Columnist

‘อีแอบในแบบเรียนไทย’ จาก #Saveขนมจีน สะท้อนระบบปลูกฝังสังคมนิยม “บูลลี่”

              เป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในโซเชียลมีเดียโดยเฉพาะทวิตเตอร์ที่แฮชแท็ก #saveขนมจีน ขึ้นเทรนด์ความนิยมในประเทศไทยในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น จากกรณีที่แบบการเรียนการสอนของเด็กนักเรียนปรากฏภาพของ “ขนมจีน” กุลมาศ สารสาส นักร้องนักแสดงสาวอดีตสังกัด “กามิกาเซ่”

พร้อมให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นจากรูปภาพดังกล่าวว่าเป็นวัฒนธรรมที่เหมาะสมกับคนไทยหรือไม่ อย่างไร

              ซึ่งทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การนำรูปถ่ายของผู้อื่นซึ่งเป็นนักร้องนักแสดงมาให้วิเคราะห์เช่นนี้คือการบูลลี่หรือไม่ และ รูปภาพนั้นไปอยู่ในแบบการเรียนการสอนของชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ได้อย่างไร

7 เหตุผลที่จะทำให้เห็นภาพรวมการศึกษาและรากเหง้าของการบูลลี่ที่ส่งผลในชีวิตประจำวันอย่างไม่รู้ตัว

              1. ผมไม่ได้รู้จักนักร้องที่ชื่อ “ขนมจีน” คนนี้เลยครับ ด้วยวัยและอะไรหลายๆอย่างที่ทำให้ผมกลายเป็นคนตกยุคไม่ค่อยรู้เรื่องเพลงหรือศิลปินสมัยใหม่เท่าไรนัก แต่พอแฮชแท็ก #saveขนมจีน ติดเทรนด์บนทวิตเตอร์ เลยทำให้นึกถึงภาพรวมระบบการศึกษาของไทยที่มีหลายคนชี้ถึงข้อด้อยบางประเด็นซึ่งส่งผลเป็นลูกโซ่จนทำให้คุณภาพอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ ยิ่งไปกว่านั้นคือความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจยังเป็นอุปสรรคที่ทำให้เด็กจำนวนไม่น้อยออกจากระบบการศึกษาภาคบังคับ แล้วบางส่วนหันมาก่อปัญหาให้กับสังคม

              หมายความว่า ปัจจุบันมีเด็กที่มีวุฒิแค่ประถมศึกษาปีที่ และ มัธยมศึกษาปีที่ เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือ ปริญญาตรี ก็มีอัตราการว่างงานสูงเช่นกัน

ข้อมูลจาก ระบุว่าในปี 2559 มีผู้เรียนรวมทุกระดับการศึกษาจำนวน 11,256,456 คน อยู่ในสถานศึกษาเอกชน 2,769,737 คน

ปี 2560 มีผู้เรียนในสถาบันการศึกษาของรัฐทั้งสิ้น 11,103,945 คน อยู่ในสถานศึกษาเอกชน 2,767,302 คน ซึ่งตัวเลขเผยให้เห็นว่าผู้ที่อยู่ในระบบการศึกษามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกับที่ผู้เรียนสายอาชีวะก็ลดลงเช่นกัน

 

 

              2.ลองดูที่ประเด็นบูลลี่ก่อนนะครับ ในสมัยที่ผมเป็นเด็กนั้น รูปแบบการบูลลี่มาพร้อมๆกับการล้อชื่อพ่อชื่อแม่ ซึ่งไม่บ่อยนักที่ครูบาอาจารย์จะลงมาร่วมด้วยแต่ก็เพียงหอมปากหอมคอ โดยที่วิธีบูลลี่เช่นนี้ไม่ได้ทำให้คนที่ถูกล้อเกิดปมในใจจนถึงขั้นไม่อยากมาโรงเรียนหรือว่าคิดมากจนฆ่าตัวตาย

              แม้ในช่วงเวลานั้นผมไม่ได้ตระหนักว่ามันคือการบูลลี่ชนิดหนึ่ง แค่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการล้อชื่อพ่อชื่อแม่มันคือรากฐานที่วิวัฒนาการมาสู่การบูลลี่เรื่องรูปร่าง รสนิยมทางเพศ หรือแม้กระทั่งการวิจารณ์เสื้อผ้าการแต่งตัวของผู้อื่นอย่างเอาเป็นเอาตายในปัจจุบัน โดยมีโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือช่วยแพร่กระจายทัศนคตินั้นไปสู่สาธารณะ

              เมื่อเด็กที่อยู่ในระบบการศึกษาใช้เวลาในโรงเรียนแต่ละวันตั้งแต่ 6 ชั่วโมงขึ้นไป สังคมที่โรงเรียนจึงมีบทบาทอย่างมากที่จะหล่อหลอมความคิดความอ่านผ่านการคบเพื่อนและการปลูกฝังค่านิยมจากครู

 

               3.ขนมจีน ทวิตข้อความว่า “ทำไมมาบูลลี่การแบบนี้ การแต่งกายใน single แรกของอิชั้นมันทำไมคะ บริบทคือเป็นนักร้อง ชุดก็ไม่โป๊ สมวัยกับเด็กอายุ13 เอาจุดไหนมาชี้วัดคะ? เกินไปมากๆ” ซึ่งเธอเตรียมที่จะดำเนินคดีข้อหาใช้รูปภาพของเธอในแบบเรียนละเมิดลิขสิทธิ์

              ซึ่งข้อความของขนมจีนจึงเป็นการตอบคำถามข้างต้นได้ชัดเจนว่า การนำรูปภาพของเธอมาให้เด็กชั้น ป.5 แสดดงความคิดเห็นนั้นทำให้เธอรู้สึกถูกบูลลี่ และการนำภาพมาใช้ในแบบเรียนนี้ยังเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดเหตุการณ์ขึ้นได้ในความดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ

    4.ชาวทวิตเตอร์ยังขุดภาพปกหนังสือวิชาคณิตศาสตร์ รหัส 2000-1401ชั้น ปวช.1 ที่เอาภาพของนางเอก AVมาตัดต่อลงปก ซี่งเว็บไซต์ Kotaku เว็บไซต์สำหรับสาวกเกมและบรรดาข่าวความคืบหน้าจากวงการเกมญี่ปุ่น ได้นำข่าวเกี่ยวกับหน้าปกหนังสือวิชาคณิตศาสตร์ที่ว่านี้จนเป็นที่ฮือฮาเป็นอย่างมาก โดยเนื้อข่าวบางส่วนระบุว่าผู้จัดการทั่วไปของบริษัทที่จัดทำหนังสือเล่มนี้ เปิดเผยว่าเป็นแค่ปกหนังสือตัวอย่างเท่านั้น ไม่รู้ว่าเป็นนางเอก AV และไม่ได้มีการแจกจ่ายให้แก่นักเรียน นักศึกษา

 

 

5.ประวัติด้านการศึกษาของขนมจีนนั้น จบชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสตรีวิทยา (สายศิลป์-ญี่ปุ่น)

หลังจากนั้นเข้าศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาดุริยางคศิลป์ตะวันตก เอกวิชาขับร้อง คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้รับเกียรตินิยมอันดับ 2

นอกจากนี้เธอยังเรียนจบปริญญาโท ศิลปกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (ศป.ม.) Master of Fine and Applied Arts (M.F.A) สาขาดุริยางคศิลป์ตะวันตก (Western Music) คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.85

ผลงานด้านการร้องเพลง ขนมจีน เปิดตัวครั้งแรกร่วมกับศิลปิน KamiKaze ในเพลง “ขัดใจ” เดือนพ.ค. 2550 ก่อนจะออกอัลบั้มเดี่ยวเป็นลำดับที่ 5 ของค่ายในเดือน ส.ค.ปีเดียวกัน ใช้ชื่ออัลบั้มว่า “ขนมจีน” ภายใต้คอนเซปต์ สาว PUNK POP ,เดือน ก.ย. 2551 มีอัลบั้มชุดที่ ชื่อว่า SPIRIT

เคยได้รับเชิญให้ไปร่วมร้องเพลงในเทศกาลดนตรีที่ประเทศญี่ปุ่นถึง ครั้ง ทำให้ในอัลบั้ม SPIRIT มีการนำเพลง “ตามใจปาก” แปลเนื้อเพลงเป็นภาษาญี่ปุ่นเพื่อวางขายในประเทศญี่ปุ่น และต้นปี 2552 เธอกลับไปประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งเพื่อร่วมเทศกาลดนตรี Thai Festival ครั้งที่ 10 ที่ กรุงโตเกียว

12 พ.ย. 2552 ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนศิลปินไทยร่วมร้องเพลงกับศิลปินจีนที่งานเฉลิมฉลองนับถอยหลัง ปี สู่เอเชียนเกมส์ (One year Countdown to Asian Game 2010) ณ กว่างโจว ประเทศจีน

ไม่เพียงเท่านี้นะครับ รายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง ซีซั่นที่ 3 ขนมจีนเป็น “หน้ากากตุ๊กตา” ร้องเพลง Maria (Blondie) ชนะหน้ากากไอติม (จั๊กจั่น-อคัมย์สิริ สุวรรณศุข) ก่อนจะแพ้ให้กับ “แก้ม” วิชญาณี เปียกลิ่น เจ้าของฉายา “เจ้าหญิงเอลซ่าเมืองไทย” ผู้ที่ได้รับเชิญให้ไปขับร้องบนเวทีรางวัลออสการ์ ซึ่งถือว่าแพ้ให้กับแก้ม ที่มีทักษะและความสามารถโดดเด่นกว่า ฝีมือของขนมจีนทางด้านการร้องเพลงจึงไม่ใช่ธรรมดา  

6.องค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ ( OECD) รายงานว่า นักเรียนไทยมีความสามารถในการอ่านลดลงอยู่ในอันดับที่ 41-42 จากทั้งหมด 57ประเทศ

ไม่เพียงแต่ความสามารถในการอ่านเท่านั้น เพราะการเรียนวิชาอื่น ๆ ก็ได้รับกระทบและมีปัญหาตามมาด้วย เช่น ความรู้คณิตศาสตร์ อยู่ที่อันดับ 43-46 ส่วนวิชาวิทยาศาสตร์ อยู่ในอันดับที่ 44-47

และหากเจาะจงเฉพาะภูมิภาคดูคุณภาพการศึกษาในประเทศสมาชิกอาเซียนก็จะพบว่าไทยในปี 2014-2015 หรือประมาณ 5 ปีที่แล้ว ดัชนีคุณภาพการศึกษาของไทยอยู่อันดับ 7 ยังต่ำกว่าเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว ในขณะที่ทั้งหมดจาก 144 ทั่วโลก ไทยอยู่ในลำดับที่ 90

 

ส่วนคุณภาพของระดับอุดมศึกษา สปป.ลาว ที่อยู่อันดับ ของอาเซียน และอันดับที่ 57 ของโลก ,กัมพูชา อยู่อันดับ 7 ของอาเซียน อันดับที่ 76 ของโลก

ไทยอยู่ที่อันดับ 8 ของอาเซียน เป็นอันดับที่ 78 ของโลก

ซึ่งถ้ามองภาพรวมจากข้อมูลนี้แล้วเป็นเรื่องที่ยากมากครับเมื่อ 5 ปีต่อมา ปี2020 ไทยจะขยับอันดับสูงขึ้น

7.ที่ต้องยกข้อมูลวิชาการขึ้นมาอ้างอิงก็เพื่อจะชี้ให้เห็นครับว่าสิ่งที่ผมอธิบายนี้ไม่ใช่เรื่อง “ชังชาติ” มันมีผลผลิตจากการศึกษาไทยง่ายๆที่สามารถพิสูจน์กันแบบตรงไปตรงมาเลยด้วยซ้ำว่าแย่จริงๆ คือ เราเรียนภาษาอังกฤษกันกี่ปีครับ ทำไมเด็กที่จบมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือ จบปริญญาตรีไม่สามารถสนทนาภาษาอังกฤษได้แบบเป็นเรื่องเป็นราว นี่ไม่นับว่าครูผู้สอนบางท่านเองก็ไปไม่เป็นเวลาเจอฝรั่งด้วยซ้ำ เพราะเราเน้นจำคำศัพท์ ไม่เน้นความเข้าใจ พอต้องใช้จริงจึงไม่สามารถเรียงคำเป็นประโยคได้

แล้วเราอ้างเหตุผลในการพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ว่าอย่างไรครั?

“ไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นต่างชาติ” เหตุผลที่ฟังแล้วก็เป็นการบูลลี่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเต็มๆ

ปัญหาบูลลี่ในระบบการศึกษาที่แอบแฝงมาในแบบเรียนจึงเป็นการปลูกฝังทัศนคติที่ไม่ได้ยกระดับจิตใจของผู้เรียนเลยแม้แต่น้อย กลับกันยังสร้างความเคยชินในวัฒนธรรมบูลลี่ให้กับเด็กซึ่งเรียนแค่ชั้น ป.5 เท่านั้น

โซเชียลมีเดียของไทยจึงเต็มไปด้วยคนที่ไร้วุฒิภาวะ องค์การนาซ่าปล่อยดาวเทียมคนไทยยังไปแสดงความคิดเห็นอย่างไม่สะทกสะท้านสายตาชาวโลกมาแล้ว หลายคนไม่รู้จักการเคารพผู้อื่น และพร้อมจะร่วมเป็นหนึ่งใน “ทัวร์ลง” เพื่อบูลลี่เรื่องการแต่งกาย รูปร่างหน้าตาใครสักคนด้วยความสะใจ

ปัญหาการศึกษาของไทยเจาะตรงไหนก็คุยได้ทั้งวันละครับ

 

บทความโดย   ‘ธนก บังผล’

///////////////////

Reference

 

https://sites.google.com/site/thaieducationnn/khunphaph-kar-suksa-khxng-thiy

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: