Biznews

เช็คพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนทั่วโลกเปลี่ยนไปอย่างไร หลัง ‘โควิด-19’ มาเยือน

การระบาดของโควิด-19 ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันของคนทั่วโลกไปเกือบทุกด้าน รวมถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญในการเติบโตของเศรษฐกิจโลกด้วย

ผลการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมการค้าปลีกที่ตอบสนองต่อโควิด-19 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2020 จาก Kantarworldpanel
● การจับจ่ายใช้สอย FMCG ผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซเติบโตมากถึง 41% จาก 8.8% ของมูลค่าการตลาดในปี 2019 เป็น 12.4% ในไตรมาสที่สองของปี 2020

● การลดลงของการใช้จ่ายนอกบ้าน (OOH) ส่งผลให้ปริมาณการซื้อของว่างและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ลดลงไป 10% – 30% ในตลาดหลัก ๆ

● การรับประทานอาหารในบ้านเพิ่มขึ้น 21% ซึ่งทำให้มีโอกาสเกิดหมวดหมู่ใหม่ ๆ สำหรับแบรนด์ต่างๆ

 

พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปเนื่องจากวิกฤตโควิด-19 การซื้อของออนไลน์เพิ่มขึ้น อีคอมเมิร์ซเติบโต
ในปี 2017 อีคอมเมิร์ซเติบโตที่ 27% และเติบโตอย่างต่อเนื่องมาเรื่อยๆ จนเพิ่มขึ้นเป็น 45% ในปี 2019 ซึ่งอัตราเร่งนี้ยิ่งเพิ่มมากขึ้นในช่วงการระบาดของโควิด-19 เพราะเพียงสิ้นเดือนเมษายน 2020 อีคอมเมิร์ซก็มีมูลค่าส่วนแบ่งการตลาดจาก 8.8% ในปี 2019 เพิ่มขึ้นเป็น 12.4% ในจีน ฝรั่งเศส สเปน และอังกฤษ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจาก pure-play (บริษัทที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์หรือบริการเฉพาะอย่างอีคอมเมิร์ซที่ขายผ่านอินเทอร์เน็ตเท่านั้น) เช่น อาลีบาบาที่มีส่วนแบ่งการตลาดในจีนจาก 5.7% เพิ่มเป็น 10.9% ซึ่งจีนเป็นหนึ่งในตลาดออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุด โดยรายได้ทุกๆ 4 หยวนจาก FMCG นั้น ใน 1 หยวน คือรายได้จากอีคอมเมิร์ซเลยทีเดียว

การเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซส่วนหนึ่งมาจากผู้ซื้อรายใหม่ที่เพิ่มขึ้น เช่น ผู้สูงอายุและคนที่อาศัยอยู่ในชนบท เนื่องจากผู้สูงอายุจะต้องเข้มงวดกับมาตรการล็อกดาวน์และการรักษาระยะห่างทางสังคมเป็นพิเศษ ส่วนผู้ที่อยู่ในชนบทนั้นห่างไกลจากซูเปอร์มาร์เก็ต ผู้บริโภคทั้งสองกลุ่มนี้จึงหันมาใช้ช่องทางออนไลน์ในการซื้อของมากขึ้น

เปลี่ยนจากการบริโภคนอกบ้านสู่ในบ้าน
เนื่องจากร้านอาหารและคาเฟ่ต้องปิดให้บริการหรือเปิดให้เฉพาะสั่งกลับบ้านในช่วงล็อกดาวน์ โอกาสในการรับประทานอาหารนอกบ้านจึงหายวับไปกับตาในช่วงนั้น ผู้คนเลยจำเป็นต้องเปลี่ยนมาเป็นซื้ออาหารมารับประทานที่บ้าน, สั่งอาหารทางออนไลน์, หรือซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารกันเอง แต่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อมื้อก็ต่ำกว่าตอนสถานการณ์ปกติอย่างเห็นได้ชัด จึงยังไม่เพียงพอที่จะสร้างมูลค่าการตลาดให้เพิ่มขึ้นมาเท่าเดิมได้ ทำให้การบริโภคนอกบ้านและในบ้านโดยรวมลดลงไป 10% – 30% ในระหว่างการล็อกดาวน์

เน้นเรื่องสุขภาพและสุขอนามัยมากขึ้น
การระบาดของโควิด-19 ทำให้ยอดขายสินค้าสุขอนามัยและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะคนต้องการให้ตัวเองสะอาดปลอดเชื้ออยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค หรือผลิตภัณฑ์สำหรับบำรุงสุขภาพ เช่น ในสเปน ที่สบู่ล้างมือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายเพิ่มขึ้นสูงสุด เรียกได้ว่าในช่วงเวลานี้สบู่ล้างมือได้รับเลือกให้เข้ามาอยู่ในบ้านมากกว่าโคคาโคล่าซึ่งเป็นแบรนด์ที่ขายดีที่สุดในโลกเสียอีก และ 1 ใน 4 ของชาวสเปน ยังซื้อวิตามินมารับประทานเพื่อเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันป้องกันการติดเชื้อด้วย พฤติกรรมนี้จะยังคงดำเนินต่อไป เพราะคนเห็นแล้วว่าในช่วงวิกฤติโรคระบาดคนที่มีสุขภาพแข็งแรงนั้นปลอดภัยจากโรคมากกว่า

 

เปลี่ยนจากแบรนด์ราคาแพงไปเป็นแบรนด์ที่ถูกกว่า
เนื่องด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย ทำให้คนจำเป็นต้องลดการใช้จ่าย ทางเลือกหนึ่งคือการลดการซื้อแบรนด์ราคาแพงไปซื้อสินค้าที่ราคาถูกลง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยสร้างโอกาสให้ Private Labels (สินค้าตราเฉพาะของร้านค้าปลีกนั้นๆ อาจจะผลิตขึ้นเองหรือจ้างผู้ผลิตให้และติดแบรนด์ก็ได้ เช่น สินค้าตราเทสโก้โลตัส, บิ๊กซี เป็นต้น) โดยเฉพาะในเอเชียและลาตินอเมริกาซึ่งส่วนแบ่งการตลาดของ Private Labels ในสินค้า FMCG นั้นต่ำกว่าในยุโรป

ผลจากโควิด-19 กับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคต่อสินค้า 4 หมวดหมู่
● สินค้าที่ตอบสนองความต้องการระยะสั้นจะลดลงเนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์ถูกผ่อนคลายทั่วโลกแล้ว
● สินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและสุขอนามัยจะยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันของเราไปแล้ว เช่น เจลล้างมือ
● ปริมาณการซื้อสินค้าจำเป็นที่ถูกกักตุนในช่วงแรกของวิกฤตจะกลับคืนสู่ระดับปกติ
● สินค้าไม่จำเป็นจะใช้เวลาในการฟื้นตัวช้ากว่าหมวดอื่นๆ

ในช่วงที่เหลือของปีนี้และในอนาคตมีแนวโน้มที่ตลาด FMCG จะมีการแข่งขันที่มากขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ช้า ซึ่งผู้ค้าปลีกจะต้องทบทวนกลยุทธ์ด้านราคาและโปรโมชั่นโดยคำนึงถึงพฤติกรรมของผู้ซื้อที่เปลี่ยนแปลงไป หรือการปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับพฤติกรรมใหม่ ๆ ของผู้บริโภคเพื่อดึงดูดลูกค้า

นอกจากนี้ก็ต้องเร่งพาตัวเองเข้าสู่โลกดิจิทัล ที่ไม่ใช่แค่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งจำเป็นมากแล้วในยุคนี้ เพราะโลกดิจิทัลจะสร้างโอกาสในการขายที่มากขึ้น

Cr. Kantar

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: