Biznews

เช็คชื่อ!แบรนด์ดังงดซื้อโฆษณาบนโซเชียล เพราะ ‘Hate Speech’ ล่าสุด “สตาร์บัคส์”

กระแสต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติในสหรัฐฯ กำลังรุนแรงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หนึ่งในสิ่งที่เกิดขึ้นคือแคมเปญ ‘#StopHateforProfit’ หรือ ‘หยุดสร้างความเกลียดชังเพื่อผลกำไร’ ที่องค์กรสิทธิมนุษยชน ‘สันนิบาตต่อต้านการใส่ร้าย’ (Anti-Defamation League) และ ‘สมาคมแห่งชาติเพื่อความก้าวหน้าของคนผิวสี’ (NAACP) เป็นผู้ออกมารณรงค์ มีบริษัทต่างๆ ร่วมถอดโฆษกสนับสนุนแคมเปญนี้กว่า 150 บริษัทแล้ว

ตามรายงานของ บลูมเบิร์ก ผลจากการถอนโฆษณาของแบรนด์ชั้นนำต่างๆ ทำให้หุ้นของเฟซบุ๊ก ตกลงถึง 8.3% ในวันศุกร์ มากที่สุดในรอบ 3 เดือน ขณะมูลค่าทางการตลาดก็ลดลงไป 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.72 ล้านล้านบาท) ขณะที่มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของนายซัคเคอร์เบิร์กก็ลดลงถึง 7.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 2.2 แสนล้านบาท) เหลือ 8.23 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 2.54 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทาง Unilever  หนึ่งผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) รายใหญ่ที่สุดในโลกเป็นเจ้าของแบรนด์คุ้นหูมากมายไม่ว่าจะเป็น Sunsilk – Pond’s – Dove – Lux – Citra – Clear – Vaseline – Breeze – Omo – Sunlight หรือแม้กระทั่งผลิตภัณฑ์ปรุงอาหารตราคนอร์ ยันไปถึงไอศกรีม Wall’s – Magnum และ Cornetto จ่ายค่าโฆษณาให้ Facebook ไป 42.4 ล้านดอลล่าร์ จะหยุดการโฆษณาอีก 6 เดือนที่เหลือของปี 2020 ในสหรัฐอเมริกาบน Facebook, Instagram และ Twitter  โดยจะนำงบโฆษณาเหล่านี้ย้ายไปลงสื่อประเภทอื่นแทน

 

Facebook มีรายได้จาก Unilever เฉพาะในสหรัฐ ปีเดียว 1.3 พันล้านบาท

ตามด้วย Coca-Cola เอง ก็ได้ประกาศยุติการลงโฆษณาบน “ทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทั่วโลก” อย่างน้อย 30 วัน เริ่มตั้งแต่ 1 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป ขณะที่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ในสหรัฐฯ Verizon Communications จะหยุดใช้เงินโฆษณาบน Facebook และ Instagram จนกว่าแพลตฟอร์มทั้งสองจะมีโซลูชั่น หรือนโยบายชัดเจนในการจัดการปัญหาเรื่อง Hate Speech

 

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายแบรนด์ เช่น The North Face และ Ben & Jerry’s ผู้ผลิตไอศกรีมชื่อดัง ที่ประกาศหยุดโฆษณาบน Facebook และ Instagram ในสหรัฐฯ เป็นต้น

ทั้งนี้ การบอยคอตของหลายแบรนด์ที่เกิดขึ้นนี้ มาจากการเข้าร่วมแคมเปญ Stop Hate for Profit เพื่อประท้วงเจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ที่ล้มเหลวในการจัดการกับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม และ Hate Speech บนแพลตฟอร์มของตัวเอง ซึ่งเป็นแคมเปญที่เกิดจากความร่วมมือกันของ The Anti-Defamation League , The NAACP และอีกหลายองค์กร โดยตอนนี้มีแบรนด์มากกว่า 100 แบรนด์เข้าร่วม

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้หุ้นของ Facebook ราคาดิ่งไปถึง 8.32% และ Twitter ตกไป 7.40% ภายในวันเดียว

 

 

ล่าสุด “สตาร์บัคส์” ร้านกาแฟระดับโลก คือรายล่าสุดที่ประกาศตามรอย “ยูนิลีเวอร์” และ โคคา-โคล่าและอีกหลายบริษัทก่อนหน้านี้ ด้วยการประกาศงดซื้อโฆษณาบนโซเชียลตลอดปี พร้อมเรียกร้องให้จัดการ Hate Speech

เว็บไซต์เอ็นบีซี (NBC) รายงานว่า สตาร์บัคส์เป็นบริษัทล่าสุดที่ประกาศงดการจ่ายเงินลงโฆษณาบนสื่อสังคมออนไลน์ทุกช่องทางยกเว้น YouTube โดยให้เหตุผลว่าต้องการแสดงจุดยืนในการต่อต้านข้อความที่สร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) และเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง

 

ตามแถลงการณ์ของสตาร์บัคส์ พวกเขาจะหารือกันเป็นการภายในและกับหุ้นส่วนโซเชียลมีเดียต่างๆ รวมทั้งองค์กรสิทธิพลเรือน เพื่อหยุดการเผยแพร่ข้อความสร้างความเกลียดชัง โดยจะโพสต์ข้อความของพวกเขาลงบนสื่อโซเชียลต่อไป แต่จะไม่มีการจ่ายเงินเพื่อโปรโมตโพสต์แล้ว อย่างไรก็ตาม การหยุดลงโฆษณาครั้งนี้ จะไม่รวม ยูทูบ ของบริษัท กูเกิล

คงต้องจับดูกันว่า Facebook จะรับมือและแก้ไขปัญหานี้อย่างไร  

 

 

 

 

 

 

 

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: