Columnist

‘เงินค่าตอบแทนนำจับยาเสพติด’ ขบวนการทุจริตในทางปฏิบัติ

เมื่อไม่กี่วันก่อนผมเขียนถึง “รางวัลนำจับ” กับ “ส่วนแบ่งค่าปรับ” ที่หน่วยงานรัฐบางแห่งตั้งขึ้นมาเพื่อให้ประชาชนเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสการกระทำความผิด

คดีการเลือกตั้งถือว่าให้ค่าตอบแทนที่สูงมากถึงหลักล้านบาท เนื่องจากเห็นความสำคัญ ความยาก ในการจะได้มาซึ่งหลักฐานจนนำไปสู่การพิจารณา

การให้เบาะแสผู้จำหน่ายล็อตเตอรี่เกินราคา เคยตั้งรางวัลไว้ 2,000 บาท ล่าสุดปรับใหม่เหลือ 1,000 บาท ถ้าดูจากสถิติการจับกุมที่เปิดเผยพบว่า 2-3 ปีที่ผ่านมามีจำนวนมากกว่า 6,000 รายต่อปี  เมื่อเอารางวัล 2,000 บาทคูณเข้าไป ก็หมายความกองสลากฯ ต้องจ่ายเงินค่าตอบแทนไม่ต่ำกว่า 12 ล้านบาทต่อปี

เซียนหวยบวกลบคูณหารแล้วบอกว่าเท่ากับถูกล็อตเตอรี่ รางวัลที่ 1 แค่ ใบเอง ขนหน้าแข้งกองสลากไม่ร่วงแน่นอนทำไมต้องลดเงินค่าแข้เบาะแสให้น้อยลง

ยิ่ง ผอ.กองสลาก ออกมาบอกเองด้วยว่าการลงพื้นที่แต่ละครั้งไม่เคยเจอผู้ค้าสลากจำหน่ายล็อตเตอรี่เกินราคา เพราะฉะนั้นความยากในการค้นหาก็น่าจะพอๆกับการงมเข็มในมหาสมุทร แต่ได้ค่าตอบแทนเพียง 1,000 บาท

มันไม่จูงใจเอาเสียเลย แล้วใครจะอยากจะแจ้งเบาะแสกันละครับ

ส่วนเบาะแสการเจ้งผู้ขับขี่ยานพาหนะ ตามความผิด พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 กำหนดให้ผู้แจ้งได้เงินรางวัล 50 เปอร์เซ็นต์จากค่าปรับ เรียกง่ายๆว่าแต่ละความผิดเมื่อเปรียบเทียบปรับแล้วก็เข้าก็เข้าโครงการ “คนละครึ่ง”

โดยการแจ้งเบาะแสผู้ขับขี่จักรยานยนต์บนทางเท้า ซึ่งเป็นปัญหาโลกแตกของ กทม. นั้น ผู้แจ้งจะได้รับรางวัล คดีละ 1,000 บาท

แม้ว่าการเบิกจ่ายรางวัลประเภทนี้จะขึ้นอยู่กับขั้นตอนการดำเนินคดีที่ต้องถึงที่สุดแล้วจึงจะได้เงิน แต่ก็มีบางคนที่สามารถเอาโอกาสตรงนี้มาหารายได้เสริม ตกเดือนละ 4,000 บาทเป็นอย่างต่ำเลยนะครับ ไม่ธรรมดาจริงๆ  

สำหรับคนที่โลกไม่สวยอย่างผม ผมคิดว่าด้วยขั้นตอนต่างๆ โดยเฉพาะการทำเรื่องเบิกจ่ายของราชการ จากหน่วยงานนั้นไปหน่วยงานนี้ ให้หน่วยงานนี้พิจารณาแล้วส่งไปหน่วยงานนั้น ก่อนจะไปหน่วยงานโน่น เงินค่าตอบแทนเหล่านี้คงไม่ได้มาง่ายๆแน่ครับ

ส่วนจะได้ตามที่ตั้งเอาไว้หรือเปล่านั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง  โดยเฉพาะเงินจากเบาะแสการเลือกตั้งที่สูงถึงหลักล้านบาท ที่ผมยังไม่เคยเห็นมีใครเคยได้มาก่อนเลย

คราวนี้ผมอยากเอาปัญหาที่เป็นวาระแห่งชาติมาหลายรัฐบาลเล่าสู่กันฟัง และลองตั้งข้อสงสัยบางประการ ก็คือ ปัญหาการปราบปรามยาเสพติดครับ

 

http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/E/263/T_0014.PDF

 

 

 

อัตราการจ่ายเงินค่าตอบแทนผู้แจ้งความนำจับ โดยคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ในยาเสพติด ชนิดต่างๆ  น่าสนใจมากครับ เริ่มจาก ประกาศกระทรวงยุติธรรม ลงวันที่ 30 พ.ย. 2563 เรื่อง กำหนดอัตราการจ่ายเงินค่าตอบแทนผู้แจ้งความนำจับและเงินค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานยาเสพติด พ.ศ. 2563 กำหนดให้

 

(1) เฮโรอีน กรัมละ 25 บาท

(2) มอร์ฟีน กรัมละ 5 บาท

(3) โคคาอีน กรัมละ 5 บาท

(4) คีตามีน กรัมละ 10 บาท

(5) ซูโดอีเฟดรีน หรือ อีเฟดรีน กรัมละ 0.75 บาท

โดยแอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์ของแอมเฟตามีน (ยาบ้า-ไอซ์) กำหนดอัตราการจ่ายเงินค่าตอบแทนผู้แจ้งความนำจับ2 อย่างคือ ชนิดเม็ด เม็ดละ 2 บาท  กับ ชนิดผงคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ กรัมละ 100 บาท

ยาเสพติดบางประเภทที่คำนวณตามน้ำหนัก ได้แก่ กัญชาแห้ง กรัมละ 0.10 บาท ,กัญชาสด กรัมละ 0.02 บาท

,ยางกัญชา กรัมละ 0.20 บาท ,น้ำมันกัญชา กรัมละ 0.50 บาท

ฝิ่น กรัมละ 3 บาท ,อาเซติค แอนไฮไดรด์ กิโลกรัมละ 2.50 บาท ,อีเทอร์ หรือ คลอโรฟอร์ม กิโลกรัมละ 0.75 บาท, ซาฟรอล หรือ ไอโซซาฟรอล กิโลกรัมละ 0.75 บาท , 1-เฟนิล-2-โปรปาโนน กิโลกรัมละ 4 บาท และ เฟนิลอาเซติค อาซิด กิโลกรัมละ 4 บาท

ยาเสพติดที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะจ่ายค่าตอบแทนให้ผู้ที่แจ้งความนำจับได้สูงสุดคดีละไม่เกิน 5 แสนบาท      

ส่วนเงินค่าตอบแทน “เจ้าหน้าที่” และเงินช่วยเหลือในการปฏิบัติงานยาเสพติด พ.ศ. 2561 กำหนดอัตราสูงสุดจ่ายไม่เกิน ล้านบาท

ประกาศของกระทรวงยุติธรรมนี้ แก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการ จ่ายเงินค่าตอบแทน “เจ้าหน้าที่” และเงินช่วยเหลือในการปฏิบัติงานยาเสพติด พ.ศ. 2561 ซึ่งกำหนดอัตราสูงสุดจ่ายไม่เกิน ล้านบาท

สรุปง่ายๆว่า ชาวบ้านที่แจ้งเบาะแสนำจับคดียาเสพติด จะได้เงินค่าตอบแทนสูงสุดไม่เกิน 5 แสนบาทต่อคดี

              ส่วน “เจ้าหน้าที่” ซึ่งคงหมายถึงตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง มีเงินค่าตอบแทน และเงินช่วยเหลือในการปฏิบัติงาน มีการแบ่งสัดส่วยเงินรางวัลให้อีก 75 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเจ้าหน้าที่เป็นผู้แจ้งเหตุจับกุมเอง โดยชุดพนักงานจับกุมได้ 25 เปอร์แซ็นต์

              ดังนั้น ถ้าตำรวจสืบและจับคดียาเสพติดได้เอง ก็จะรับเงินค่าตอบแทนจากประกาศฉบับนี้ไป 100 เปอร์เซ็นต์ทันที แต่จ่ายสูงสุดไม่เกินคดีละ ล้านบาท

นายนิยม เติมศรีสุข  เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) ออกมาให้ความเห็นเองด้วยว่า การปรับเปลี่ยนคำนิยามเรื่องความหมายของเงินค่าตอบแทนผู้แจ้งความนําจับ กับ เงินที่จ่ายให้แก่ผู้แจ้งความนําจับคดียาเสพติด ประกาศกระทรวงยุติธรรม ให้สอดคล้อง กับ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะต้องการจ่ายเงินรางวัลให้กับชุดจับกุมปฏิบัติงานโดยแท้จริง นอกจากนี้ยังมีการแบ่งสัดส่วนเงินรางวัล ร้อยละ 75 ผู้แจ้ง ชุดพนักงานจับกุมร้อยละ 25  

จากที่ผมได้อ่านประกาศกระทรวงยุติธรรม , ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี และข้อมูลข่าวที่เคยถูกนำเสนอผ่านสื่อมาแล้ว ผมสรุปได้แบบนี้ครับ

เมื่อปี 2558 กองบังคับการตำรวจทางหลวง เคยมีเรื่องร้องเรียนว่า ได้ร่วมกับเพื่อนตำรวจทางหลวง นาย ทำการจับกุมยาบ้า 450,000 เม็ด เป็นข่าวใหญ่โต มีการแถลงโดยผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง  และยศระดับสารวัตรลงชื่อจับกุมเป็นหัวหน้าชุด

เดือน พ.ค. 2560 ทางชุดจับกุมได้ประสานไปยัง ป.ป.ส. เพื่อถามถึงการเบิกจ่ายเงินรางวัลจับกุมว่าตกเบิกแล้วหรือยัง เพราะผ่านมาครบ 1 ปีเต็มแล้ว ป.ป.ส.ก็เลยนำหลักฐานการโอนเงินสินบน เงินรางวัลจำนวน 1,911,117 บาท เข้าบัญชีหัวหน้าชุดจับกุม ไปแล้วตั้งแต่วันที่วันที่ 9 ม.ค. 2560 มาเปิดเผย

ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อมีการโอนเงินเข้าแล้วสารวัตรก็ไม่บอกใคร พอได้เงินก็พอดีมีคำสั่งย้ายไปอยู่พื้นที่อื่น เมื่อพยายามจะติดต่อก็ถูกบ่ายเบี่ยง เอาเรื่องไปบอกนายที่เป็นระดับผู้หลักผู้ใหญ่เรื่องก็เงียบ

              ความประหลาดในคดีนี้คือตำรวจทางหลวงจับยาเสพติด ซึ่งไม่ใช่หน้าที่หลักและไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านการสืบสวน พูดง่ายๆคือเป็นหน่วยที่หาเงินบนถนนใหญ่  ไม่ใช่นักสืบที่จับอาชญากรในซอยเปลี่ยว การมาเจอกัของนทางหลวงกับยาเสพติดจึงลงท้ายที่การอมเงิน

อีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2562 ตำรวจ สภ.เวียงแก่น จำนวน 4 นาย ยักยอกเงินของกลาง จำนวน 8.2 ล้านบาท ที่จับกุมมาในคดียาเสพติด จนมีคำสั่งถูกปลดออกจากตำแหน่งและดำเนินคดี

กรณีนี้เป็นเรื่องที่ไม่ได้จะเกิดขึ้นบ่อยนะครับ แต่อย่างน้อยมันก็เคยเกิดขึ้นแล้ว ส่วนกรณีที่คนยังไม่รู้ก็มีอีกมากมาย เช่น การจับกุมผู้เสพ แล้วขยายผลไปจับกุมผู้ค้าในชุมชนตัวเล็กๆ ก่อนจะใช้ให้เด็กเหล่านี้เป็นนิ้ว ถ้ามีความพอใจกับการอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง กำกับดูแลจำหน่ายการซื้อขายยาเสพติดเป็นตำรวจมาเฟียสายเทาเรื่องก็จะรู้กันแค่ในชุมชน

แต่หากบางนายอยากทำผลงานการจับกุมต่างพื้นที่ไปสู่เอเยนต์ค้ายาเสพติดที่ตัวใหญ่ขึ้น ชื่อเสียงอิทธิพลก็จะกว้างขวางขึ้นเป็นที่รู้กันในวงการ และอาจขยับขยายไปสู่หน้าที่ในกองบังคับการสืบสวนระดับเขต หรือถ้าภูมิภาคก็เทียบเท่ากับระดับจังหวัด

 

แล้วเมื่อมีเงินค่าตอบแทนเสมือนขุมทรัพย์ที่เหมือนรายได้เสริมเป็นกอบเป็นกำ เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะทำให้ตำรวจที่เลือกเส้นทางนี้ใช้อำนาจในทางมิชอบ เที่ยวข่มขู่ผู้เสพเด็กวัยรุ่นหรือพวกรายเล็กๆ และลุแก่อำนาจกระทำในสิ่งอื่นๆนอกเหนือจากนี้ที่ไม่มีสอนในหลักสูตรโรงเรียนตำรวจ

แค่จะเข้าจับกุมผู้ต้องสงสัย ตำรวจก็ต้องพกยาเสพติดในกระเป๋าตัวเองแล้วนะครับ เพราะต้องเผื่อพลาดเข้าค้นแล้วไม่เจออะไรขึ้นมาก็ต้องแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าเพื่อไม่ให้เสียความน่าเชื่อถือ ถ้าจับได้ก็ยักยอกของกลาง เอามาให้สายจำหน่ายในพื้นที่ต่อ จับได้จำนวนมากก็แถลงข่าวใหญ่โตทำผลงาน

ผมสงสัยด้วยว่าจะมีการเพิ่มยอดของกลางจากการจับกุมแล้วไปเบิกเงินค่าตอบแทน …ทำได้หรือไม่

แล้วการจับกุมที่ใช้สายที่เลี้ยงไว้มาแจ้งข่าวนั้น ผมเชื่อว่าทำเรื่องเบิกแบบกินเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีค่าตอบแทนนำจับอย่างแน่นอน  

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นประกาศจากกระทรวงยุติธรรม หรือสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องอัตราเงินค่าตอบแทนฯ จึงอาจเป็นความปรารถนาดีที่มีขบวนการใช้เป็นแหล่งในการทุจริตเชิงปฏิบัติ

ยาเสพติดจึงเป็นปัญหาที่ปราบเท่าไรก็ไม่หมดประเทศสักทีครับ

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: