Biznews

ฉีกตลาดสาหร่าย ‘เถ้าแก่น้อย’ ลุยสแน็ค

ตลาดสาหร่ายในเมืองไทยมีมูลค่ากว่า 3,032 ล้านบาท ปฏิเสธไ่ได้ว่าแข่งขันอย่างรุนแรงโดยมีผู้ประกอบการล้วนชาใหญ่นำโดย เถ้าแก่น้อย ของเถ้าแก่พันล้านอย่าง ต๊อบ-อิทธิพัทธ์  ที่ยืนชนกับขาใหญ่วงการเบียร์อย่างมาชิตะ ของค่ายสิงห์อย่างเผ็ดร้อน โดยผู้ครองบัลลังก์ “เถ้าแก่น้อย” มีส่วนแบ่งกว่า 69% ขณะที่ “มาชิตะ” ครองส่วนแบ่ง 16.7%

ล่าสุด ผู้นำอย่างเถ้าแก่น้อยกระโดดออกจากตลาดสาหร่ายอันร้อนแรงชั่วคราว หันมาโฟกัสตลาดขนมขบเคี้ยวด้วยการ ผุดโปรเจกต์ “Super Snacks” ลุยตลาดรายแรกของประเทศไทย

อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู้ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิต จัดจำหน่ายและทำการตลาดสาหร่ายแปรรูปภายใต้แบรนด์ “เถ้าแก่น้อย” เผยถึงการปรับทิศทางธุรกิจและการขยายกลุ่มสินค้าเพิ่มเติมว่า จากเทรนด์ผู้บริโภคที่ใส่ใจด้านสุขภาพมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะที่เมืองไทยแต่เป็นเมกะเทรนด์ของผู้บริโภคทั่วโลก ทำให้ผู้ประกอบการต้องมีการปรับตัวอยู่เสมอ

 

โดยในปีที่ผ่านมามีสินค้าใหม่ที่เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มมากขึ้น รวมถึงตลาดขนมขบเคี้ยวด้วย โดยสาหร่าย ถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในซูเปอร์ฟู๊ด เนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่คัดสรรมาจากธรรมชาติ อุดมไปด้วยไขมันโอเมก้า 3 มีแร่ธาตุที่สำคัญหลายชนิด รวมทั้งเป็นหนึ่งในเทรนด์ซูเปอร์ฟู๊ดยอดนิยมที่ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลก ซึ่งเถ้าแก่น้อย ในฐานะเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดขนมขบเคี้ยวสาหร่าย จึงได้กำหนดทิศทางการพัฒนาสินค้า โดยปรับพอร์ตกลุ่มสินค้าใหม่พร้อมสร้างตลาด “Super Snacks” รายแรกของประเทศไทย เพื่อให้ตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ โดยภายใต้กลุ่มสินค้า “ซูเปอร์แสน็ค” ของเถ้าแก่น้อย จะมีสินค้าหลัก 3 segments ดังนี้

  1. Premium Snack สินค้าหลักที่สำคัญ อาทิ เทมปูระไข่เค็ม ทินเท็นไข่เค็ม ที่คัดสรรวัตถุดิบมาจากธรรมชาติจริง
  2. Plant Base Snack ชูธงรบด้วย สาหร่ายที่ถูกนำไปแปรรูปในรูปแบบต่างๆ อาทิ สาหร่ายทอด อบ ย่าง สาหร่ายเทมปูระ และในอนาคตกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอีกหลากหลายประเภทตามต่อมา เป็นต้น
  3. Protein Snack สินค้าที่เปิดตัวสู่ตลาดและได้รับความนิยม ได้แก่ ปลาแผ่นปรุงรสทินเท็น ปลาม้วนปรุงรสทินเท็น โรล์

การปรับพอร์ตสินค้าในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดพันธกิจของบริษัทที่จะก้าวสู่บริษัทนวัตกรรม สร้างความสุขให้ผู้บริโภคทั่วโลก ตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ เมื่อทุกคนเริ่มมองหาอาหารที่มาจากธรรมชาติ เพื่อสุขภาพของตัวเอง และเพื่อสิ่งแวดล้อม  จึงกลายเป็นเทรนด์ที่มาแรงที่สุดของโลก

 “กู้ดเดย์” (Good Day) ขนมขบเคี้ยวใหม่ล่าสุด จากเถ้าแก่น้อย

สินค้ากลุ่มแรกที่ออกมาสร้างตลาดในกลุ่มซูเปอร์แสน็ค (Super Snacks) ในปี 2563 คือ เถ้าแก่น้อยกู้ดเดย์ (Good Day) โดยจับกลุ่มเป้าหมาย คนวัยทำงานที่รักสุขภาพ อายุตั้งแต่ 21-35 ปี สำหรับการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับ New Categories สินค้ากู้ดเดย์ (Good Day)ได้เตรียมจัดกิจกรรมการตลาดแบบครบวงจรเพื่อสื่อสารกับผู้บริโภค พร้อมกับแคมเปญสื่อสารทางการตลาดทั้ง Online และ Offline โดยนำเสนอผ่าน Music Marketing

 

นอกจากกลุ่มสินค้า ซูเปอร์แสน็ค (Super Snack) ที่เถ้าแก่น้อยเตรียมสร้างความคึกคักให้ตลาดในช่วงต้นปีแล้ว ยังมีสินค้ากลุ่ม “Non Seaweed” ซึ่งถือเป็นอีก 1 ในเป้าหมายหลักปี 2563 อีกด้วย

อิทธิพัทธ์ กล่าวว่า ตลาดขนมขบเคี้ยวในประเทศไทยยังมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง โดยในปี 2562 รายได้รวมในตลาดสูงถึง 38,000 ล้านบาท ซึ่ง 2 ใน 3 ของการชิงส่วนแบ่งการตลาดคือ ตลาดมันฝรั่งที่ 32.2% และ ตลาดขนมขึ้นรูปที่ 27.4% เถ้าแก่น้อย จึงวางทิศทางการดำเนินงานในการขยายฐานลูกค้าและผลิตภัณฑ์ที่เป็น Non Seaweed มาก และปีนี้มีแผนลุยตลาดขนมขึ้นรูป (Extruded Snacks) อย่างจริงจัง โดยจับมือร่วมกับเจ้าแห่งขนมขบเคี้ยวอันดับ 1 ในประเทศเกาหลี โอริออน กรุ๊ป (Orion Group)      ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายขนมขบเคี้ยว มานานกว่า 70 ปี อิมพอร์ตขนมข้าวโพดกรอบยอดนิยม    ตราโคบุค (Kobuk) ส่งตรงถึงเมืองไทย โดยเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของโคบุคคือ เป็นขนมข้าวโพดกรอบ 4 ชั้น ให้ความกรอบเต็มคำ ที่มาในรสชาติซุปข้าวโพด สูตรต้นตำรับเกาหลี  โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือ คนทั่วไปอายุ 15-30 ปี ที่ชอบทานแสน็ค และลองสิ่งใหม่

“เทรนด์ของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องคอยตื่นตัวและหันมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทัน เถ้าแก่น้อยมองว่า ทั้งเทรนด์รักสุขภาพ และการได้ทานขนมขบเคี้ยวที่อร่อยถูกใจ จัดเป็นหนึ่งในนิยามของคำว่า “Healthy Living” เป็นมาตรฐานการใช้ชีวิตที่ต้องการมีสุขภาพที่ดีและมีความสมดุลทั้งกายและใจ ช่วยลดความเครียด ซึ่งผู้บริโภคมักมองหาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์นั้น เราในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายขนมขบเคี้ยว ก็จะมุ่งมั่นทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่ เพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภค” อิทธิพัทธ์ กล่าว

ทั้งนี้ จากภาพรวมตลาดสาหร่าย ปี 2562 ซึ่งมียอดรวมอยู่ที่ 2,929 ล้านบาท โดยในครึ่งปีแรกกลุ่มสินค้าทอด และอบมีสัดส่วนยอดขายที่ลดลง และมาตีตื้นในกลุ่มสินค้าใหม่ประเภทสาหร่ายย่าง อาทิ BigRoll และเทมปูระ ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมามีอัตราเติบโตถึง 18.7% และ 82.7% ตามลำดับ จึงเป็นการจุดประกายให้มีการปรับโครงสร้างกลุ่มสินค้าภายใต้แบรนด์เถ้าแก่น้อย ให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภค  ที่ปัจจุบันผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้นจนกลายเป็นเมกะเทรนด์

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: