Biznews

เปิดประตูสู่เมืองรอง: แรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

เศรษฐกิจประเทศไทยในช่วงห้าปีที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับสิบปีที่แล้วถือได้ว่ามีความท้าทายเป็นอย่างมาก หากดูจากตัวเลขการเติบโตของดัชนีสินค้าอุปโภคบริบริโภคจะเห็นได้ว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2014-2018) สินค้าอุปโภคบริโภคมีการเติบโตอยู่ที่ 1.4% ในขณะที่ 5 ปีก่อนหน้านั้น (2009-2014) มีอัตราการเติบโตถึง 7.1% อย่างไรก็ตาม ในปี 2019 นี้ นีลเส็นได้คาดการณ์ว่าสินค้าอุปโภคบริโภคจะมีอัตราการเติบโตจบปีอยู่ที่ประมาน 4% คำถามสำคัญต่อเจ้าของธุรกิจและผู้ผลิตในหลากหลายอุตสาหกรรมคือ กลยุทธ์ใดที่จะสามารถผลักดันให้สินค้าและธุรกิจของเราเติบโตสอดคล้องกับตัวเลขนี้ ซึ่งเมืองรองคือโอกาสที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

เมืองรองในนิยามของนีลเส็นประกอบด้วยเมืองที่มีจำนวนประชากรระหว่าง 1-5 ล้านคน และจังหวัด 3 จังหวัดหลัก ที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (Gross Provincial Products : GPPรวมคิดเป็น 35% นอกเหนือจากกรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งประกอบไปด้วย 18 จังหวัดทั่วประเทศ แบ่งออกเป็น 4 ภาคใหญ่ๆ คือภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ (ดูตาราง 1)

 

สิ่งที่ทำให้เมืองรองมีศักยภาพที่น่าสนใจคือการขยายตัวของความเป็นเมือง (urbanization) อย่างรวดเร็ว ซึ่งภายในปี 2025  ประชากรจำนวนมากกว่า 1.1 ล้านคนจะถูกเพิ่มเข้ามาอยู่ในเมืองรอง ด้วยอัตราการเติบโตของประชากรที่สูงถึง 62% เมื่อเทียบกับกรุงเทพที่ 18% ทั้งนี้รายงาน เปิดประตูสู่เมืองรองของนีลเส็นเผยว่าประชากรส่วนมากในเมืองรองส่วนใหญ่คือกลุ่ม New Gen ทีมีอายุอยู่ที่ 12-39 ปี และคาดว่าจะมีการเติบโตมากขึ้นในอนาคตเนื่องจากมีสัดส่วนของกลุ่ม New Gen ถึง 77% จากประชากร New Gen ทั้งหมดที่จะย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในเมืองรองมากขึ้น นอกจากนั้นประชากรกลุ่มนี้มีการเข้าถึงอินเตอร์เนตที่เทียบเคียงกับกลุ่ม New Gen ในกรุงเทพและปริมณฑล ถึงแม้ว่าเวลาที่ใช้ไปกับการเล่นอินเตอร์เน็ตจะเฉลี่ยอยู่ที่ 2-3 ชั่วโมง ซึ่งน้อยกว่ากรุงเทพและปริมณฑลที่ใช้เวลามากกว่า 7 ชั่วโมงต่อวันก็ตาม

 

ศักยภาพอีกอย่างหนึ่งที่น่าจับตามองของเมืองรองคือความสามารถในการดึงดูดเม็ดเงินของนักท่องเที่ยว ซึ่งข้อมูลชี้ว่ารายจ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยว (ไทยและเทศ) ที่ใช้จ่ายในเมืองรองนั้นมีอัตราเป็น 30% ของรายได้นักท่องเที่ยวทั้งหมดจำนวนกว่า 3 พันล้านบาท ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือนักท่องเที่ยวในเมืองรองของภาคกลางและเหนือมีการใช้จ่ายเกือบสองเท่าของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคนั้นๆ ต่อการเยือนหนึ่งครั้ง

 

เมืองเหล่านี้กำลังจะกลายมาเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต โดยในอีก 5-10 ปีข้างหน้านี้เราได้เห็นถึงแผนงานโครงการเมกา-โปรเจ็คระยะยาวของรัฐบาล เช่น โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(Eastern Economic Development Plan) การส่งเสริมเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษใน 10 จังหวัด (Special Economic Zone) และแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่งเพื่อขับเคลื่อนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศจากกระทรวงคมนาคม ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนไทยและเทศ เกิดความคล่องตัวในการดำเนินการและได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ

 

“เวลาที่เราเห็นการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานและโปรเจคใหญ่ของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตในแต่ละภูมิภาคนั้น สิ่งที่จะต้องย้อนกลับมาถามคือ สิ่งนี้มีความหมายอย่างไรต่อธุรกิจของเรา ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของสังคมความเป็นเมือง ความต้องการของผู้บริโภคเมืองรองที่เพิ่มขึ้นจากผู้ที่ย้ายถิ่นฐานและคนต่างด้าวที่เข้ามาอยู่อาศัยในเมืองนั้นๆ ในอนาคต ซึ่งจะมีผลกระทบกับกลยุทธ์ทางการตลาดไม่ว่าจะเป็นการทำราคาและขายสินค้าพรีเมี่ยม การออกสินค้าใหม่ การจัดแบ่งประเภทสินค้า หรือการออกแบบขนาดของสินค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเวลาวางกลยุทธ์เจาะตลาดเมืองรองแต่ละเมือง ในแต่ละภูมิภาค” กล่าว สมวลี ลิมป์รัชตามร กรรมการผู้จัดการ บริษัท นีลเส็น (ประเทศไทย) “ตอนนี้คือเวลาที่ต้องปรับมุมมองและพุ่งเป้าหมายไปที่การทำความเข้าใจผู้บริโภคเมืองรองในแต่ละภาคอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ความต้องการในปัจจุบันแต่เป็นไลฟ์สไตล์หรือความต้องการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”

ในปัจจุบันนี้ เราเห็นได้ว่าผู้ผลิตหลายรายให้ความสนใจไปที่การบริหารประเภทสินค้าและความหลากหลายของสินค้า ซึ่งมีส่วนผลักดันให้ยอดขายโตได้อย่างต่ำถึง 20% หากได้รับการพัฒนาและบริหารเป็นอย่างดี  ภาคกลางและภาคเหนือนั้นคือภาคที่มีความหลากหลายของสินค้าเกิดขึ้นในช่องทางการขายต่างๆ ในขณะที่รายงานของนีลเส็นค้นพบว่าผู้บริโภคในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือนั้น ส่วนใหญ่จะซื้อสินค้าขนาดบรรจุภัณฑ์ที่เล็กกว่า ส่วนในภาคเหนือและภาคกลางนั้นเราจะเห็นได้ถึงโอกาสในการผลักดันนวัตกรรมและสินค้าใหม่ ซึ่งเราเห็นได้ว่าผู้ผลิตยังคงใช้กลยุทธ์ที่เหมือนกันทุกภาคในการผลักดันนวัตกรรมและสินค้าใหม่ ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพของการออกสินค้าใหม่นั้นลดลง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลได้แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคของเมืองรองในแต่ละภูมิภาคนั้นให้ความสนใจกับสินค้าใหม่และมีการเปิดรับที่ไม่แตกต่างกัน ดังนั้นสิ่งที่ผู้ผลิตต้องคำนึงถึงมากขึ้นคือการสร้างความแตกต่างทางกลยุทธ์และออกแบบให้เหมาะสมกับภูมิภาคนั้นๆ ในส่วนของสินค้าพรีเมี่ยมนั้นมีการเติบโตที่ดีในภาคใต้ อย่างไรก็ตาม รายงานแสดงให้เห็นถึงโอกาสในการพัฒนาและการเติบโตที่เกิดขึ้นจากโครงการและการสนับสนุนจากภาครัฐในภาคอื่นๆ เช่นภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดังนั้นจึงมีโอกาสที่ผู้ผลิตจะผลักดันให้เกิดการซื้อสินค้าพรีเมี่ยมในภาคอื่นๆได้

ในแง่ของการเข้าถึงสื่อต่างๆ ของผู้บริโภคเมืองรองในแต่ละภูมิภาค จะเห็นได้ว่ามีการเข้าถึงสื่อประเภทต่างๆ ที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน  อย่างไรก็ตามข้อมูลของนีลเส็นแสดงให้เห็นว่าการเข้าถึงสื่อนอกบ้านของผู้บริโภคเมืองรองนั้นมีความต่างกันอยู่ โดยที่ภาคกลางและภาคเหนือนั้นมีการเข้าถึงสื่อนอกบ้านอยู่ที่ 47% ซึ่งน้อยกว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีอัตราการเข้าถึงสูงสุดที่ 68%

 

ตาราง 1

 

กลุ่มเมืองรองในนิยามของนีลเส็น ประกอบด้วย

 

ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้
เชียงใหม่

เชียงราย

นครราชสีมา

อุบลราชธานี

ขอนแก่น

บุรีรัมย์

อุดรธานี

ร้อยเอ็ด

สกลนคร

ชัยภูมิ

ชลบุรี

นครสวรรค์

ฉะเชิงเทรา

ระยอง

อยุธยา

นครศรีธรรมราช

สงขลา

สุราษฎร์ธานี

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: