Biznews

เปิดนิยาม ‘4 กลุ่มผู้บริโภคใหม่’ ยุคโควิด-19

จากผลสำรวจล่าสุดของนีลเส็นไอคิวพบว่าผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 กลุ่มใหม่นี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและถึงแม้ว่าจะมีข่าวดีเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน
กลุ่มผู้บริโภคที่เกิดขึ้นใหม่นี้จะแสดงให้เห็นว่าปีนี้จะเป็นปีที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่สำหรับอุตสาหกรร
มสินค้าอุปโภคบริโภค จำนวนของผู้บริโภคกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “Newly constrained” จากการสำรวจจากทั่วโลก
พบว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้นสองเท่าจาก 23% เป็น 46% ภายในระยะเวลาสี่เดือนตั้งแต่เดือนกันยายนถึงธันวาคม

ตามคำจำกัดความ ผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบกลุ่มใหม่เหล่านี้ได้ประสบปัญหารายได้ครัวเรือนที่ลดลง
หรือมีสถานการณ์ทางการเงินแย่ลงทำให้พวกเขาต้องเฝ้าระวังการใช้จ่ายและในขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและแผนการเยียวยาในบางประเทศได้สิ้นสุดลงตัวเลขเหล่านี้ก็มีความเสี่ยงที่จะเพิ่มสูงขึ้น

เมื่อปีที่แล้ว นีลเส็นไอคิวได้แบ่งกลุ่มผู้บริโภคตามผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์โควิด-19ไว้อย่างชัดเจน ผู้บริโภคสองกลุ่มเกิดขึ้นเมื่อตัวเลขการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นและโรคนี้ได้แพร่ระบาดไปทั่วโลกกลุ่มแรกเรียกว่า “Constrained” คือผู้บริโภคที่สูญเสียงาน และ “Insulated”กลุ่มผู้บริโภคที่ยังคงมีงานทำและรู้สึกมั่นคง  แต่จากการสำรวจในเดือนธันวาคมพบว่าสถานการณ์และความตั้งใจของผู้บริโภคเกี่ยวกับการใช้จ่ายมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญและจำเป็นต้องมีการแบ่งเพิ่มเติม

ซึ่งแยกออกมาได้ 4 กลุ่มผู้บริโภค และคาดว่านิสัยใหม่ๆของพวกเขาจะแตกต่างอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2563 ทั้ง 4 กลุ่มผู้บริโภคมีรายละเอียดดังนี้

Existing Constrained คือ ผู้บริโภคที่เฝ้าระวังในเรื่องการใช้จ่ายตั้งแต่ก่อนสถานการณ์โควิด-19และปัจจุบันก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง ในประเทศไทยมีจำนวน 14%

Newly Constrained คือ ผู้บริโภคที่ประสบปัญหารายได้ครัวเรือน หรือมีสถานการณ์ทางการเงินที่แย่ลงและคอยเฝ้าระวังในเรื่องการใช้จ่าย ในประเทศไทยมีจำนวน 73%

Cautious Insulated คือ ผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบในรายได้ หรือสถานการณ์ทางการเงินเพียงเล็กน้อยแต่เฝ้าระวังในเรื่องการใช้จ่ายมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ในประเทศไทยมีจำนวน 13%

Unrestricted Insulated คือ ผู้บริโภคที่มีรายได้ หรือสถานการณ์ทางการเงินเท่าเดิมหรือดีขึ้นและไม่รู้สึกว่าจำเป็นจะต้องเฝ้าระวังในเรื่องการใช้จ่าย

 

จากข้อมูลข้างต้น แสดงให้เห็นว่ามีผู้บริโภคชาวไทยที่เฝ้าระวังในเรื่องการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 86% ขณะเดียวกันข้อมูลยังเปิดเผยถึงความกังวลในอนาคต โดย 48% ของผู้บริโภคชาวไทยกล่าวว่าพวกเขารู้สึกไม่ค่อยมั่นใจในการสร้างรายได้ในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า

วิธีการรับมือของผู้บริโภคชาวไทย
ในขณะที่อุตสาหกรรมอุปโภคบริโภค (FMCG) เป็นหนึ่งในไม่กี่อุตสาหกรรมที่เติบโตในหลายๆประเทศเมื่อปีที่ผ่านมา แต่การเติบโตอย่างยอดเยี่ยมในอัตราเดิมไม่น่าจะเป็นไปได้ในปีนี้

“ผู้บริโภคทั้ง 4 กลุ่มที่เราแบ่งออกมานั้นบ่งชี้ไปยังประชากรส่วนใหญ่ โดยกว่า 70%ของผู้บริโภคทั่วโลกที่เราได้ทำการสำรวจเริ่มเฝ้าระวังในเรื่องการใช้จ่ายแสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถใช้จ่ายได้อย่างอิสระ
สภาพแวดล้อมการใช้จ่ายที่ระมัดระวังนี้หมายความว่าแบรนด์ต่างๆจะต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับความต้องการที่เกิดขึ้นใหม่ของผู้บริโภคกลุ่มนี้การจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์ ราคา นวัตกรรม และการจัดจำหน่ายจำเป็นต้องมีการปรับใหม่และต้องทำอย่างรวดเร็ว” Scott McKenzie หัวหน้าทีม Global Intelligence บริษัทนีลเส็นไอคิว กล่าว

สำหรับประเทศไทย 83% ของผู้บริโภคกล่าวว่า พวกเขาเปลี่ยนวิธีการซื้อในหลายๆหมวดหมู่สินค้าและแบรนด์ ซึ่งมีผลอย่างมากต่อผู้ผลิตและผู้ค้าปลีกผู้บริโภคไทยจำนวนมากใช้กลไกการรับมือแบบใหม่เพื่อจัดการค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

โดย 49% กล่าวว่าพวกเขาซื้อสินค้าโดยดูจากโปรโมชั่นเพียงอย่างเดียว ไม่คำนึงถึงแบรนด์ 34% กล่าวว่าพวกเขาซื้อสินค้าที่มีราคาถูกที่สุด และ 43% มักจะมองหาสินค้าตราห้าง (Private brand)เพื่อความประหยัด

และถึงแม้ว่าประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีจำนวนผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบสูงที่สุดจากทั่วโลก
แต่ความภักดีต่อแบรนด์ก็ยังอยู่ในระดับที่สูงที่สุดเช่นกัน

โดยมากกว่าครึ่ง (67%)กล่าวว่า พวกเขาภักดีต่อแบรนด์ และจะเปลี่ยนแบรนด์ก็ต่อเมื่อราคาเพิ่มสูงขึ้นจากราคาปกติ

(63%)ผู้บริโภคส่วนใหญ่คิดและพิจารณาถึงการซื้อสินค้าของพวกเขาโดยดูว่าสิ่งที่จะซื้อมีความจำเป็นหรือสำคัญและคุ้มค่าคุ้มราคาหรือไม่

94% ของผู้บริโภคชาวไทยกล่าวว่าพวกเขาจะยังคอยมองหาวิธีการใหม่ๆ ที่จะช่วยประหยัดเงินในปี 2564ดังนั้นเราจึงมีแนวโน้มที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้น

เมื่อพูดถึงการใช้จ่ายในสินค้าอุปโภคบริโภค เรายังเห็นการแบ่งขั้วของการใช้จ่าย โดย 45%ของผู้บริโภคชาวไทยกล่าวว่าหากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจแย่ลงพวกเขาจะใช้จ่ายกับสินค้าอุปโภคบริโภคน้อยลง ในขณะที่ 12%
จะใช้จ่ายมากขึ้น

“ผู้บริโภคที่แบรนด์และผู้ค้าปลีกรู้จักเมื่อปีที่แล้วไม่เหมือนกับในปัจจุบันแบรนด์และผู้ค้าปลีกต้องทำความเข้าใจว่าสถานการณ์ของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างไรจึงจะสามารถตอบสนองความต้องการใหม่ๆ ของพวกเขาได้”

แม้ว่าจะไม่มีวิธีใดที่จะใช้ได้กับทุกสถานการณ์ แต่กลุ่มผู้บริโภคใหม่เหล่านี้ก็มีความเห็นร่วมกันบางประการโดยผู้บริโภคชาวไทย 95% ต้องการความหลากหลายในสินค้าคุณภาพมากขึ้น 91%ยินดีที่จะซื้อโดยตรงจากผู้ผลิต และ 81% ยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อคุณภาพที่สูงขึ้น ซึ่งประเทศไทยมีอัตราที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

การสำรวจนี้ได้ถูกดำเนินการใน 15 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อินเดีย ญี่ปุ่น
เม็กซิโก รัสเซีย แอฟริกาใต้ สเปน ไทย ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา
โดยแผนก Customized Intelligence บริษัท NielsenIQ

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: