BiznewsMoney

อีไอซี คาด กนง. มีโอกาสลดดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้งในปีนี้

กนงมีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่1.5% จากการส่งออกที่หดตัว
อุปสงค์ในประเทศที่มีแนวโน้มชะลอลงทุกภาคส่วนและอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีมีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการสื่อสารในครั้งนี้สะท้อนได้ว่า กนงน่าจะใช้มาตรการ macroและ micro prudential เป็นหลักในการดูแลความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน

อีไอซีมองว่า กนงอาจลดดอกเบี้ยนโยบายได้อีก 1ครั้ง (25 bps) ในปีนี้ และปรับคาดการณ์อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ลงไปที่ 1.7%-1.8 สิ้นปี2019 (จากเดิม 1.9%-2.0%)

 

กนงมีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่ 1.5จากการส่งออกที่หดตัว อุปสงค์ในประเทศที่มีแนวโน้มชะลอลงทุกภาคส่วน และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีมีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 7 สิงหาคม 2019 คณะกรรมการฯ มีมติ 5 ต่อ 2 เสียงให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.75% เป็น 1.50% ต่อปี โดยมีสาเหตุสำคัญ ดังนี้

·        กนงประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ และ ต่ำกว่าระดับศักยภาพ” ซึ่งมีปัจจัยสำคัญมาจากการส่งออกที่ หดตัว” มากกว่าที่ ธปทประเมินไว้เดิม ตามปริมาณการค้าโลกที่ชะลอลงจากสภาวะกีดกันทางการค้าที่ทวีความรุนแรง และภาคการท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง สำหรับอุปสงค์ภายในประเทศ กนงประเมินว่า มีแนวโน้มชะลอลงทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มชะลอลงตามรายได้และการจ้างงานที่ลดลง อีกทั้งการใช้จ่ายภาครัฐยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ นอกจากนี้ อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ กนง. ต้องปรับลดดอกเบี้ย คือ ประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปีที่มีแนวโน้มต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมาย ซึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงเร็ว

·     กนง. ยังแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาก และยังให้ติดตามความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน กนง. ประเมินว่าภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับผ่อนคลาย แต่แสดงความกังวลต่อสถาณการณ์ค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าคู่แข่ง ซึ่งอาจกระทบต่อเศรษฐกิจในสภาวะที่การกีดกันการค้ารุนแรงขึ้น รวมไปถึงยังกล่าวว่า อาจดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น ส่วนในด้านเสถียรภาพระบบการเงิน กนง. ยังคงติดตามเรื่องการก่อหนี้ของภาคครัวเรือน การขยายสินทรัพย์ของสหกรณ์ออมทรัพย์ และการก่อหนี้ของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่

 

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการสื่อสารในครั้งนี้สะท้อนได้ว่า กนง. น่าจะใช้มาตรการ  macro และ micro prudential เป็นหลักในการดูแลความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน โดย กนง. มองว่ามาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ช่วยดูแลการสะสมความเปราะบางในระบบการเงินได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังต้องติดตามการก่อหนี้ของภาคครัวเรือน  โดยในระยะถัดไป มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงิน และ ดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน จะมีบทบาทมากขึ้น โดยอีไอซีมองว่า ในระยะต่อไปภาระของอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินจะลดน้อยลง และ กนง. น่าจะหันมาให้ความสำคัญต่อการใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อลดความเสี่ยงของการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยมากขึ้น

 

ล่าสุด ธปท. เตรียมออกมาตรการดูแลภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ผ่านแนวนโยบายการให้สินเชื่อรายย่อยอย่างเหมาะสม เมื่อวันที่ สิงหาคม 2019 ธปท. ได้เผยแพร่เอกสารเพื่อขอความคิดเห็นต่อเรื่อง แนวนโยบายการให้สินเชื่อรายย่อยอย่างเหมาะสม เพื่อดูแลปัญหาหนี้เกินตัวของภาคครัวเรือน” โดยมีเนื้อหาสรุปได้ คือ 1) สถาบันการเงิน (สง.) ควรปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรให้ตระหนักถึงหลักการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ โดยกาหนดนโยบายและความคาดหวังที่ชัดเจน 2) สง. ควรออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้เหมาะสมกับความต้องการ ความจำเป็น และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า  3) สง. ควรให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ทางการเงินแก่ลูกค้าอย่างครบถ้วนและชัดเจน รวมถึงไม่เสนอขายผลิตภัณฑ์พ่วงที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการ 4) ในการอนุมัติสินเชื่อ สง. ต้องพิจารณาให้ครอบคลุมภาระหนี้ทั้งหมดเทียบกับรายได้ที่มีความสม่ำเสมอ (DSR) โดยลูกค้าต้องมีเงินเหลือสุทธิหลังหักภาระผ่อนชำระหนี้ทั้งหมดเพียงพอต่อการดำรงชีพ และ 5) สง. ไม่ควรกาหนดเงื่อนไขในสัญญาที่ไม่เป็นธรรมต่อลูกค้า อันจะทาให้ลูกค้าเสียประโยชน์และเป็นหนี้มากขึ้น ทั้งนี้ ธปท. วางแผนที่จะนำแนวนโยบายนี้มาใช้ตั้งแต่วันที่ มกราคม 2020 เป็นต้นไป

อีไอซีมองว่า กนง. อาจลดดอกเบี้ยนโยบายได้อีก 1 ครั้ง (25 bps) ในปีนี้ จากปัจจัยดังต่อไปนี้

  1. ความเสี่ยงและผลกระทบของสงครามการค้ามีเพิ่มสูงขึ้น หลังสหรัฐฯ ประกาศเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนมูลค่ารวม 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐที่ 10%ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ โดยจีนได้ออกมาตรการตอบโต้ด้วยการห้ามไม่ให้รัฐวิสาหกิจและสถาบันของรัฐนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ อีกทั้ง ล่าสุดกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประกาศว่าจีนเป็นประเทศที่แทรกแซงค่าเงิน (currency manipulator) แม้จีนจะยังไม่เข้าทั้ง 3 เกณฑ์ ทำให้ภาวะความเชื่อมั่นและบรรยากาศการลงทุนยิ่งซบเซาลง โดยอีไอซีประเมินว่าความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะภาคการส่งออก ท่องเที่ยวและการลงทุนภาคเอกชนมีสูงขึ้น นอกจากนี้ ความเสี่ยงของสงครามการค้าที่สูงขึ้นน่าจะทำให้ธนาคารกลางของทั้งกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพิ่มเติม (รูปที่ 1) ซึ่งจะทำให้แรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาทยังมีอยู่ต่อไป
  2. แรงกระตุ้นจากมาตรการภาครัฐอาจไม่มากและเร็วพอที่จะชดเชยผลกระทบจากสงครามการค้า จากการรายงานของสื่อในประเทศ อีไอซีคาดว่ารัฐบาลน่าจะประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในเร็ว ๆ นี้ อย่างไรก็ตาม ด้วยงบประมาณที่จำกัด (ประมาณ 8 หมื่นล้านบาทจากการประเมินของอีไอซี) บวกกับ การเบิกจ่ายที่อาจล่าช้ากว่าคาด แรงกระตุ้นจากภาครัฐอาจไม่เพียงพอที่จะชดเชยผลกระทบจากสงครามการค้าต่อภาคการส่งออก ท่องเที่ยว และการลงทุนภาคเอกชน
  3. ภาวะการเงินไทยอาจยังไม่ผ่อนคลายเพียงพอ อีไอซีมองว่า แม้จะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาวจะมีการปรับลดลงค่อนข้างมาก แต่ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าเทียบกับประเทศคู่ค้าคู่แข่ง สะท้อนจาก ดัชนีค่าเงินบาท (NEER) ที่ปรับแข็งค่าขึ้นมาถึง 5.5ในปีนี้ ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของผู้ส่งออกไทย อีกทั้งมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV measure) ที่ประกาศใช้ไปแล้วยังทำให้การขยายตัวของสินเชื่อชะลอลง การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมจึงอาจมีความจำเป็น

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ปรับลดลงต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2016 จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับลดลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงมุมมองเศรษฐกิจไทยที่ปรับแย่ลง และการปรับลดดอกเบี้ยของ กนง. โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ณ วันที่ สิงหาคม 2019 อยู่ที่ 1.56% ปรับลดลงประมาณ 55 bps จากสิ้นไตรมาส โดยเป็นผลจากทั้งปัจจัยต่างประเทศและในประเทศ คือ

  1. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีปรับลดลงอย่างรวดเร็ว โดยนับตั้งแต่สิ้นไตรมาส 2 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.67% ซึ่งมีปัจจัยสำคัญจาก สงครามการค้าที่กลับมาปะทุรุนแรงขึ้นทำให้มีความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมาก อีกทั้งยังทำให้นักลงทุนปรับมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยนับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2019 ที่ทรัมป์ได้ประกาศขึ้นภาษีต่อจีนรอบล่าสุดนั้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับลดลงถึง 33 bps นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังลดลงจากคาดการณ์เงินเฟ้อที่ปรับลดลงต่อเนื่องจากปีก่อนเช่นกัน
  2. เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลง กอปรกับมีเงินทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทยในช่วงที่เกิด risk-off โดยนับตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นมา นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่รวมถึง ธปท. เองได้ปรับคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไทยลง เพื่อสะท้อนมุมมองการค้าโลกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า จึงทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาว ซึ่งเป็นตัวสะท้อนมุมมองและความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจของนักลงทุนปรับลดลงมาด้วย นอกจากนี้ หลังสงครามการค้ากลับมารุนแรงขึ้น ก็มีเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลกลับเข้าสู่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทย เนื่องจาก ถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยของภูมิภาค(regional safe haven) โดยอีไอซีศึกษาพบว่า ในช่วงที่สงครามการค้าทวีความรุนแรงและความเชื่อมั่นของนักลงทุนปรับลดลง (risk-off) ทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ แต่ยังคงมีเงินทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทยอยู่ (รูปที่ 2) และหลังจากทรัมป์ประกาศเตรียมจะขึ้นภาษีรอบล่าสุดนั้น เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทยรวมกว่า พันล้านบาท (ระหว่างวันที่ 1-6 สิงหาคม 2019) จึงเป็นแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยเพิ่มเติม

 

 อีไอซีจึงปรับลดประมาณการอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ณ สิ้นปี 2019 เป็น 1.7%-1.8% (จากเดิมที่ 1.90%-2.00%) เนื่องจากความเสี่ยงสงครามการค้าปรับสูงขึ้นมากทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับลดลงมามากกว่าที่คาดไว้เดิม และการปรับลดประมาณการนี้ทำเพื่อสะท้อนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ในการประชุมรอบนี้ด้วย นอกจากนี้ แนวโน้มราคาน้ำมันโลกที่จะยังต่ำทำให้อัตราเงินเฟ้อทั้งในสหรัฐฯ และไทยไม่น่าจะปรับสูงขึ้นได้มาก อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาแนวโน้มผลกระทบจากการขึ้นภาษีก้อนล่าสุดของสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อราคาสินค้าผู้บริโภคมากขึ้น และปัญหาภัยแล้งในไทย ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นมาได้ และเป็นปัจจัยหนุนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล นอกจากนั้น อีไอซีปรับประมาณการณ์อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 1 ปี ณ สิ้นปี 2019 ลงเป็น 1.3%-1.4% (จากเดิม 1.65%-1.75%)

โดย :      ดร. กําพล อดิเรกสมบัติ

ผู้อํานวยการอาวุโส Economic and Financial Market Research

วชิรวัฒน์ บานชื่น

นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส

พงศกร ศรีสกาวกุล

นักวิเคราะห์

Economic Intelligence Center (EIC)

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: