Biznews

หมัดต่อหมัด! เปิดเงื่อนไขร้าน ‘โดนใจ’ เจ้าสัวไทยเบฟท้าชน ‘ถูกดีฯ’ คาราบาว วัดใจโชห่วยไทย!

หลังจากที่ “เสถียร เศรษฐสิทธิ์” ผู้ปลุกปั้นแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังคาราบาวแดงให้โด่งดังไปทั่วโลก กับอีกหนึ่งบทบาทในฐานะประธานกรรมการ บริษัท ทีดี ตะวันแดง จำกัด ธุรกิจส่วนตัวที่ถูกก่อตั้งขึ้นมาพร้อมภารกิจสุดท้าทายในการปลุกปั้นร้านค้าปลีก “ถูกดี มีมาตรฐาน” เพื่อพลิกฟื้นคืนชีพโชห่วยไทย หลังโดนร้านค้าปลีกสมัยใหม่ดิสรัปต์มานาน

ล่าสุด  ยักษ์ค้าปลีกอย่าง บิ๊กซี  ภายใต้อาณาจักรเจ้าสัวไทยเบฟ ไม่ยอมให้หยิบชิ้นปลามันไปง่ายๆ  ขอท้าชนด้วยการปั้นร้านที่ใช้ชื่อว่า  ‘ร้านโดนใจ’  หวังพลิกฟื้นโชห่วยด้วยการชูจุดเด่นเงินมัดจำที่ 1 แสนบาทน้อยกว่าค่ายคู่แข่งร้านถูกดีมีมาตรฐานที่ตั้งไว้ 2 แสนบาท

 

นอกจากเงินมัดจำจะจ่ายน้อยกว่าแล้ว  ร้านโดนใจ  ยังนำเสนอค่าบริการจากยอดขายที่ 0.5% ต่อเดือน (ค่าบริการขั้นต่ำ 5,000 บาท)  ตกแต่งร้านให้ใหม่ มูลค่า 100,000-400,000 บาท ลงทุนอุปกรณ์ภายในร้าน

 

ส่วนรูปแบบร้านโดนใจมีด้วยกัน  3 รูปแบบคือ

ไซส์ S 1คูหา พื้นที่ร้าน 40-60 ตารางเมตร  สินค้า  1,300 รายการ

ไซส์ M ขนาด 2 คูหา พื้นที่ร้าน 60-100 ตารางเมตร  สินค้า 1,500 รายการ

ไซส์ L ขนาด 3 คูหา พื้นที่ มากกว่า 100 ตารางเมตรขึ้นไป สินค้า 1,800 รายการ

 

คุณสมบัติผู้สมัคร  เป็นเจ้าของร้านโชห่วย มีความตั้งใจทำธุรกิจ มีเงินทุนในการสั่งซื้อสินค้ามาจำหน่าย 500,000-1,000,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของร้านค้า

มีเงินค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญา 100,000-300,000 บาท โดยจะได้รับคืนเมื่อปฏิบัติตามสัญญา

 

 

ขณะที่เงื่อนไขการเปิดร้านถูกดีมีมาตรฐานของฝั่งพี่ใหญ่คาราวบาว ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน  โดยมีเงื่อนไขดังนี้   1.เจ้าของร้านโชห่วยเดิมต้องลงุทนรีโนเวทร้านเองทั้งหมด  2.วางเงินมัดจำ 200,000  บาทส่วนตัวสินค้าทางร้านถูกดีฯ จะทำการลงทุนให้ทั้งหมดคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1 ล้านบาท รวมชั้นวาง เคาน์เตอร์ ระบบ POS ตู้แช่ และสินค้าทั้งหมด  ภายใต้เงื่อนไขดังนี้
1.ร้านต้องส่งเงินที่ขายได้ทั้งหมดให้ทางบริษัทก่อน 21.00 ของทุกวัน
2.ร้านจะได้รับการปันผลกำไร 85:15 ทุกวันที่ 15 ของเดือน
3.ค่าสาธารณูปโภค(ค่าไฟฟ้า)ทางร้านจ่ายเอง

เสถียร เศรษฐสิทธิ์ ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG เจ้าของไอเดียถูกดี มีมาตรฐาน บอกว่า จากการคลุกคลีค้าปลีกมาเกือบ 10 ปี ในชื่อ ‘ซีเจ ซูเปอร์มาร์เก็ต’ ทำให้แม่ทัพคาราบาวกรุ๊ป ได้เห็น และเข้าใจในธุรกิจค้าปลีกมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจร้านโชห่วยที่มีหลายแสนร้านค้าล้มหายไปเรื่อยๆ  จึงมีแนวคิดที่จะทำร้านค้าของชุมชน โดยชุมชน และเพื่อชุมชน ให้เป็นร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนและให้บรรดาร้านโชห่วยเข้มแข็ง จึงเป็นที่มาร้าน”ถูกดี มีมาตรฐาน” ตั้งแต่ปี 2562

 

คุณสมบัติของพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจของร้านถูกดีฯ ต้องเป็นเจ้าของร้านโชห่วยอยู่แล้ว และต้องลงทุนปรับปรุงร้านให้สะอาด รวมทั้งวางเงินมัดจำจำนวน 200,000  บาทเพื่อเป็นหลักประกันในการทำธุรกิจ

จากนั้นเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ที่เหลือจะเป็นหน้าที่ของบริษัทตั้งแต่การจัดวางสินค้ามูลค่ารวมกว่า 1,000,000 บาท ต่อสาขา  การจัดรายการโปรโมชั่นต่างๆ  การนำเทคโนโลยีต่างๆ  เข้ามาบริหารเพื่อช่วยให้การทำงานสะดวกและง่ายขึ้น

จากการทดลองโมเดลดังกล่าวมากว่า 2 ปี  พบว่าได้รับการตอบรับที่ดี สามารถเพิ่มรายได้ให้กับร้านโชห่วย จากเดิมที่ขายสินค้าได้ 3,000-5,000 บาทต่อวัน เพิ่มเป็นมากกว่า 10,000 บาทต่อวัน เปลี่ยนสถานะภาพความเป็นอยู่ของร้านโชห่วยให้ลืมตาอ้าปากได้

ทั้งนี้ บริษัทประเมินแล้วว่าถ้าร้านค้าสามารถยอดขายได้ประมาณ 15,000 บาทต่อวัน จะมีกำไรประมาณ 4 หมื่นบาทต่อเดือน สามารถดำเนินธุรกิจได้ ซึ่งขณะนี้มีร้านค้าสนใจเข้าร่วมโครงการอีกประมาณ 1,000 ร้านค้า ในไตรมาส 4 บริษัทจะเริ่งเปิดให้ได้เดือนละ 2,000 ร้านค้า เพื่อให้ครบ 8,000 ร้านค้าในปีนี้ และคาดว่าจะมีรายได้รวม 15,000 ล้านบาท

 

ปัจจุบัน ร้านถูกดี มีมาตรฐาน มีสาขาทั้งหมดประมาณ  1,000 ร้านค้า เป้าหมายต่อไปคือขยายเป็น 8,000 ร้านค้าภายในสิ้นปีนี้  30,000 ร้านค้า ในปี 2565  และเพิ่มเป็น 50,000 สาขาในปี 2566  โดยวางคอนเซ็ปท์  จาก  Point Of Sale สู่ Point Of EveryThing

 

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อรองรับการขยายสาขาดังกล่าว ปลายปีนี้  จำนวนคลังสินค้าจะเพิ่มเป็น  8 แห่งรองรับ 1 หมื่นสาขา และขยายอีก 15 สาขาในปี 2565  โดยใช้งบลงทุนต่อสาขาที่ 3,000 ล้านบาท รวมงบลงทุนประมาณ 45,000  ล้าน  จากงบลงทุนปีหน้า 75,000 ล้านบาท

เสถียรทิ้งท้ายว่า  วันที่ทำคาราบาวแดง ยังไม่ค่อยมีความรู้ มองแค่ว่า คนกินชูกำลัง เป็นกลุ่มเป้าหมายเดียวกันนั่นคือ แฟนคลับของแอ๊ด คาราบาว  แต่วันนี้มองว่า การทำธุรกิจให้สำเร็จ ต้องทำให้ใหญ่ เพราะสัดส่วนรายได้ที่แบ่งกับเจ้าของร้านถูกดีมีเปอร์เซ็นต์ที่เยอะ ขณะที่บริษัทเองแบกรับค่าใช้จ่าย จึงต้องขยายร้านค้า  และเมื่อคิดการใหญ่ ความเสี่ยงจึงต้องสูง อยู่ที่เราว่าจะกล้าเสี่ยงหรือไม่…

 

 

 

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: