Columnist

ศึกชิงบัลลังค์มหาอำนาจการเงินโลก “หยวนดิจิทัล” มังกรออนไลน์เขย่า “ดอลล่าร์”

เทคโนโลยียุคนี้พัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนปัจจุบันเราสามารถใช้สมาร์ทโฟนทำธุรกรรมมากมายผ่านออนไลน์ได้รวดเร็วและง่ายดาย ในขณะที่การเกิดขึ้นมาของ “บิทคอยน์” สร้างปรากฏารณ์ใหม่เข้าสู่แวดวงการเงิน แม้จะหวือหวาได้รับความสนใจอยู่ช่วงหนึ่ง แต่กระแสความนิยมก็ไม่ได้กว้างขวางนักเนื่องจากเป็นสกุลเงินที่สถาบันธนาคารไม่ได้ให้การรับรอง

จนกระทั่งเกิดการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของไวรัสโควิด-19 ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าโรคอุบัติใหม่ชนิดนี้ทำลายระบบเศรษฐกิจทั้งโลกให้กลายเป็นอัมพาตภายในพริบตา และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้มนุษย์ต้องปรับวิถีชีวิตใหม่

ในระหว่างที่ทุกประเทศต่างตั้งรับการแพร่ระบาดรวมถึงคาดการณ์ว่าไวรัสชนิดนี้จะยังคงสร้างความน่ากลัวไปอีกนาน ประเทศจีนก็ประกาศทดลองใช้ “หยวนดิจิทัล” ใน 4 เมืองใหญ่ด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ สงอัน ,ซูโจว ,เฉิงตู และเซินเจิ้น โดยมีสถาบันการเงินรัฐวิสาหกิจ Agricultural Bank of China เข้าร่วมการทดสอบนี้ด้วย

โดยจุดเริ่มต้นที่ทำให้จีนเร่งผลักดันให้เกิดสกุลเงินดิจิทัลขึ้นมาสาเหตุหลักคือไม่ต้องการพึ่งพา “ดอลล่าร์” ของสหรัฐเหมือนอย่างที่เคย เป็นแนวความคิดที่ถูกจุดประกายตั้งแต่ปี 2014 หรือเมื่อ 6 ปีที่แล้ว กล่าวกันว่า “หยวนดิจิทัล” ทำให้สหรัฐอเมริกามองความสัมพันธ์กับจีนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จนนำมาสู่สงครามการค้าสร้างกำแพงภาษีนำเข้าจากจีนที่กำลังคุกรุ่นอยู่ขณะนี้

 

 

บทบาทมหาอำนาจในมือ “โดนัลด์ ทรัมป์”

คำกล่าวที่ว่า “เงินคือพระเจ้า” นั้นไม่เกินจริงเลย หากมองถึงเงินสกุล “ดอลล่าร์สหรัฐ” ที่เป็นเงินสกุลหลักของโลกในปัจจุบัน แม้กระทั่งทองคำก็ยังต้องใช้ดอลล่าร์เป็นค่าเงินในการซื้อขาย เมื่อระบบเศรษฐกิจของทั้งโลกต้องใช้ดอลล์ล่าร์ สหรัฐจึงครองความเป็นมหาอำนาจมาอย่างยาวนาน

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ “โดนัลด์ ทรัมป์” ชนะการเลือกตั้งได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ก็เนื่องจากคนอเมริกันมองว่าทรัมป์ คือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างมากมายคนหนึ่ง โดยหวังว่าประสบการณ์ทางธุรกิจของเขาจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐให้มีประสิทธิภาพ

เมื่อทรัมป์ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศมหาอำนาจ แนวทางของเขากลับเหมือน “จิ๊กโก๋” ที่ชอบรุกรานจุ้นจ้านเรื่องของชาวบ้านสร้างความบาดหมางให้กับประเทศอื่นๆ ความตึงเครียดที่ทรัมป์เข้าไปรุกรานประเทศอิหร่านเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาจนเกือบจะเกิดสงคราม คือคำอธิบายที่ชัดเจนว่าทรัมป์มีทัศนคติกับการเป็นมหาอำนาจของตัวเองอย่างไร

แต่กับ “จีน” ภายใต้การนำของ “สี จิ้นผิง” นั้น นอกจากสหรัฐจะไม่สามารถกดดันจีนผ่านนโยบายการค้าการลงทุนระหว่างประเทศได้ง่ายๆ จีนยังตอบโต้สหรัฐให้ต้องเมาหมัดอยู่หลายครั้ง

วิกฤตเศรษฐกิจจากโควิด -19 สร้างความกังวลใจให้กับธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด เป็นอย่างมากเมื่อทรัมป์พยายามให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำกว่าหรือเท่ากับ 0% เพื่อเร่งให้มีการผลิตธนบัตรดอลล่าร์ออกมาสู่ตลาดอย่างไม่จำกัด ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรงตามมา และทันทีที่ดอลล่าร์อ่อนค่าลงการลงทุนต่างๆก็จะต้องชะงัก โดยเฉพาะความมั่นใจของนักลงทุนในตลาดหุ้นที่มีความสำคัญไม่น้อย

ระหว่างที่ ทรัมป์ มัวแต่พยายามเล่นสงครามประสาทยั่วให้จีนสติแตก เหตุ George Floyd พลเมืองอเมริกันผิวสีถูกตำรวจฆ่าระหว่างจับกุมก็กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากออกมาชุมนุมเรียกร้องความยุติธรรมและยังไม่มีทีท่าว่ารัฐบาลจะจัดการแก้ปัญหานี้อย่างไร

ในสายตาชาวโลกมันจึงยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นจิ๊กโก๋ของทรัมป์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะนิสัยระรานข่มขู่ประเทศอื่นๆนั้นทรัมป์ถนัดยิ่งกว่าบริหารประเทศ เพราะเมื่อสหรัฐเกิดปัญหาภายใน ทรัมป์กลับไม่สามารถแก้ไขได้

ปัจจัยที่กล่าวมานี้เป็นเพียงไม่กี่สาเหตุซึ่งหากลุกลามใหญ่โตก็มีแนวโน้มว่าจะทำให้ทรัมป์ถูกกลุ่มประเทศพันธมิตรโดดเดี่ยวบนเวทีโลก พร้อมๆกับที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในค่าเงินดอลล่าร์ก็อาจลดลง

จีนปฏิวัติระบบการลงทุนสู้สงครามการค้า

นาทีนี้ประเทศจีนไม่ใช่ลูกไก่ในกำมือให้สหรัฐ และกลุ่มประเทศยุโรป ไล่ต้อนอีกแล้ว จะเห็นได้ว่าจีนตอบโต้มาตรการจากสหรัฐที่กีดกันการค้าแบบหมัดต่อหมัด ภาพลักษณ์ของสี จิ้นผิง ประธานาธิบดี ยังดูเป็นบุคคลที่มีความเป็นมิตรอยู่ภายใต้ความเงียบขรึม

 

 

ด้วยจำนวนประชากรที่มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก เชื่อกันมานานแล้วว่าสักวันหนึ่งหากจีนกลายเป็นพยัคฆ์ติดปีกได้ อำนาจการซื้อที่มหาศาลจากคนจีนจะทำให้ทุกประเทศอยากค้าขายหรือชักชวนให้มาลงทุน แม้ที่ผ่านมาดอลล่าร์ยังคงเป็นมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจเบอร์ 1 ของโลก ตามด้วยกลุ่มประเทศยุโรปและสหราชอาณาจักร แต่สี จิ้นผิง กลับมีนโยบายเศรษฐกิจเชิงรุกอย่างเป็นรูปธรรม โดยตัวเลขประชากรที่ขึ้นทะเบียนคนยากจนในปี 2018 อยู่ 1.72 ล้านคน และในปีที่ผ่านมา ลดลงเหลือเพียง 4.3 แสนคนเท่านั้น

ทัศนวิสัยด้านเศรษฐกิจของสี จิ้นผิง สะท้อนผ่านนโยบายการค้าการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมๆไปกับการมองอนาคตว่า “หยวนดิจิทัล” จะสามารถทำให้ประเทศคู่ค้าเปลี่ยนสกุลเงินจากดอลล่าร์มาใช้ “หยวนดิจิทัล” ได้ในไม่ช้า ซึ่งการเริ่มทดลองใช้หยวนดิจิทัลในขณะนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากการทำลายสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ

 

 

นอกจากนี้ หยวนดิจิทัลยังได้รับการรับรองจากธนาคารกลางของจีนสามารถทำธุรกรรมทางการเงินทุกอย่างในประเทศผ่านแอพพลิเคชั่น สะดวกใช้ง่ายลดการผลิตธนบัตรที่ทำมาจากกระดาษ และยังตอบโจทย์การดำรงชีวิตในอนาคตหลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ต่างจากบิทคอยน์ที่นิยมใช้กันเฉพาะกลุ่มเท่านั้น

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาต่อไปจากนี้คือ จีนจะทำอย่างไรให้ “หยวนดิจิทัล” ได้รับการยอมรับจากประเทศอื่นๆ ที่ยังคงใช้ดอลล่าร์ในการลงทุน แม้ว่าหยวนดิจิทัลได้ทำให้ความหวังในการพึ่งพาตัวเองของประเทศจีนดูสดใส จากจำนวนประชากรที่มีอยู่ก็ในปัจจุบันก็สามารถทำให้กระแสเงินไหลเข้าออกในธุรกิจต่างๆได้ แต่ก้าวที่สำคัญที่สุดคือวันที่มีการนำหยวนดิจิทัลเข้าไปใช้ในตลาดหุ้นของจีน เพราะเมื่อถึงวันนั้นนักลงทุนต่างชาติจะมีทางเลือกใหม่ที่นอกเหนือจากดอลล่าร์ทันที

แล้วราคาทองคำ และราคาน้ำมัน ในรูปแบบหยวนดิจิทัลจะเป็นอย่างไร นี่เป็นเรื่องที่นักลงทุนไทยควรเตรียมตัวรับมือการเปลี่ยนแปลงในอนาคตให้พร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: