IT & Digital

เปิดภาพการใช้’โซเชียลมีเดีย’ครึ่งปี ธุรกิจไหนรุ่ง-ร่วงช่วง COVID-19

ในช่วงเวลา 6 เดือนที่ผ่านมาแบรนด์ต่าง ๆ มีการใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างมากมาย โดยเมื่อรวมทั้ง 4 แพลตฟอร์มคือ Facebook, Instagram, Twitter และ YouTube มีจำนวนโพสต์จากแบรนด์รวมกันทั้งสิ้น 1,064,226 โพสต์ โดยที่ Facebook ยังคงเป็นแพลตฟอร์มหลักในการสื่อสาร โดยที่แต่ละช่องทางเกิดการมีส่วนร่วมอย่างมหาศาล

Facebook: 554M Engagements
Twitter: 30M Engagements
Instagram:35M Engagements
YouTube: 5.1B Views

 

และเมื่อเราลองโฟกัสไปที่แพลตฟอร์มที่สร้างการมีส่วนร่วมสูง อย่าง Facebook และ YouTube พบว่า ทั้ง Facebook และ YouTube เกิดการมีส่วนร่วมจากผู้บริโภคอย่างก้าวกระโดดในช่วงเมษายนและพฤษภาคม ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ช่วงเวลากักตัวหรือ COVID-19 ที่ผ่านมาผู้บริโภคหันมาเสพเนื้อหาบนออนไลน์มากขึ้น และโซเชียลมีเดียก็มีผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจเกือบทุกประเภท

 

 

ธุรกิจใดบ้างที่รุ่งและร่วงในโซเชียลมีเดียภายหลัง COVID-19 ระบาดในประเทศไทย

ภายหลังจากที่ COVID-19 มีการระบาดในประเทศไทย ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง หนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค การใช้ชีวิตแบบ New normal ทำให้ยอดการใช้งานโซเชียลมีเดียพุ่งสูงขึ้น จนทั้งผู้ใช้งาน และผู้ประกอบการอย่างแบรนด์ต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับช่องทางนี้

จากการเก็บข้อมูลเอ็นเกจเมนต์ของแบรนด์ที่ทำผลงานบนโซเชียลมีเดียผ่านช่องทางหลัก คือ Facebook Instagram YouTube และ Twitter ช่วงวันที่ 1 มกราคม – 30 มิถุนายน 2020 พบว่า สามารถแบ่งประเภทของธุรกิจเป็น 3 ประเภท

1. ประเภทแรก RISE & DECLINE
กลุ่มธุรกิจที่รุ่งขึ้นมาในช่วงการระบาดของ COVID-19 และร่วงในภายหลัง โดยจำนวนเอ็นเกจเมนต์มีการเติบโตอย่างมากในช่วง COVID-19 และกลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงต่อมา ได้แก่

– Banking จากมาตรการเยียวยา 5,000 บาทที่มีธนาคารกรุงไทยเป็นผู้จัดการระบบลงทะเบียนรับเงินเยียวยาConvenience Store จัดทำคอนเทนต์ให้กำลังใจและโปรโมชั่นสินค้าผ่าน #คนไทยไม่ทิ้งกัน

– Hypermarket & Supermarket ที่พยายามจัดโปรโมชั่นผ่านการซื้อสินค้าออนไลน์ในช่วงโควิด

 

2. ประเภทที่สอง RISING STAR
กลุ่มธุรกิจดาวรุ่งพุ่งแรงที่เอ็นเกจเมนต์มีการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะมีการระบาดของ COVID-19 กลุ่มธุรกิจประเภทนี้ ได้แก่

– Delivery Service Provider เนื่องจากการต้องปฏิบัติตามนโยบาย “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ทำให้ลูกค้าหันมาใช้บริการ Food Delivery แทน และทางฝั่งของแบรนด์เองก็มีการปล่อยโปรโมชั่นร่วมกับร้านอาหาร ขณะที่บริการรับส่งพัสดุก็มียอดเอ็นเกจเมนต์สูงขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากปัญหาเรื่องระบบการขนส่ง

– Consumer Electronics และHome & Office Appliances เนื่องจากการปรับการเรียนการสอน รวมถึงวิธีการทำงานผ่านทางออนไลน์ ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ช่วยเอื้ออำนวยความสะดวกในการทำงาน และเป็นเสมือนอีกปัจจัยหนึ่งที่จำเป็นขณะนี้

– E-marketplace นับตั้งแต่ COVID-19 มีการระบาดในประเทศ ผู้คนต้องอยู่บ้าน หรือ Work From Home ธุรกิจการซื้อขายออนไลน์จึงเข้ามาตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี หลาย ๆ แพลตฟอร์มออนไลน์มียอดเอ็นเกจเมนต์ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะ 2 ยักษ์ใหญ่อย่าง Lazada และ Shopee

3. ประเภทที่สาม RECESSING
กลุ่มธุรกิจที่ร่วงโดยมี Engagement ลดลงภายหลังเกิดการระบาด COVID-19 ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจ Chain restaurants และ Shopping mall ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการล็อกดาวน์ ทำให้ฝั่งแบรนด์ชะลอการปล่อยแคมเปญทางสื่อออนไลน์ ยอดเอ็นเกจเมนต์จึงมีแนวโน้มลดลง ยกเว้นกรณีที่แบรนด์นั้นมีการทำ Delivery Service อย่าง KFC ที่ยังมียอดเอ็นเกจเมนต์สูงอยู่ตลอด รวมไปถึงกลุ่มธุรกิจ Building And Design Material ที่ได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน เนื่องจากความตั้งใจในการซื้อสินค้าของผู้บริโภคลดลงในช่วง COVID-19 ระบาด

นอกเหนือจากกลุ่มแบรนด์ข้างต้นแล้ว Government & State enterprise เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่มีการเติบโตของ เอ็นเกจเมนต์ที่สูงกว่าธุรกิจอื่นๆ โดยเอ็นเกจเมนต์เพิ่มขึ้น 235% เมื่อเทียบระหว่างเดือนมกราคมและเดือนมิถุนายน การเติบโตของจำนวนเอ็นเกจเมนต์ดังกล่าว หลักๆ มาจากการแถลงการณ์สถานการณ์ COVID-19 รายงานข่าว ความคืบหน้าผลการสอบสวนและควบคุมโรค และความรู้เกี่ยวกับเรื่อง COVID-19 ส่วนยอดเอ็นเกจเมนต์ในเดือนพฤษภาคมมาจากการคลายล็อกดาวน์ในช่วงกลางเดือนดังกล่าว

 

COVID-19 คอนเทนต์มีมากน้อยเท่าไหร่ใน FACEBOOK

จากการเก็บข้อมูลของ WISESIGHT พบว่า ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน แบรนด์มีการโพสต์คอนเทนต์ที่กล่าวถึง COVID-19 ทั้งหมดประมาณ 45,000 โพสต์ โดยการโพสต์สูงสุดอยู่ในช่วงเดือนเมษายนประมาณ 16,000 โพสต์และเริ่มลดลงในเดือนต่อมา

 

25% ของคอนเทนต์ถูกโพสต์จากGovernment & State enterprise โดยเฉพาะเพจสสส. (ThaiHealth) และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการรายงานสถานการณ์ COVID-19 ประจำประเทศไทย รองลงมาคือคอนเทนต์จากกลุ่มเพจ Hospital ที่เน้นเรื่องการให้ความรู้และความเข้าใจในโรคโควิดแก่ประชาชนและ Shopping mall ที่ประชาสัมพันธ์เรื่องการให้บริการของห้างสรรพสินค้า ขณะที่จำนวนเอ็นเกจเมนต์รวมจากคอนเทนต์เหล่านี้มีมากถึง 36 ล้านและมีจำนวนสูงสุดในเดือนพฤษภาคม แม้ว่าในเดือนนี้จะมีจำนวนคอนเทนต์ที่น้อยกว่าเดือนเมษายนก็ตาม

 

โพสต์ที่ได้รับเอ็นเกตเมนต์สูงที่สุด

โพสต์ส่วนใหญ่ที่ได้รับเอ็นเกจเมนต์สูงจะเป็นโพสต์ที่เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือประชาชน บุคลากรทางการแพทย์และผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดการโรค COVID-19 โดยโพสจากสสส. เรื่องการลงชุมชนให้ความช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเสี่ยงสำหรับต้นแบบชุดเครื่องมือดูแลตนเอง “สู้! โควิด-19 ไปด้วยกัน” เป็นโพสต์ที่ได้ Engagement สูงที่สุด รองลงมาคือ รายงานข่าวกรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ประจำวันที่ 24 พฤษภาคม 2563 และ เซเว่นอีเลฟเว่น มอบชุด PPE ให้แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์

ในช่วงที่มีการระบาดของโรค COVID-19 แบรนด์มีการโพสต์คอนเทนต์ที่เกี่ยวกับโรคระบาดนี้ถี่ขึ้นและผู้ใช้งาน Facebook เองก็มีการตอบกลับคอนเทนต์เหล่านี้ด้วยปุ่ม Love และ Sad มากขึ้นเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนเมษายนที่มียอดการกด Love และ Sad สูงที่สุด คอนเทนต์ส่วนใหญ่มักเป็นการให้กำลังใจและให้ความช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนจากฝั่งของแบรนด์ ภายหลังที่สถานการณ์ในประเทศไทยคลี่คลาย จำนวนการกด Love และ Sad ลดลงและในทางตรงกันข้าม การตอบกลับคอนเทนต์ด้วย Emotion Icon อื่นๆ เริ่มมีมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่คุ้นชินและปรับตัวได้กับสถานการณ์นี้ ซึ่งในฝั่งของแบรนด์เองก็เริ่มมีการปล่อยคอนเทนต์อื่นๆ นอกเหนือจาก COVID-19 มากขึ้นด้วย เช่น การปล่อยแคมเปญและการจัดโปรโมชั่น

 

นี่ก็คือภาพรวมของโซเชียลมีเดียของแบรนด์ต่างๆ ในช่วงเดือนมกราคม – มิถุนายน 2020 ที่ผ่านมาครับ ส่วนแบรนด์อะไรทำผลงานได้ดีที่สุดในโซเชียลมีเดียในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: