Columnist

‘เซ็นสัญญากับปีศาจ’ ราคา Fast Track ที่ “บิ๊กโจ๊ก” ต้องจ่าย

เซ็นสัญญากับปีศาจ

ราคา Fast Track ที่ “บิ๊กโจ๊ก” ต้องจ่าย

‘ธนก บังผล’

 

              ครั้งหนึ่งชื่อของ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจเข้าเมือง (ผบช.ตม.) ปรากฏอยู่บนหน้าสื่อบ่อยครั้งจนแม่ค้าร้านตลาดก็ยังรู้จักคุ้นหู

              เจ้าของฉายา “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” มาจากคำพูดคำจาเรียบร้อย อ่อนน้อมกับรุ่นพี่ ในขณะที่กับผู้บังคับบัญชาโจ๊กพร้อมรับใช้ทุกเวลาขอแค่นายสั่ง เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างสื่อมวลชนที่ “บิ๊กโจ๊ก” ให้ความร่วมมือกับนักข่าวเป็นอย่างดี รับโทรศัพท์ทุกครั้ง ให้ทั้งข้อมูลและสัมภาษณ์ กับทุกสื่อไม่เคยบกพร่อง

              แล้วเพราะเหตุใด ตำรวจที่ได้ประดับยศ “พลโท” ในวัย 47 ปี อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งวันนั้นยังเป็น ผบช.ตม. แต่แทบจะการันตีได้แล้วว่า บิ๊กโจ๊กได้การันตี “ตำแหน่งผู้บัญชาการแห่งชาติ” (ผบ.ตร.) ไว้แล้ว อยู่ที่ช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง

              แค่เพียง ปีจากดาวจรัสแสง ชีวิตรับราชการตำรวจของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ วันนี้เหลือเพียงคำถามเดียวเท่านั้น คือ “จะกลับมาได้หรือไม่”  

              เกิดอะไรขึ้นใน 2 ปีที่ผ่านมา

 

ย้อนไปเมื่อ 5 เมษายน 2555 บิ๊กโจ๊ก ถูกย้ายจากตำแหน่งผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ 10 กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ไปเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ ก่อนเลื่อนขึ้นเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา

หลังรัฐประหาร ปี 2557 เดือนตุลาคม มีคำสั่งให้ พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ รักษาการตำแหน่งผู้บังคับการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่ประสานงานกับนายกรัฐมนตรี รายงานต่อ พล.อ. ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ผู้รับผิดชอบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก่อนจะได้เลื่อนขึ้นเป็นพล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ตำแหน่งผู้บังคับการ ประดับยศนายพลเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2558  ทันทีที่ได้ขึ้นเป็นนายพล เส้นทางของบิ๊กโจ๊กก็เริ่ม “Fast Track”  แบบติดจรวด

30 ตุลาคม 2558 ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว

1 ตุลาคม 2559 เป็นผู้บังคับการตำรวจสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ

6 กันยายน 2560 รักษาการรองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว

1 ตุลาคม 2560 วันรุ่งขึ้น เป็นรองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว

1 ตุลาคม 2561 ขึ้นเป็นพลตำรวจโท และได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

แค่เพียง 3 ปี จากพันเอกสู่พลโท จากผู้บังคับการเป็นผู้บัญชาการ เกิดขึ้นในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา น่าคิดว่าบิ๊กโจ๊กทำได้อย่างไร กับการเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้ คงต้องเซ็นสัญญากับปีศาจเท่านั้นละครับที่จะบันดาลให้ได้

              ชีวิตราชการตำรวจ ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถขึ้นมาถึงระดับ “พลโท” ตำแหน่งผู้บัญชาการ เช่น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ล้วนแล้วแต่เป็นเบอร์ 1 ที่มีอำนาจและอาณาเขตเป็นของตัวเองชัดเจน

              ส่วนใหญ่เมื่อขึ้นมาถึงตำแหน่งนี้ก็ใกล้เกษียณแล้ว เหลืออายุราชการไม่เกิน 4 ปี หลายคนจึงขอปิดฉากชีวิตราชการอย่างสวยๆ ในตำแหน่งนี้

              พลโทว่าเป็นยากแล้ว แต่พลเอกก็ยังยากกว่า เพราะนี่คือยศสูงที่สุด อันเป็นสุดยอดปรารถนาของนักเรียนนายร้อยตำรวจทุกนาย

ซึ่งบิ๊กโจ๊ก ในปี 2561 อายุแค่47 ปี เท่านั้น เส้นทางอนาคต สดใสเจิดจรัส เพราะตำแหน่งต่อจากผู้บัญชาการ ก็คือ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) เข้าสู่ไลน์ผู้บริหารอย่างเต็มตัว และจะเป็น พลเอกทันทีที่ดำรงตำแหน่ง รองผบ.ตร.

นั่นคือเหตุผลที่ทำไมทุกคนถึงบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า จะช้าหรือเร็วตำแหน่งที่รอเขาอยู่คือ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)

              แต่การขึ้นสู่ที่สูงสิ่งที่สำคัญที่สุดคือรากฐานครับ ไม่ใช่เวลา รากฐานยิ่งมากยิ่งดี รากฐานจะมากได้ก็ต้องผ่านประสบการณ์ ซึ่งเมื่อมาถึงตรงนี้แล้ว บิ๊กโจ๊กก็คงคาดไม่ถึงเช่นกันว่ากำลังพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่อันตรายที่สุด

              วันศุกร์ที่ 5 เมษายน 2562 หรือ เดือนต่อมา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ลงนามในคำสั่งย้าย “บิ๊กโจ๊ก” ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ทางตำแหน่งเดิม และนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ชีวิตรับราชการตำรวจของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ก็ไม่เคยกลับมาเป็นดาวที่จรัสแสงเหมือนเดิม

              หลังจากไม่ปรากฏเป็นข่าวในหน้าสื่อมาระยะหนึ่ง ผ่านปีใหม่ 2563 มาไม่ถึงสัปดาห์ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กลับมาอีกครั้งหลังรถยนต์ถูกยิง ภายในซอยสาริกา ถนนสุรวงศ์ ย่านบางรัก พร้อมๆกับการตั้งชุดสืบสวนประชุมติดตามความคืบหน้าคดี โดยมี พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธาน

ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นทำให้บรรยากาศภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง บทสรุปของเหตุการณ์ที่นอกจากจะจับคนยิงรถไม่ได้แล้ว พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ยังถูกย้ายจากศปก.ตร. ไปเป็นที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ พล.ต.อ.วิระชัย ต้องพ้นจากตำแหน่ง รองผบ.ตร.ตั้งแต่ 29 ก.ค.2563

 

 

ล่าสุด พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ในกรณีออกคำสั่งย้ายโอนไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำถามคือนาทีนี้การเดินเกมของ “บิ๊กโจ๊ก” สะท้อนอะไร ยังพอมีโอกาสหรือช่องทางในการกลับมารับราชการตำรวจอีกครั้งหรือไม่

            ผมมองตามตรรกะการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ในภาพรวมอย่างนี้ครับว่า วิธี Fast Track  เป็นการสร้างข้อยกเว้นที่ขัดต่อหลักเกณฑ์ที่นอกจากจะเป็นการทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองแล้ว ก็ยังข้ามหัวรุ่นพี่ที่มาตามระบบซึ่งการกระทำเช่นนี้อาจมองได้ว่าไม่เคารพและไม่ให้เกียรติกัน ตำรวจในระดับพลตรีขึ้นมานั้น บิ๊กโจ๊ก ถูกทิ้งไว้อย่างเดียวดายจากผลของการ Fast Track คือยิ่งสูงยิ่งหนาว ได้ยศ-ไม่ได้ใจ เพราะไม่มีทั้งเพื่อนและคนสนับสนุน ส่วนคนที่พอจะคุยกันได้ก็ถูกสั่งให้พ้นจาก รอง ผบ.ตร.ไปแล้ว

             จับประเด็น ที่ทนายความผู้รับอำนาจจากบิ๊กโจ๊กยื่นฟ้องนายกฯ ซี่งกล่าวว่า มีข้าราชการกว่า 90 คน ที่ถูกย้ายโอนมาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันมีข้าราชการกว่า 80 คนที่ได้กลับต้นสังกัดหลังสอบสวนไม่มีความผิด แต่กรณีของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ยังไม่มีผลสอบสวนความผิด ไม่มีการแก้ไขคำสั่งที่ผิดพลาด จึงทำให้เสียโอกาสที่จะไปปฏิบัติหน้าที่

           จริงๆสิ่งที่ทนายความพูดนั้นน่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดแล้วละครับ

           เพราะเมื่อเซ็นสัญญากับปีศาจแล้ว เราต่างก็รู้ว่ามันต้องแลกกับอะไร

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: