Columnist

อาวุธทำลายล้างบนโซเชียล! 15 เรื่องจริง ‘เฟคนิวส์’ที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้!!

     ในโลกออนไลน์ปัจจุบันมีข้อมูลข่าวสารที่ถูกเผยแพร่จำนวนมาก แต่เมื่อเทียบเป็นสัดส่วนแล้วข้อมูลที่ถูกต้องยังถือว่ามีน้อยเกินไป

โดยเฉพาะไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเกิดขึ้นของ Fake news (เฟคนิวส์-ข่าวปลอม) ได้เปลี่ยนวิวัฒนาการของข่าวลือแบบปากต่อปากซึ่งเดิมทีก็ถูกโฉลกกับธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบเรื่องนี้อยู่แล้วแม้จะต้องใช้เวลาในการแพร่กระจายเรื่องซุบซิบไปสู่สังคมสักหน่อย

แต่รับรองว่าเรื่องเล่าจะถูกแต่งเติมให้บานปลายได้แซ่บกว่าจุดเริ่มต้นแน่นอน

     เมื่อข่าวลือมาอยู่บนแพลตฟอร์มที่มีเทคโนโลยีการสื่อสารหลายรูปแบบเป็นเครื่องมือในการส่งต่อ เช่นข่าวปลอมจากเว็บไซต์ใต้ดิน การใช้แอพลิเคชั่นทวิตเตอร์ในการสร้างเทรนด์ การส่งข้อความทางไลน์กลุ่ม หรือการแชร์รูปภาพที่ถูกทำขึ้นในเฟซบุ๊ก ฯลฯ

กล่าวกันว่านอกจากพระเจ้าแล้ว สิ่งที่ทำให้มนุษย์ในยุคนี้เชื่อได้ในทันทีที่เจอก็คือ “เฟคนิวส์”

 และนี่คือ 15 เรื่องจริงของเฟคนิวส์ที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้

       1.สาธารณรัฐมาซิโดเนีย ประเทศเล็กๆในภูมิภาคยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีพื้นที่เพียง 25,713 ตารางกิโลเมตร เป็นจุดกำเนิดของเฟคนิวส์ หลังจากวัยรุ่นอายุ 18 ปีคนหนึ่ง ทำงานพาร์ทไทม์เขียนข่าวและบทความเฟคนิวส์ เพื่อส่งให้เว็บการเมืองเลือกข้าง เพียงแค่ 4 เดือน (ส.ค.-พ.ย) ปี 2016 เขามีรายได้จากการเขียนข่าวปลอมเกือบๆ 5 แสนบาท  (ข้อมูลปี 2554 รายได้ประชาชาติต่อหัว 5,016 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราวๆ 1.6 แสนบาท)

2. เมื่อกลายเป็นอาชีพที่ทำเงินได้มหาศาลก็มีคนเข้าไปเขียนข่าวปลอมกันมาก กระแสเฟคนิวส์ข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังสหรัฐอเมริกา มีรายงานจาก  Wired สำนักข่าวแห่งหนึ่ง เปิดเผยว่าในช่วง 1 สัปดาห์สุดท้ายของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ปี 2016  มีการจดทะเบียนตั้งเว็บไซต์การเมืองกว่า 100 เว็บ เผยแพร่แต่ข่าวเชียร์ “โดนัลด์ ทรัมป์” มียอดแชร์มากกว่า 30 ล้านครั้ง มีการใช้โซเชียลมีเดียปล่อยข่าวลวงโจมตีคู่แข่ง ทำให้คนอเมริกันจำนวนมากตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อและแชร์ข่าวปลอมออกไป ต่อมาโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดี แต่ก็ไม่สามารถสรุปได้ว่าเขาชนะเพราะเฟคนิวส์

ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีทรัมป์ ก็มักดิสเครดิตสื่อมวลชนด้วยการเรียกสำนักข่าวต่างๆ ที่ก่อตั้งมานาน อาทิ CNN, New York Times, Washington Post และ NBC เหล่านี้ว่าเป็นผู้เสนอข่าว ‘fake news’ ที่เชื่อถือไม่ได้

3. รายได้ของเฟคนิวส์ขึ้นอยู่กับยอดวิว โดยธุรกิจบริการอย่าง  Adsense หรือ Appnexus เปิดโอกาสให้เจ้าของเว็บไซต์นำโฆษณามาจัดวางแบนเนอร์ เมื่อมีโฆษณาเหล่านี้ไปปรากฏบนเว็บไซต์ต่างๆมากมาย โดยไม่สนใจด้วยว่าจะเป็นเว็บข่าวประเภทใด หรือมีความน่าเชื่อถือแค่ไหน เจ้าของสินค้าต้องการแค่จำนวนยอดวิวสูงๆ เพราะรายได้ก็จะมากขึ้นตามไปด้วย

แม้ว่าแบรนด์ดังและบริษัทต่างๆ จะพยายามบล็อกไม่ให้แบรนด์ของตัวเองไปปรากฎอยู่บนหน้าเว็บเหล่านี้ แต่การตามบล็อคในขณะที่มีเว็บใหม่ๆเกิดขึ้นวันหนึ่งไม่รู้กี่เว็บ ซึ่งนี่เป็นวิธีหารายได้ของเว็บการเมืองที่ทำแต่เฟคนิวส์

4. เฟซบุ๊ก เดินหน้าต่อต้านเฟคนิวส์ด้วยการเซ็นสัญญาให้ Snope และ Politifact สร้างระบบกลั่นกรองไม่ให้ข่าวปลอมปรากฏบนฟีดหน้าจอ ส่วน Google ก็ยกเลิกการจ่ายเงินให้กับเว็บไซต์ที่แม้จะมียอดวิวสูงแต่พบว่าเป็นเฟคนิวส์ ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวเป็นการตัดทิ้งหลังจากเฟคนิวส์ถูกเผยแพร่ไปแล้ว ซี่งยังคงไม่สามารถป้องกันไม่ให้เฟคนิวส์โผล่ขึ้นมาบนโลกออนไลน์ได้

5. เมื่อโลกได้รู้จักเฟคนิวส์จาก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลายประเทศตระหนักได้ทันทีถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นหากมีการเผยแพร่ข่าวปลอมออกไปสู่โลกออนไลน์ ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและการเมืองเท่านั้น แต่เฟคนิวส์ยังทำให้คนในสังคมเกิดความแตกแยกได้อย่างรุนแรง
การเผยแพร่เฟคนิวส์ในสิงคโปร์มีโทษปรับสูงสุด 1.6 ล้านบาท และจำคุกสูงสุด 10 ปี ส่วนมาเลเชีย ประเทศเพื่อนบ้านมีชายแดนติดกับเรา มีโทษปรับซึ่งคิดเป็นเงินไทยแล้ว ประมาณ 3.6 ล้านบาท และจำคุก 6 ปี โดยไม่ละเว้นว่าจะเป็นพลเมืองชาติใดก็ตาม

6. ในไทยเองมีการตั้ง ‘ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม’ (Anti-Fake News) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ภารกิจที่่ผ่านๆมาคือการเลือกข่าวปลอม ส่งไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปตรวจสอบ เสร็จแล้วก็ส่งกลับมาที่ศูนย์ทำเป็นอินโฟกราฟฟิคก่อนจะเผยแพร่ในนามผลงานกระทรวง
เช่น การนำข่าวปลอมโรคมะเร็งที่มีเยอะแยะมากมาย ส่งไปให้ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ จากนั้นจะมีหมอผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งปกติก็วินิจฉัยโรค รักษาดูแลผู้ป่วยมากอยู่แล้ว มาตรวจสอบในศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของสถาบันมะเร็ง แล้วส่งกลับไปให้กระทรวงดีอี อีกทีหนึ่ง
ส่วนมาตรการทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งมีโทษปรับสูงสุด 1แสนบาท หรือจำคุก 5 ปี
หน่วยงานของตำรวจที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องคือ กองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) แต่ก็ไม่ได้ทำให้กลุ่มขบวนการสร้างเฟคนิวส์ในไทยลดน้อยลง

7. คอร์ทนีย์ เเร้ดช์ (Courtney Radsch) ผู้อำนวยการฝ่ายระดมการสนับสนุนแห่งหน่วยงานปกป้องเสรีภาพสื่อ Committee to Protect Journalists หรือ CJR กล่าวว่า ขณะนี้เกิดทางโจมตีสื่ออย่างที่ไม่เคยมีมาทั้ง ต่อสถาบัน องค์กรและตัวนักข่าวในระดับบุคคล
การทำสำรวจของหน่วยงาน CJR พบว่ามีนักข่าว 262 คนทั่วโลกที่ถูกกักขัง กว่าครึ่งหนึ่งของนักข่าวที่ถูกสั่งจำคุกอยู่ในประเทศจีน ตุรกี และอียิปต์
คอร์ทนีย์ ให้สัมภาษณ์กับ Voice of America หลังจาก CJR พบการใช้คำว่า ‘fake news’ ในฟิลิปปินส์ รัสเซีย จีน และอียิปต์ เพื่อเป็นเหตุผลในการกดขี่และบั่นทอนความน่าเชื่อถือของสื่อ
เช่นเดียวกับ  ฮิชาม เฮลเยอร์ (Hisham Hellyer) นักวิชาการชาวอียิปต์ เปิดเผยว่า กระเเสการใช้คำว่า ‘fake news’ จากประธานาธิบดีทรัมป์ ส่งแรงกระเพื่อมที่สำคัญและไม่ควรมองข้าม การที่ผู้นำสหรัฐฯ ใช้เสรีภาพของตนแสดงความเห็นที่ดูหมิ่นสื่อเรื่องการเสนอความจริง เป็นพฤติกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้อื่นทำตามเช่นเดียวกัน

8. LSE Media Policy Project ที่ทำขึ้นโดย Tambini ในปี 2017 จำแนกประเภทของ Fake News ได้ 6 กลุ่ม ตามลักษณะการนำเสนอเนื้อหาหรือคอนเทนต์ ดังนี้
Fabricated Content : ข่าวปลอมที่เป็นข้อมูลเท็จทั้งหมด หวังให้ประชาชนเข้าใจผิด
Manipulated Content : ข่าวบิดเบือน แม้จะมีข้อมูลหรือภาพจริง และมักพาดหัวข่าวดึงดูดความสนใจ
Imposter Content : ข่าวแอบอ้าง มีแหล่งข่าวและภาพบุคคลจริงมาอ้างอิงเพื่อความน่าเชื่อถือ มักทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย
Misleading Content : ข่าวที่นำเสนอข้อมูลเท็จ ชี้นำเพื่อโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พบบ่อยในข่าวการเมือง
False context of connection : ข่าวที่ใช้ภาพหรือพาดหัวไม่ตรงกับเนื้อหาถูกต้อง เช่น ใช้รูปเหตุการณ์ในอดีต มาสร้างความแตกตื่น
Satire and Parody : คอนเทนต์เสียดสี ล้อเลียน ถือเป็นข่าวปลอมที่เป็นภัยน้อยที่สุด

9. ในประเทศอังกฤษ ก่อนจะเกิดโควิดระบาดประชาชนได้รับข้อมูลที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนของเด็กๆ จากสื่อ Social Media ทำให้รัฐบาลผลักดันให้เกิดหลักสูตรเกี่ยวกับ Fake News และ Confimation Bias (อคติในการเปิดรับข้อมูล การเลือกเชื่อในสิ่งที่เป็นความเชื่อเดิมของตน) ให้เข้าไปอยู่ในระบบการเรียนการสอนของโรงเรียน โดยคุณครูจะให้ความรู้ในด้านการประเมินข้อมูลที่เด็กๆ เห็นในออนไลน์ และจดจำวิธีการของการพูดโน้มน้าวใจ และแยกแยะได้ว่าข้อมูลใดมีความเสี่ยงบ้าง ซึ่งจะช่วยให้เด็กๆ รับรู้และตอบสนองต่อ Fake News ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและเพื่อแยกความแตกต่างระหว่างข้อมูลที่ผิดและข้อมูลที่ถูกบิดเบือนได้

10. รัฐบาลอังกฤษยังส่งเลขานุการกระทรวงการศึกษา และเลขานุการกระทรวงสาธารณสุขเข้าร่วมการประชุมเรื่องผลกระทบของ Social Media และ ข้อมูลออนไลน์ หนึ่งในหัวข้อที่รัฐบาลเร่งดำเนินการคือ กระแสการต่อต้านการฉีดวัคซีน ที่เกิดขึ้น โดยพูดคุยกับ บริษัท สื่อ Social ว่าจะควบคุมการแพร่กระจายของเนื้อหาที่ทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนได้อย่างไรบ้าง เพราะหากไม่มีการดำเนินการที่แน่นอนสถานการณ์จะยิ่งแย่ลงไปอีก เนื่องจากการแพร่กระจายของข่าวปลอมล้วนมีผลต่อ ชื่อเสียงขององค์กรและสิทธิประชาธิปไตย

11. ผลสำรวจจากสถาบัน Massachusetts Institute of Technology (MIT) เปิดเผยว่าเฟคนิวส์ ใน Twitter มีแนวโน้มถูกเผยแพร่มากกว่าข่าวที่ถูกต้องและเป็นจริง ในอัตราส่วนถึง 70 เปอร์เซ็นต์ และปัจจัยสำคัญที่สุด มาจากบัญชีผู้ใช้งานทั่วไปมากกว่าการใช้ bot ด้วย

MIT ได้ทำวิจัย ร่วมกับองค์กรตรวจสอบความจริงอีก 6 โดยอ้างอิงจากการแชร์ข่าวสาร 126,000 ชิ้น จำนวน 4.5 ล้านครั้ง ในกลุ่มผู้ใช้ Twitter กว่า 3 ล้านคน ระหว่างปี 2006-2017 พบว่าข่าวปลอมถึง 70% มีแนวโน้มถูกรีทวีตมากกว่า ขณะที่ข่าวจริงต้องใช้เวลาถึง 6 เท่า เพื่อให้เข้าถึงผู้ใช้จำนวน 1,500 คน ซี่งแนะนำผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียอย่าง ทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊กควรพัฒนาอัลกอริทึมเพื่อช่วยลดการกระจายของข่าวปลอมให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันด้วย

12. ในบรรดาประเภทของข่าวปลอมที่ถูกส่งต่อไปอย่างรวดเร็วและแพร่กระจายมากกว่าข่าวจริงคือข่าวการเมือง โดยเฉพาะช่วงปี 2012-2016 ที่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และแม้ว่าการวิจัยจะนับรวมการรีทวีตของ bot เอาไว้ด้วย แต่พบว่า bot มีจำนวนการแพร่ข่าวปลอมและข่าวจริงใกล้เคียงกัน นั่นหมายถึงว่าข่าวปลอมที่ถูกส่งต่อเป็นฝีมือของมนุษย์มากกว่า

Soroush Vosoughi หัวหน้าทีมวิจัยชุดนี้ ให้ความเห็นว่าการที่คนนิยมแชร์เฟคนิวส์เนื่องจากมันสร้างความเซอร์ไพรส์ได้มากกว่า และมักจะสวนทางกับสิ่งที่ผู้คนทั้งโลกได้คาดหวังเอาไว้ ซึ่งเป็นกลไกการทำงานเดียวกับข่าวประเภท click bait เมื่อใครสักคนสร้างข่าวลือในสิ่งที่เกินกว่าการคาดคิดของผู้คนขึ้นมา มันก็จะถูกส่งต่อออกไปในวงกว้าง

13. การสังเกตว่าข่าวไหนเป็นเฟคนิวส์ ที่ง่ายที่สุดและยังคงมีจุดให้จับผิดได้อยู่เสมอคือ ไม่มีที่มาของข่าว  เป็นการเขียนขึ้นมาด้วยการพยายามสร้างความน่าเชื่อถือ บางครั้งอ้างชื่อคนในข่าวขึ้นมาแบบมั่วๆ เมื่อนำชื่อ ตำแหน่ง หรือสถานที่ทำงานไปสืบค้นจะไม่เจอข้อมูล นอกจากนี้ขบวนการสร้างเฟคนิวส์ออกมาเผยแพร่ยังเป็นกลุ่มคนที่ใช้ภาษาไทยได้ไม่ถูกต้อง ไม่เหมือนข่าวจริงของสำนักข่าวที่ต้องผ่านฝ่ายพิสูจน์อักษร ดังนั้นจึงมีการเขียนคำหรือสะกดผิดอยู่บ่อยๆ
การเขียนข่าวของคนที่ไม่ได้ทำงานด้านข่าวเมื่อเขียนแล้วจะทำให้จับประเด็นไม่ได้ การเรียบเรียงข้อมูล  การใช้คำเชื่อมระหว่างบรรทัด แตกต่างจากข่าวที่ถูกเขียนโดยนักข่าว หรือการเรียบเรียงประโยคเหมือนแปลจากเว็บแปลภาษา ก็มีให้สันนิษฐานก่อนว่าข่าวนั้นคือข่าวปลอม แต่หากเป็นอินโฟกราฟฟิค ก็ให้สังเกตว่าเฟคนิวส์จะไม่มีที่มาของข้อมูล
ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดในการรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ คือ เราไม่จำเป็นต้องรีบเชื่อในทุกข่าวที่เราได้รู้ เมื่อไม่จำเป็นต้องรีบเชื่อก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องรีบแชร์ การแชร์เฟคนิวส์หรือข้อมูลที่ผิดสร้างผลกระทบต่อสังคมเป็นวงกว้าง อย่าหวังเพียงการได้รับคำชมจากสมาชิกในกลุ่มไลน์ อย่าเป็นผู้ที่มีหน้าที่หลักเพื่อแชร์ภาพหรือส่งต่อข้อมูลถ้าไม่ได้เป็นผู้มีความเข้าใจ เกี่ยวข้องหรือทำข้อมูลนั้นขึ้นมาเอง
14. ในประเทศไทย เฟคนิวส์หรือ “ข่าวลือ” อยู่คู่สังคมมานาน มีบันทึกไว้ว่าในกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 กษัตริย์พระองค์ที่ 10 ในราชวงศ์สุพรรณภูมิ (ครั้งที่ 2) ครองราชย์เมื่อ พ.ศ.2034-2072 ก็เริ่มมีการทิ้งบัตรสนเท่ห์ จนทำให้ขุนนางที่จงรักภักดีถูกฆ่าไปหลายคน เมื่อความจริงปรากฏในเวลาต่อมา จึงได้คาดโทษให้การทิ้งบัตรสนเท่ห์เป็นความผิดร้ายแรง
แม้กระทั่งสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ราชวงศ์จักรี ก็มีการเหตุการณ์เรื่องทิ้งบัตรสนเท่ห์ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในรัชกาลที่ 1 จากความแค้นส่วนตัวของพระเจ้าน้องยาเธอ ใส่ความพระเจ้าลูกยาเธอคนสำคัญที่ต่อมาได้ขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 3

ส่วนครั้งที่ 2 เกิดในรัชกาลที่ 5 ในยุคล่าอาณานิคมชาวต่างชาติเป็นมือที่ 3 หวังผลทางการเมืองให้สยามแบ่งประเทศ หลังจากเหตุการณ์นี้สิ้นสุดลงทำให้ประเพณีการสืบทอดตำแหน่ง “กรมพระราชวังบวร” หรือวังหนัา ได้ถูกยกเลิกในที่สุด

15. ปัจจุบันข่าวปลอมและข่าวบิดเบือนเรื่องสุขภาพถูกส่งต่อแบบ “ว่ากันว่า” เยอะมาก โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นการบอกต่อถึงคุณสมบัติของพืชและสมุนไพรบางชนิดสามารถรักษาโรคร้ายซึ่งไม่มีผลการวิจัยรับรอง แต่ชาวบ้านก็พร้อมจะเชื่อจากการที่คนโบราณบอกเล่าเอาไว้
ที่ผ่านมาข่าวปลอมในสังคมไทยมีไม่กี่เรื่อง โดยข่าวปลอมมะเร็งเป็นข่าวปลอมด้านสุขภาพที่ถูกนำกลับมาวนฉายซ้ำบ่อยที่สุด โดยมีข่าวปลอมประเทศไทยตั้งจังหวัดที่ 78 วนเวียนกันปีละไม่รู้กี่ครั้งจนช้ำหมดแล้ว จนกระทั่งไวรัสโควิดระบาด สมุนไพรบางชนิดที่เคยรักษามะเร็งได้ก็เปลี่ยนมารักษาโควิด และล่าสุดคือข่าวปลอมเรื่องวัคซีนที่มีการนำข้อมูลเท็จมาเผยแพร่จนสร้างความสับสนให้กับประชาชน
ข่าวจริง ข่าวเดียวเกี่ยวกับวัคซีนโควิดขณะนี้คือ ยังต้องเลื่อนการฉีดออกอีก เพราะโรงพยาบาลไม่ได้รับจัดสรรวัคซีนตามที่รัฐบาลโม้ว่าจะมาแล้วออกคำสั่งให้ทุกหน่วยงานต้องทำในเวลากำหนด
     กรณีเช่นนี้ถือว่ารัฐบาลไทยเป็นผู้สร้างเฟคนิวส์จนทำให้ประชาชนทั้งประเทศเดือดร้อนหรือไม่
       ข้อมูลอ้างอิงจาก  https://techsauce.co
workpointtoday.com
Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: