเดย์อินน์ ภายใต้ชื่อ “อร่อยดี “(aroi dee) มีสโลแกน “มีดีที่อร่อย “ให้บริการอาหารตามสั่งมีให้เลือก 2 แบบคือเป็นเซ็ทสุดคุ้ม ในราคา 59 บาท หรือจะเป็นอาหารตามสั่งประเภทอื่นๆก็มีให้บริการ สนนราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 60 บาทขึ้นไป

นอกจากนี้ ร้านอร่อยดี ยังให้บริการเดลิเวอรี่ส่งถึงที่อีกด้วย.

การเปิดร้าน “อร่อยดี” สะท้อนให้เห็นว่า Chain Restaurants ต้องการเข้าไปแชร์ตลาดสตรีทฟู้ด เพราะสร้างโอกาสการเติบโตมหาศาล ยิ่งเป็น “อาหารไทย” เป็นสิ่งที่อยู่ในสายเลือดคนไทยอยู่แล้ว ที่ผูกพันและคุ้นเคยมาตั้งแต่เกิด เพราะฉะนั้น “CRG” หวังผลักดันแบรนด์นี้เข้าไปเป็นหนึ่งในทางเลือกหนึ่งของคนไทย

ปัจจุบันแบรนด์ร้านอาหารของกลุ่ม CRG มีทั้งสิ้น  12 แบรนด์ กว่า 900 สาขา ได้แก่  มิสเตอร์ โดนัท , เคเอฟซี , อานตี้ แอนส์, เปปเปอร์ ลันช์, ชาบูตง, โคล สโตน ครีมเมอรี่ ,เดอะ เทอเรส ,โยชิโนยะ ,โอโตยะ, เทนยะ คัตสึยะ และ เฟซท์ แบรนด์ไอศกรีมพรีเมียม

“7-ELEVEN” เสิร์ฟอาหารปรุงสด 

ไม่เพียงยักษ์ใหญ่อย่างเซ็นทรัลเท่านั้นที่สนใจธุรกิจอาหารจานเดียว ขาใหญ่ร้านสะดวกซื้อเมืองไทยอย่าง 7-ELEVEN นำร่องไปก่อนแล้วด้วยการเปิดบริการใหม่ อาหารปรุงสด (Food Place) ใน 7-ELEVEN  ที่เรียกทั้งเสียงฮือฮาและกระแสต่อต้านในคราวเดียวกัน

เหตุผลสำคัญของการเปิดอาหารปรุงสดนั้น  7-ELEVEN ให้เหตุผลว่า เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าในกลุ่มวัยทำงาน นักเรียน ที่ต้องเร่งรีบไปทำงาน ไปเรียนหนังสือ ตั้งแต่ตอนเช้า โดยที่ร้านอาหารตามสั่งยังไม่เปิด รวมทั้งสำหรับผู้ที่เลิกงานตอนค่ำๆ หรือตอนกลางคืนซึ่งร้านอาหารตามสั่งทั่วๆ ไปปิดร้านไปแล้วโดยจะเลือกเปิดในทำเลที่ใกล้กับสถานศึกษา ตลาด สำนักงาน โรงพยาบาล ที่พักอาศัย จุดต่อรถ โรงงาน ฯลฯ

ขณะที่ “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยโดยรวม อยู่ที่กว่า 410,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งในจำนวนนี้มากกว่า 60 – 70% เป็นร้านอาหารประเภท “สตรีทฟู้ด” (Street Food) ขณะที่ยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า ในปี 2560 ภาพรวมตลาดอาหารริมทางในประเทศไทย หรือสตรีทฟู้ดส์ มีมูลค่า 276,000 ล้านบาท เติบโตจากปี 2559 ถึง 4.3% และยังเติบโตต่อเนื่องอีก 4 ปีติดต่อกัน โดยคาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 340,000 ล้านบาท ในปี 2564 คิดเป็นอัตราขยายตัวเฉลี่ย 5.3% ต่อปี

จากมูลค่าตลาดสตรีทฟู้ดดังกล่าว ทำให้บรรดาผู้ประกอบการต่างเล็งเห็นโอกาสธุรกิจ จึงเข้ามาแบ่งเค้กในตลาดร้านอาหารข้างทาง เพราะสตรีทฟู้ด เป็นสิ่งที่คนไทยคุ้นเคย และอยู่ในชีวิตประจำวัน

เมื่อแบรนด์ยักษ์ใหญ่กระโดดเข้าสู่ตลาดอาหารตามสั่งแบบนี้แล้ว บรรดาพ่อค้า แม่ค้าตามสั่งจะว่าอย่างไรบ้างหนอ ….

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: