Biznews

เปิดผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคหลัง COVID-19 ‘แบรนด์’ควรรับมืออย่างไร?

ในช่วงเวลาที่สถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 ที่ส่งผลกระทบกับทุกธุรกิจทุกภาคส่วน และคนทุกคน ทุกพื้นที่ กำลังผ่อนคลายลง สถานการณ์หลายๆ อย่างมีท่าทีที่ดีขึ้น แต่พฤติกรรมของผู้บริโภคที่ถูกผลกระทบทั้งในเรื่องของสภาพจิตใจ รวมไปถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ ที่ได้เปลี่ยนไปก่อนหน้านี้ ในช่วงที่มีการระบาดรวมถึงในตอนนี้ที่ก้าวเข้าสู่ช่วง POST COVID-19 ต้องใช้ชีวิตให้สอดรับกับชีวิตวิถีใหม่

พฤติกรรมเหล่านั้นจะเป็นไปในทิศทางใดยาวนานแค่ไหน เพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคในสถานการณ์ปัจจุบัน วันเดอร์แมน ธอมสัน ได้สำรวจพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทยในช่วงภายหลังการระบาดของโรค COVID-19 ระหว่างเดือนกรกฎาคม จำนวน 812 คน ช่วงอายุ 15 – 60 ปี เป็นชาย 32% หญิง 68% ครอบคลุมกรุงเทพฯและต่างจังหวัด การศึกษาตั้งแต่ระดับมัธยมถึงปริญญาเอก อาชีพรายได้ตั้งแต่น้อยกว่า 10,000 บาท – 50,000 บาทขึ้นไป

โดยมีการศึกษาใน 4 หมวดหลัก ได้แก่ เรื่องการเงินและเศรษฐกิจ (Finance & Economy), การงานและอาชีพ (Work & Career), การเข้าสังคมและการรักษาระยะห่างทางสังคม (Socialising & Social Distancing​) และสุขภาพและความเป็นอยู่ (Health &​ Wellbeing ) โดยผู้บริโภคแต่ละกลุ่มจะมีพฤติกรรมและความคิดเห็นต่อเรื่องต่างๆ ที่ทั้งเหมือนและแตกต่างกัน แบรนด์และนักการตลาดทั้งหลาย ควรสร้างความเข้าใจในพฤติกรรมเหล่านี้ให้ถ่องแท้ เพื่อให้แบรนด์และนักการตลาดนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการปรับใช้กลยุทธ์ทางการตลาดและการสื่อสารในยุคชีวิตวิถีใหม่

ปรัตถจริยา ชลายนเดชะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วันเดอร์แมน ธอมสัน ประเทศไทย กล่าวว่า ในสถานการณ์ตอนนี้เราทุกคนกำลังเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การระบาดของโรค COVID-19 ที่ผ่านมา ได้ส่งผลต่อคนทุกคนในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นช่วงอายุไหนหรืออยู่ในพื้นที่ใด ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด การศึกษาของวันเดอร์แมน ธอมสัน หัวข้อ ‘COVID-19 Recovery Reimagined ในครั้งนี้ ได้ศึกษาแบบเจาะลึกลงไปใน 4 หมวดหลักที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากที่สุด เพื่อให้แบรนด์และนักการตลาดทุกคนได้ทราบถึงข้อมูลและได้ทำความเข้าใจ และนำมาวางแผนในการดำเนินธุรกิจต่อไปให้ดีขึ้น เพราะในตอนนี้ขณะที่ทุกคนกำลังกังวล รู้สึกไม่มั่นคง และสับสนกับสิ่งใหม่ๆ ที่ต้องเจอเพื่อรับชีวิตวิถีใหม่ แบรนด์และผู้บริโภคต้องช่วยเหลือกันให้พร้อมลุกขึ้นเพื่อผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน

 

ผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคหลัง COVID-19

1.การเงินและเศรษฐกิจ (Finance & Economy)

โดยได้สำรวจผู้บริโภคเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจ ผู้บริโภคมีความกังวลด้านเศรษฐกิจและการเงินมากที่สุด โดยกังวลเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยมากถึง 71% และมีความกังวลในเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่จะฟื้นตัวได้ช้า 60% และกังวัลเรื่องหน้าที่การงานและธุรกิจของตนเองจะหยุดชะงัก 60%

โดยเมื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนของผู้บริโภค พบว่าผู้บริโภคกว่าครึ่งหนึ่งเลือกที่จะไม่ลงทุนกับเรื่องใดๆ เลย แต่เลือกที่จะถือเงินสดไว้กับตัว หรือเลือกที่จะฝากเงินไว้ที่ธนาคารมากกว่า

โดยผู้บริโภคเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มที่ไม่ชอบความเสี่ยง (Risk-Averse) คือ จะไม่ลงทุนใด ๆ นอกจากการออมเงิน เนื่องมาจากระดับรายได้และกังวลว่าลงทุนแล้วจะไม่ได้รับผลตอบแทนกลับมา

แต่หากจะดูในสิ่งที่ผู้บริโภคเลือกลงทุนมากที่สุดในช่วงนี้ จะพบว่าผู้บริโภคเลือกที่จะลงทุนไปกับการออมเงินประจำเดือน 33% รองมาเป็นการลงทุนเกี่ยวกับการเปิดธุรกิจของตนเอง 20% และลงทุนกับการซื้อประกันภัย 12%

นอกจากนี้จากการศึกษาและสัมภาษณ์เพิ่มเติมจะพบว่า ผู้ที่มีครอบครัว เศรษฐกิจส่งผลกระทบในหลายแง่มุม นอกจากเศรษฐกิจจะส่งผลด้านสภานภาพทางการเงินแล้ว ยังต้องดูแลคนในครอบครัวทั้งเด็ก และผู้สูงอายุในครอบครัว กลัวว่าตนเองจะไม่สามารถให้ความเป็นอยู่ที่ดีกับทุกคนได้อย่างเต็มที่ในอนาคต อาจทำให้เกิดเกิดภาวะเครียดและซึมเศร้า ดังนั้นทุกครอบครัวจะต้องป้องกันภาวะความเครียดให้กับสมาชิกในบ้าน โดยเลือกใช้วิธีสื่อสารกับครอบครัวให้ดีที่สุด

2.การงานและอาชีพ (Work & Career)

การงานคือแหล่งรายได้ละความมั่นคง ในช่วงเวลานี้ผู้บริโภคไม่ได้มองเรื่องความก้าวหน้าทางการงานเป็นเป้าหมายหลักอีกต่อไป กลับมองว่าการมีงานทำ คือเรื่องสำคัญที่สุด จากการศึกษาในเรื่องอาชีพและการทำธุรกิจพบว่า ผู้บริโภคมีความกังวลเรื่องความมั่นคงในหน้าที่การงานของตนเองถึง 62%

นอกจากนี้ ผู้บริโภคกว่า 48% ยังกังวลในเรื่องการถูกลดเงินเดือน และกังวลในเรื่องของการถูกเลิกจ้างหรือการไม่มีงานทำอีกกว่า 47% และเมื่อศึกษาในเรื่องการต้องการใช้จ่ายในกิจกรรมที่ทำในช่วงสถานการณ์ปัจจุบัน พบว่า ผู้บริโภคมีความคิดที่จะลงทุน ลงแรงในการหางานทำและการรักษาหน้าที่การงานมากขึ้น ด้วยการเพิ่มความสามารถ (Up-Skill) และกลับไปเรียนรู้ทักษะเพิ่มเติม (Re-Skill) รวมไปถึงการเข้าอบรมที่ทางบริษัทส่งไป

โดยผู้บริโภคใช้จ่ายเงินในเรื่องนี้ถึง 31.5% และผู้บริโภคเลือกที่จะใช้ไปกับการลงทุนเพิ่มขึ้นกว่า 19.4% นอกจากนี้ยังมีผู้บริโภคยังมีพฤติกรรมใหม่เกิดขึ้น คือเลือกที่จะลดการออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านถึง 51.6% ลดการออกไปเที่ยวสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนลง 50.1% และลดการทำกิจกรรมกลางแจ้ง 50% นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอย่าง การไปท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ การไปยิมเพื่อออกกำลังกาย และการไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าก็มีการลดลงอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน

 

และจากการสัมภาษณ์เพิ่มเติมทำให้พบว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคที่อยู่ในเจนเนอเรชั่นใดหรืออยู่ในพื้นที่ไหน ต่างก็มีความกังวลในเรื่องของความมั่นคงทางด้านการงานและการเงินเหมือนกัน จากแต่ก่อนที่มีความกังวลหรือให้ความสำคัญแตกต่างกันไปแต่ละเจนเนอเรชั่น แต่ก็จะมีการปรับตัวดังนี้

เจน Z: ชีวิตที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย Passion อย่างเดียว

โดยเจนซีเป็นกลุ่มคนที่กำลังจะจบการศึกษา และเข้าสู่ตลาดแรงงานในช่วงที่อัตราการว่างงานสูง และมีตำแหน่งเปิดรับอย่างจำกัด ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ผ่านมา ทำให้ Gen Z มีเวลาที่จะทบทวนตนเองมากขึ้นเกี่ยวกับการใช้ชีวิตที่ผ่านมา ทบทวนความชอบของตัวเองอีกครั้ง และเริ่มกลับมาเรียนรู้ทักษะเพื่อให้ตัวเองบรรลุเป้าหมายของอาชีพที่มั่นคงในอนาคตก่อน แล้วเก็บความชอบของตนเองไว้เป็นเรื่องรองลงมา

เจน Millennials: เปลี่ยนสิ่งที่ชอบให้เป็นรายได้

โดยมิลเลนเนียล เป็นกลุ่มที่เริ่มทำงานมาสักพัก ตอนนี้จะเริ่มทบทวนตัวเองในหลาย ๆ ด้าน ทั้งการใช้จ่าย กิจกรรมท่องเที่ยว และการพักผ่อนที่ไม่สามารถทำได้เช่นเดิม งานที่ทำเริ่มขาดความมั่นคง ทำให้ต้องเริ่มพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ที่จำเป็นต่องานของตนเอง หรือเอื้อต่อความก้าวหน้าในอนาคต และเพื่อความมั่นคงจึงต้องหาแหล่งรายได้อื่น กลุ่ม Millennials จะเริ่มที่นำสิ่งที่ชอบมาหารายได้เพื่อให้คงสถานะทางการเงินและเป็นแหล่งรายได้เสริม เป็นหลักประกันเพิ่มความมั่นคงอีกช่องทาง

กลุ่มคนต่างจังหวัด : ปรับตัวอยู่แล้วไม่ต้องรอ COVID-19 คนกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่มีการปรับตัวตลอดเวลาอยู่แล้ว เนื่องจากมีเรื่องที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่น ภัยธรรมชาติ ค่าแรง ราคาผลผลิต จึงการปรับเปลี่ยนการทำงานตามสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว มุมมองของคนต่างจังหวัดที่มีต่อ COVID-19 เป็นแค่การปรับตัวอีกครั้งหนึ่งเท่านั้น

3.การเข้าสังคมและการรักษาระยะห่างทางสังคม (Socialising & Social Distancing)

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมากที่สุด คือ การใส่ใจเรื่องสุขอนามัยของกันและกัน โดยใส่ใจเรื่องของความสะอาดสูงถึง 70% นอกจากนี้ จากสถานการณ์ที่ผ่านมาที่มีการล็อคดาวน์หรือการรณรงค์ให้อยู่บ้าน ทำให้หลังการแพร่ระบาด ผู้บริโภคก็ยังเลือกที่จะใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้นถึง 56% สอดคล้องกับการเลือกที่จะออกจากบ้านเพื่อความบันเทิงน้อยลง 46% นอกจากนี้ยังมีการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในครอบครัวเพิ่มขึ้นกว่า 52%

และเนื่องจากที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับครอบครัวมากขึ้น เพื่อนจึงถูกให้ความสำคัญในลำดับที่รองลงมา โดยผู้บริโภค 75% ตอบว่าตนเองมีแนวโน้มที่จะใช้เวลาร่วมกับเพื่อนเท่าเดิมหรือน้อยลงช่วงหลัง COVID-19 โดย 48% ตอบว่าตนเองมีแนวโน้มที่จะออกไปสังสรรค์กับเพื่อนลดลง ไม่ว่าจะเพื่อความบันเทิงหรือออกไปรับประทานอาหารข้างนอกร่วมกัน การรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้ารับชีวิตวิถีใหม่เช่นกัน

โดยพบว่าภายหลังสถานการณ์ COVID-19 นั้น มีความใส่ใจเรื่องสุขอนามัย การรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล และการใช้เวลาอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีความระมัดระวังเรื่องความสะอาดภายนอกบ้านมากขึ้นเมื่อต้องออกไปซื้อของ 72% เลือกที่จะรักษาระยะห่างระหว่างบุคคลมากขึ้น 59% เลือกที่จะเลี่ยงการไปสถานที่ที่มีความแออัด 58% และการซื้อของผ่านทางช่องทางออนไลน์มีการเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นเพียง 28% เท่านั้น เพราะยังคงมีการซื้อสินค้าเกิดขึ้นทั้งในออนไลน์และออฟไลน์ควบคู่กันไป

นอกจากนี้พฤติกรรมการซื้อของเพื่อความผ่อนคลายก็มีการเปลี่ยนแปลง โดยผู้บริโภคเลือกที่จะซื้อสินค้าที่จำเป็นเท่านั้น 82% จะเห็นว่าพฤติกรรมการซื้อสินค้านั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ร้านค้าต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการ โดยพื้นที่ในร้านต้องถูกจัดสรรใหม่ จากเดิมที่เน้นการสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าเพื่อให้ลูกค้าใช้เวลานานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ตอนนี้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นร้านค้าควรออกแบบให้การซื้อสินค้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาน้อยลง ลดการสัมผัสระหว่างบุคคล รวมไปถึงการพัฒนาช่องทางการซื้อสินค้าออนไลน์และออฟไลน์ให้เกิดประสิทธิภาพและตรงตามความต้องการผู้บริโภคให้มากขึ้น

4.สุขภาพและความเป็นอยู่ (Health &​ Wellbeing)

จากการศึกษาพบว่า ในตอนนี้เรื่องของสุขภาพเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญที่สุด เพราะไม่ว่าจะทำอะไร สุขภาพเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเสมอ สุขภาพจิตที่แข็งแรงก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นในเรื่องสุขภาพ ผู้บริโภคจึงมีความกังวลเรื่องสุขภาพจิตใจและความเครียดมากที่สุดถึง 47% รองลงมาคือความกังวลในวิธีการรักษาโรค COVID-19 และการวิจัยวัคซีนที่อาจจะยังไม่สำเร็จในเร็ว ๆ นี้ 45%

และสำหรับสิ่งที่ผู้บริโภคกังวลน้อยกว่าที่คาดคือเรื่องการรับมือกับการระบาดของโรค COVID-19 ระลอก 2 เนื่องจากผู้บริโภคเชื่อว่าโรงพยาบาลและระบบสาธารณสุขสามารถรับมือได้หากการระบาดระลอกใหม่มาถึง จะเห็นได้ว่าผู้บริโภคเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้วถึงโรคระบาดที่อาจเกิดในระลอก 2 โดยกว่า 78% ของผู้บริโภคมองว่าการระบาดของโรค COVID-19 นั้นเกิดขึ้นได้ง่ายแม้จะทำความสะอาดสถานที่นั้น ๆ มากแค่ไหนก็ตาม สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือการระมัดระวังตัวและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อยู่เสมอเพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่ไม่อาจควบคุมได้ ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงอยู่เสมอ

 

แล้วพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปนั้นจะยาวนานขนาดไหน?

วันเดอร์แมน ธอมสัน ได้คาดคะเนพฤติกรรมของผู้บริโภคช่วงหลัง COVID-19 เพื่อให้แบรนด์ได้เตรียมพร้อมรับมือกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่

พฤติกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตในระยะสั้น-กลาง (0-1 ปี) ผู้บริโภคจะมีพฤติกรรมไม่ชอบความเสี่ยง และเลือกที่จะถือเงินสดหรือฝากธนาคาร รวมถึงมีการหารายได้เสริมช่องทางอื่น ๆ เพื่อความมั่นคงทางการเงิน นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มทักษะใหม่ ทบทวนทักษะเดิม ต่อยอดทักษะที่มีเพื่อความมั่นคงในหน้าที่การงาน หรือรอโอกาสที่จะเข้ามาในอนาคต นอกจากนี้ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับการสร้างสุขภาพกายและจิตใจให้ดียิ่งขึ้น ในส่วนของพฤติกรรมการซื้อสินค้า ผู้บริโภคจะเดินเข้าร้านค้าลดลง หลีกเลี่ยงพื้นที่คนพลุกพล่าน แต่จำนวนการซื้อสินค้านั้นไม่ได้ลดลง

แบรนด์ควรรับมืออย่างไร:

นำเสนอคุณค่าให้กับผู้บริโภคก่อน

1. แบรนด์จะต้องกลับมานึกถึงคุณค่าที่แบรนด์ต้องการจะเสนอแก่ผู้บริโภคให้มากขึ้น โดนเน้นเรื่องของมูลค่าที่ได้รับ หรือความคุ้มค่าที่ได้ซื้อ

2. สร้างความรู้สึกถึงการได้รับประโยชน์อื่น ๆ นอกเหนือจากการลดราคา เช่น การสะสมแต้ม เงินคืน แลกของรางวัล หรือ Loyalty Program ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการซื้อและช่องทางที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น รู้สึกแบรนด์ได้ให้อะไรกลับไปสู่ผู้บริโภค

3. ทบทวนบทบาทของสินค้าแบรนด์ตนเองที่มีต่อผู้บริโภค ว่าสามารถสร้างประสิทธิภาพ ผลตอบแทน รายได้ หรือเพิ่มทักษะเกี่ยวกับงานของผู้บริโภคได้อย่างไร

การซื้อเพื่อความผ่อนคลายเปลี่ยนเป็นการซื้อเพื่อความสุขของคนในบ้าน

1.พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจากการซื้อเพื่อการผ่อนคลาย หรือ Window Shopping เปลี่ยนเป็นการซื้อเพื่อสร้างความสุขให้แก่คนในบ้าน หรือสร้างความสุขให้กับการใช้ชีวิตในบ้านแทน

2.พฤติกรรมการใช้ช่องทางออนไลน์อาจเพิ่มขึ้น แต่อาจเกิดการซื้อหรือไม่ซื้อก็ได้ แบรนด์ควรเตรียมความพร้อมในทุกช่องทาง

3. สำหรับร้านค้า จำเป็นต้องออกแบบรูปแบบการซื้อสินค้าให้มีความสอดคล้องกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ช่วงหลัง COVID-19 ร้านค้าจำเป็นต้องเน้นเรื่องความสะดวก ความคล่องตัวในการซื้อของมากขึ้น เพื่อลดเวลาในการซื้อ ลดการสัมผัสระหว่างลูกค้าและพนักงาน เพื่อให้การซื้อมีประสิทธิภาพและรวดเร็วที่สุด

4. แบรนด์ควรนำเอาข้อมูลลูกค้าจากทั้งออนไลน์และออฟไลน์มาใช้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด และนำมาทำนายการซื้อเพื่อการปรับปรุงบริการในอนาคตให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคให้มากขึ้น

พฤติกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตในระยะยาว (1-3 ปี) ผู้บริโภคพยายามที่จะรักษาความมั่นคงของตัวเอง ควบคู่ไปกับการรักษาการงานของตัวเองไว้ รวมถึงในเรื่องของสุขภาพ สุขภาพจิตได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเมื่อพูดถึงเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ คนจะมีเวลาให้กับครอบครัวมากขึ้น ใช้เวลาในการทำสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น พ่อแม่เริ่มบรรจุเรื่องสุขภาพอนามัยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทักษะที่ต้องมีติดตัวในการใช้ชีวิต และมีการจัดการช่องทางการซื้อขายของตนและครอบครัวอย่างเป็นระบบมากขึ้น

ความสำเร็จต้องมาพร้อมกับสุขภาพจิตใจที่ดี

1. สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ นอกจากจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานแล้ว คือ ต้องมีสุขภาพจิตที่ดีอีกด้วย ต้องมีการรักษาสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต และได้ทำตามความต้องการในสิ่งที่ตนเองชอบไปพร้อม ๆ กันได้ แบรนด์ควรสนับสนุนผู้บริโภคให้ทำทุกอย่างได้อย่างราบรื่น

2. บทบาทของแบรนด์และสินค้าคือ การนำเสนอคุณค่าทางอารมณ์ใหม่ ๆ ให้แก่ผู้บริโภค อาจเปลี่ยนจากการสร้างความรู้สึกของการเป็นที่รักและเป็นที่ยอมรับเป็นความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัยแทน

ย้อนวัยให้นึกถึงความทรงจำเก่า ๆ ที่เราคิดถึง

1. แบรนด์สามารถใช้โอกาสนี้ในการนำเอาสิ่งเก่าๆ มาทำให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ให้กับคนในครอบครัว เช่น ย้อนวัยสิ่งที่เคยทำร่วมกันตอนเด็ก นำเรื่องเก่ากลับมาเล่าเป็นเรื่องใหม่ให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน เช่น การฉลองในครอบครัว กิจกรรมที่เคยทำร่วมกันระหว่างครอบครัว เพื่อสร้างช่วงเวลาดี ๆ ให้การใช้ชีวิตที่บ้านมีสีสันมากขึ้น

2. บทบาทที่จะสร้างความคิดเชิงบวก สอดแทรกความตลกบ้าง สามารถทำให้ผู้บริโภคหลีกหนีจากเรื่องราวรอบตัวชั่วคราวได้

ตัวจริงเรื่องความสะอาด

1. เพื่อตอกย้ำเรื่องความสะอาดที่จะเป็นพฤติกรรมของชีวิตวิถีใหม่โดยอาจมาในรูปแบบของนวัตกรรม การสื่อสาร หรือการสร้างการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการมีสุขภาพอนามัยที่ดี นำเสนอประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

สลับบทบาทการซื้อสินค้าแบบเดิม ๆ ให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

1. ช่องทางออฟไลน์ควรลดการสัมผัสระหว่างบุคคลให้มากที่สุด เพิ่มความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

2. ช่องทางออนไลน์ควรเป็นช่องทางที่ให้ผู้บริโภคใช้เวลาอยู่กับช่องทางนี้ได้เหมือนกับการที่ผู้บริโภค Mirror Shopping ให้ผู้บริโภคได้มีพื้นที่ในการเลือกชมสินค้า และเพิ่มอรรถรสในการซื้อของออนไลน์ที่มีแนวโน้มจะสูงขึ้น

สถานการณ์ปัจจุบันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ถือได้ว่าไม่ได้เจอกันบ่อยนัก นับว่าเป็นสิ่งที่ใหม่สำหรับแบรนด์ นักการตลาดจำเป็นต้องแสวงหาข้อมูลและทำความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภคอยู่เสมอ

โดยจากการศึกษาพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคในช่วงชีวิตวิถีใหม่ในครั้งนี้ ทำให้ทราบว่า ผู้บริโภคมีความกังวลในหลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากผลพวงของการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงทางการงานและการเงิน ส่งผลให้มีพฤติกรรมไม่ชอบความเสี่ยง

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของพฤติกรรมผู้บริโภคในเรื่องของการใช้ชีวิตในสังคมในช่วงการระบาดของ COVID-19 ที่ต้องมีการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล เพื่อความปลอดภัยและเป็นการรักษาไว้ซึ่งสุขภาพที่ดี ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคในตอนนี้จะหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่ที่มีคนอยู่มาก ทำให้มีการพบปะเพื่อนฝูงลดลงและมีเวลาอยู่กับครอบครัวและทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น

ทั้งนี้ด้วยเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมายังส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญ นั่นคือเรื่องของสุขภาพจิต เนื่องด้วยความกังวลต่างๆ ทำให้เกิดความเครียด ทำให้ผู้บริโภคในตอนนี้มีความใส่ใจในเรื่องของสุขภาพจิตมากขึ้น และมีความพร้อมที่จะเผชิญกับเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดได้

ดังนั้นแบรนด์ควรที่จะปรับเปลี่ยนสินค้าและบริการของตนเองให้ตอบโจทย์กับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นใหม่ของผู้บริโภค สร้างความหวังและพลังใจให้กับผู้บริโภคที่มีความกังวล รู้สึกถึงการสนับสนุนของแบรนด์ที่อยากจะช่วยให้ผู้บริโภคผ่านทุกความยากลำบาก รู้สึกมั่นคงและมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค ทำให้แบรนด์ของตนเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคสู่ชิวีตวิถีใหม่ไปพร้อมๆ กัน

 

Tags

Related Articles

Close
%d bloggers like this: