ออมนิชาแนล-O2O เซเว่นนำยุคค้าปลีก 4.0

อัตราการเติบโตของร้านสะดวกซื้อในประเทศไทยยังคงสดใส แม้ว่าในธุรกิจนี้จะมีหลายแบรนด์เป็นตัวเลือกให้ลูกค้าก็ตาม ถึงแม้การแข่งขันในวงการนี้จะสูง แน่นอนว่าแบรนด์ร้านสะดวกซื้อแต่ละแห่งต่างก็มีกลยุทธ์ในการทำธุรกิจที่แตกต่างกันไป

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ร้านสะดวกซื้อในเมืองไทยโตวันโตคืนดีมาจากการปรับตัวที่รวดเร็ว ครอบครัวคนไทยมีขนาดเล็กลง ทำให้การใช้สินค้าลดขนาดลง เปิดตลอด 24 ชม. มีสารพัดบริการช่วยลดเวลาลูกค้าในยุคเร่งรีบ ด้วยข้อดีต่างๆ เหล่านี้ทำให้ไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าร้านสะดวกซื้อนั้นก็สะดวกสมชื่อ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอนาคตของร้านสะดวกซื้อแม้เจ้าใหญ่เช่น 7-11 จะเป็นผู้นำในตลาดนี้แต่การจะรักษาตำแหน่งผู้นำไว้ 7-11 ก็ต้องมีการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน เราจึงได้เห็นบริการหลากหลายที่ค่ายผู้นำรายนี้ทะยอยเปิดตัวถี่ยิบในช่วงที่ผ่านมา เช่นการเปิดตัวบริการ Delivery ภายใต้ชื่อ ALL DELIVERY บริการส่งอาหารฟรีถึงบ้าน เงื่อนไขในการสั่ง เปิดบริการตั้งแต่ 07-22.30 น.จำนวนสั่งขั้นต่ำ 70 บาท (ส่งฟรีตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึง 30 พฤศจิกายน 2561 )

ตลาดเดลิเวอรี่อาหาร (Food Delivery) ในไทยกำลังมีการแข่งขันอย่างหนัก ปัจจุบันตลาดนี้มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 26,000 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้นทุกปี เฉลี่ยปีละ 11-15% โดยผู้เล่นในตลาดมีหลากหลายแบรนด์ตั้งแต่ LINE MAN, Grab Food, Food Panda ไปจนถึงสายส่งอาหารสดถึงบ้านอย่าง Happy Fresh และ Honestbee

ต้องถือว่า ร้านสะดวกซื้อ 7 – ELEVEN เข้าร่วมสังฆกรรมตลาดเดลิเวอรี่ในไทยนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะ 7 – ELEVEN ญี่ปุ่น ได้เปิดให้บริการเดลิเวอรี่ถึงบ้านมาแล้วในปีนี้ โดยเริ่มต้นที่แรกในฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ในเดือนตุลาคมนี้ ภายใต้การการันตี ส่งสินค้าภายใน 2 ชั่วโมงก่อนที่จะขยายบริการไปยังกว่า 1,000 แห่งในเดือนสิงหาคมปี 2019 และครอบคลุมให้ครบกว่า 20,000 สาขาที่มีอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ทาง Lazada และ Ninja Van ได้ร่วมมือกับซัพพลายเชนร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ในสิงคโปร์เพื่อให้ร้านเซเว่นเกือบ 350 แห่งทั่วประเทศเป็นจุดรวบรวมและผู้ซื้อออนไลนฺสามารถรับสินค้าที่ซื้อจากลาซาด้าและนินจาแวนได้ที่ร้านเซเว่น ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าขนส่งและเพิ่มความสะดวกให้แก่นักช้อปออนไลน์ รวมทั้งใช้เซเว่นที่มีเครือข่ายจำนวนมากและทั่วถึงให้เป็นเครือข่ายจุดเก็บของที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ อีกด้วย โดยเฟสแรกจะเริ่มจากบริการร้านเซเว่นจำนวน 159 แห่ง และจะขยายครบกว่า 350 แห่งภายในสิ้นปีนี้

โดยนักช้อปออนไลน์สามารถระบุร้านเซเว่นใกล้บ้านที่ต้องการไปรับสินค้า ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะมีผู้รับสินค้าแน่นอน และลดปัญหากรณีส่งสินค้าถึงบ้านแต่ผู้รับไม่อยู่บ้านอีกด้วย

หลังจากสั่นสะเทือนตลาดด้วยการส่งตรงถึงบ้านแล้ว 7-11 ยังเดินเครื่องต่อเนื่องด้วยการส่งบริการน้องใหม่ในการรับ-ส่ง พัสดุด่วน 24 ชม. อีกหนึ่งบริการฮือฮาภายใต้ชื่อ “สปีด-ดี” จัดส่งถึงปลายทางภายใน 1 วัน

โดยบริการ รับ-ส่ง พัสดุด่วน 24 สปีด – ดี 24 ชั่วโมง จะเริ่มเปิดให้บริการ ผ่านร้าน 7-Eleven ในพื้นที่ 4 จังหวัด กว่า 3,700 สาขา เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2561 ซึ่งเป็นการจับมือกันระหว่าง 7-Eleven กับ บริษัท ไดนามิค ลอจิสติกส์ จำกัด เปิดให้บริการใหม่ สปีด – ดี (SPEED-D) บริการรับ-ส่งพัสดุด่วน 24 ชั่วโมง ส่งง่าย รับสะดวก บริการใหม่ที่ตอบโจทในยุค 4.0

ทั้งนี้ สามารถเลือกระบุปลายทางที่ต้องการรับพัสดุได้ว่าจะรับที่บ้านหรือร้าน 7-Eleven โดยพัสดุจะถูกจัดส่งถึงปลายทางภายใน 1 วัน เริ่มเปิดให้บริการ สปีด – ดี ผ่านร้าน 7-Eleven ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, นนทบุรี, ปทุมธานี, และสมุทรปราการ จำนวนกว่า 3,700 สาขา เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เด็ดสุดน่าจะเป็นการเตรียมเปิดให้บริการเว็บไซด์ของ 7-11 เอง ภายใต้ชื่อ WeFreash ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการเร่งทดสอบระบบ คาดว่าจะเปิดให้บริการภายในปลายปีนี้ ซึ่งน่าจะใช้ขนส่งเจ้าเดียวกับเดลิเวอรี่ เพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ให้คุ้มมากขึ้นเพื่อเพิ่มรายได้ต่อเนื่อง

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ถือเป็นการผสมผสานทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ที่ 7-11 มีจุดแข็งด้วยจำนวนสาขากว่า 1 หมื่นสาขาที่ถือเป็นแต้มต่อทางธุรกิจเป็นทุนเดิม เมื่อนำออนไลน์เข้ามาให้บริการด้วยก็ยิ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ท่ามกลางการรุกคืบอย่างหนักของ7-11 ที่มีแบ็กแข็งปึ๊กอย่างซีพีของเจ้าสัวธนินท์ จะสร้างผลกระทบต่อธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องหรือไม่และจะเข้าข่ายกินรวบในตลาดสมดังคำร่ำลือหรือเปล่า

เอาไปคิดเป็นการบ้านกันเล่นๆ

Tags

Related Articles

Close
%d bloggers like this: