BiznewsColumnist

หมอกควันไม่ใช่ (แค่) ปัญหามลพิษ แต่คือวิถีชีวิตของคนภาคเหนือ

หมอกควันไม่ใช่ (แค่) ปัญหามลพิษ

แต่คือวิถีชีวิตของคนภาคเหนือ

โดย…ธนก บังผล

              ต้องขอกราบสวัสดีผู้อ่าน bizpromptinfo.com และขออภัยที่ห่างหายไปจากการเป็นคอลัมนิสต์ 2 เดือนเต็มๆ เนื่องจากมีภารกิจเพิ่มเติมเข้ามาในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ทำให้พลังงานและเวลามีไม่เพียงพอต่อการสรรหาเรื่องราวดีๆมาแบ่งปันพูดคุย

              ก่อนหน้านี้สัก เดือนก่อน หลายคนคงจำได้ว่า กรุงเทพฯ ประสบกับปัญหาหมอกควัน PM2.5 (ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน) จนสร้างความตื่นตระหนกอย่างสุดขีด ทำให้หน้ากากอนามัยขายดิบขายดี และทำให้เรามีความรู้เรื่องฝุ่นพิษหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น แม้บางคนจะมองว่าการใส่หน้ากากอนามัยคือความตื่นตูม เพราะที่ผ่านมาปริมาณฝุ่นควันในกรุงเทพฯก็เข้าขั้นวิกฤตมาอย่างยาวนาน เพียงแต่เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับเกณฑ์ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) กันมากเท่าที่ควร

              กระแส PM2.5 ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนกรุง “ตื่นกลัว” และกลายเป็น “กักตุน” เป็นพฤติกรรมที่เราเห็นเป็นประจำหากในกรุเทพฯ มีเหตุการณ์อะไรในทำนองนี้ นับตั้งแต่น้ำท่วมปี 2554

              จริงๆแล้วธรรมชาติของฝุ่นควันมันจะหายไปเองเพราะลมพัด แต่สภาพภูมิอากาศที่ไม่เหมาะสมของเมืองหลวงในช่วงนั้นทำให้ฝุ่นควันลอยต่ำ และไม่ว่าทางรัฐบาลและ กทม.จะทำอย่างไรก็ไม่สามารถแก้ไขได้เพราะเกาไม่ถูกที่คัน ไม่รู้ว่าคิดได้อย่างไรว่าถ้าเราฉีดน้ำจากบนตึกแล้วควันจะหายไปทั้งกรุงเทพฯ          

              จำได้หรือเปล่าครับว่ามีฝนที่ตกลงมาแค่ครั้งเดียวเท่านั้นในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ แล้วหลังจากนั้นปัญหาฝุ่นควันเข้าขั้นวิกฤตก็แทบไม่ได้รับการพูดถึงอีกเลย

              จนกระทั่ง จ.ลำปาง อยู่ดีๆก็โผล่พรวดขึ้นมาว่าเป็นพื้นที่มีค่า PM2.5 สูงที่สุดในประเทศไทย แล้วหลังจากนั้นไม่นาน จ.เชียงใหม่ก็ทำลายสถิติเป็นที่หนึ่งของโลกได้สำเร็จ ที่ 271 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

              อย่างแรกที่ควรถูกพูดถึงก็คือ ปัญหาฝุ่นควันในกรุงเทพฯนั้น มาจากท่อไอเสีย จากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์เป็นปัจจัยสำคัญและมันไม่มีทางแก้ไขอะไรได้เลยนอกจากต้องทำให้รถยนต์หยุดวิ่งบนถนนเท่านั้น เมื่อมีการประกาศหยุดเรียนเพียงระยะเวลาสั้นๆ ฝุ่นควันที่ถูกสะสมมานานก็ได้จังหวะสลายตัวจนดัชนีคุณภาพอากาศประมาณ 200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ก็ลงมาในระดับปานกลาง คือไม่เกิน 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

 

 

              ปัญหา PM2.5 ในกรุงเทพฯ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้คนที่มีความรู้มาช่วยหาวิธีแก้ไข ไม่ใช่ฉีดน้ำ

              ซึ่งต่างจากปัญหาหมอกควันในภาคเหนืออย่างสิ้นเชิงเลยนะครับ โดยเฉพาะเรื่องมลพิษจากท่อไอเสียนี่ลืมไปได้เลยไม่ได้มีจำนวนรถมากมายแออัดตลอดเวลาทั้งจังหวัดเท่ากรุงเทพฯ แต่ปัญหาใหญ่คือคนที่ภาคเหนือนิยมเผาหญ้าแห้ง

              ไม่ต้องยกตัวอย่างอื่นไกลเลยครับ เมื่อครั้งที่คุณย่าของผมยังมีชีวิตอยู่ท่านก็มักจะถอนหญ้าไปทั่วบ้านแล้วตกเย็นก็เผาทุกวัน ควันที่ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณทำให้บางครั้งผมต้องออกจากบ้านไปสักพักเพราะหายใจไม่ออก

              บ้านของคนภาคเหนือ (และอาจรวมถึงต่างจังหวัด) นิยมปลูกบ้านแล้วมีเนื้อที่ ไม่เหมือนมนุษย์คอนโดฯหรือทาวน์เฮ้าส์ในกรุงเทพฯนะครับ เนื้อที่บ้านเหล่านี้ก็จะมีการปลูกพืชผักบ้าง หรือไม่ก็เป็นดินที่มีดอกหญ้า วัชพืช ขึ้นมาเป็นประจำ และระยะเวลาตั้งแต่หมดฝน ประมาณเดือนพฤศจิกายนก็จะเริ่มเผากันแล้วนิดหน่อย ก่อนจะหนักมากในช่วงมีนาคมถึงมิถุนายน

              เราไม่สามารถห้ามคนแก่ หรือคนที่อยู่ในครอบครัวซึ่งเผาหญ้าในบ้านไม่ให้เผาได้เลยนะครับ และเขาจะไม่สนใจด้วยไม่ว่าควันจะลอยเข้าบ้านใคร หากใครอดทนไม่ไหวเข้าไปห้าม เจ้าของบ้านเขาก็จะถามว่าแล้วจะให้เอาหญ้าไปทำอะไรถ้าไม่เผา

              ก็จริงนะครับ ต้องมีทางเลือกให้เขาว่าถ้าไม่ให้ชาววบ้านเผาหญ้า แล้วจะให้ทำอย่างไร

              สาเหตุที่สำคัญที่สุดในภาคเหนือคือเผาป่า เมื่อก่อนชาวบ้านเข้าป่าก็เพื่อไปเผาป่านั่นละครับ เผาเสร็จแล้วสัก 3-4 วันก็จะได้ของป่ามากินมาขาย แต่ไม่ได้เผากันเหมือนทุกวันนี้ เช่นเดียวกับสภาพความสมบูรณ์ของป่าก็ไม่เหมือนในอดีต บางคนเผาแล้วไม่มีปัญญาดับ หมายความว่าตั้งใจจะเข้าป่าไปเผาโดยไม่คิดจะดับอยู่แล้ว และถ้ามันจะลุกลามใหญ่โต ก็แค่หนีให้ทันแล้วทำเป็นไม่รู้เรื่องว่าใครเผา…เท่านั้นเอง

              จุดประสงค์การเผาของปัจจุบันก็ไม่ได้เผาเมื่อหาของป่า แต่เผาหาที่ทำกิน รุกป่า ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเหตุผลอะไรมันก็ “เผาป่า” นั่นละครับ ผลกระทบจากการเผาป่าจึงรุนแรงกว่าไฟป่าที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

              ปัญหาที่พบจากการลักลอบเผาป่า คือเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าไม่เพียงพอ เมื่อคนน้อยประสิทธิภาพในการป้องกันก็ลดลงไปด้วย โอกาสที่จะไฟจะลุกลามไปทั่วทั้งดอยก็มากขึ้น

              เมื่อควันไฟจากการร่วมใจของคนรักการเผาหญ้าตามรอบตัวเมืองและชนบทอันห่างไกล มาร่วมด้วยช่วยกันกับควันของการเผาป่า ด้วยสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่แตกต่างจากกรุงเทพฯ ควันเหล่านี้นอกจากจะปกคลุมพื้นที่เผาไหม้ได้แล้วก็สามารถที่จะลอยไปยังอำเภอต่างๆได้อย่างอิสระ

              มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยว่าทำไมภาคเหนือจึงมีหมอกควันเข้าขั้นวิกฤตติดอันดับโลก และทุกๆปีที่เชียงใหม่ เชียงราย เราจะเจอกรณีเครื่องบินลงจอดไม่ได้เป็นบางวันจนกลายเป็นปกติ

              แล้วคนภาคเหนือ ไม่ว่า PM2.5 จะมีดัชนีมาตรฐานพุ่งสูงแค่ไหน เราก็จะไม่มีวันได้เห็นชาวบ้านออกมาใส่หน้ากากอนามัยป้องกันมลพิษที่สามารถทำลายปอดได้อย่างรุนแรง ไม่ใช่เพราะไม่แสบตา ไม่แสบจมูกหรอกนะครับ แต่ผมคิดว่าอาจจะไม่อยากให้คนมองมากกว่า

 

              ผมขออนุญาตคัดลอกบทความเรื่อง  หมอกควันภาคเหนือ : ปัญหาที่ยังรอการแก้ไข โดย รองศาสตราจารย์ ดร.มงคล รายะนาคร คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ข้อมูลจาก http://www.eht.sc.mahidol.ac.th/article/87

              ผมเชื่อว่า เพียงแค่ ย่อหน้าสั้นๆที่ผมเอามาให้อ่านนั้น สามารถสะท้อนปัญหาหมอกควันในภาคเหนือในมิติต่างๆได้เป็นอย่างดี แม้ว่ามันจะผ่านมานานกว่า 12 ปีแล้วก็ตาม

“สถานการณ์หมอกควันในภาคเหนือของประเทศไทย ได้เป็นข่าวไปทั่วโลกในเดือนมีนาคม 2550 เมื่อมีหมอกควันปกคลุมในหลายพื้นที่ ในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และในวันที่มีหมอกควันปกคลุมพื้นที่ ในจังหวัดเชียงใหม่มากที่สุด กรมควบคุมมลพิษ ได้รายงานปริมาณฝุ่นขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 10 ไมครอนหรือพีเอ็ม 10 (PM10) ที่สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ ณ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่ได้ถึง 383 ไมโครกรัมต่อปริมาตรอากาศ 1 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าระดับมาตรฐานคุณภาพอากาศ ของประเทศไทยที่กำหนดไว้ ที่ค่าเฉลี่ยในช่วง 24 ชั่วโมง ไว้ที่ 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรไปกว่า 3 เท่าตัว นับเป็นสถิติสูงสุดของประเทศไทยเท่าที่ได้มีการตรวจวัดคุณภาพอากาศอย่างเป็นทางการ

เฉพาะในช่วงวันที่ 15–23 มีนาคม 2550 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้รับรายงานจำนวนประชาชนในภาคเหนือในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน พะเยา เชียงราย แพร่ และน่าน ที่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพจากภาวะหมอกควันในช่วงนั้นถึงเกือบหกหมื่นคน แม้ว่า จังหวัดเชียงใหม่ มิได้มีจำนวนผู้ได้รับผลกระทบทางสุขภาพในช่วงนั้นมากที่สุด เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีนักวิชาการสื่อมวลชนและส่วนราชการที่คอยให้ข้อมูลข่าวสาร เตือนให้ประชาชนเตรียมตัวป้องกันตนเองเป็นระยะๆ แต่เมื่อพิจารณาผลกระทบทางด้านอื่นๆ โดยเฉพาะในด้านการท่องเที่ยวแล้ว จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งแต่ละปีมีรายได้จากการท่องเที่ยวมากที่สุดในภาคเหนือ ถือว่าได้รับผลกระทบมากที่สุด

หมอกควันในภาคเหนือมีที่มาจากหลายแหล่ง ที่สำคัญก็คือ ไฟป่า การเผาในที่โล่ง และ มลพิษจากการใช้ยวดยานพาหนะ โครงการวิจัยการวิเคราะห์สภาพอากาศและเฝ้าระวังการเกิดมลภาวะอากาศ โดย เจียมใจ เครือสุวรรณและคณะ (2551) พบว่า ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กมีแหล่งกำเนิดจากไฟป่า และการเผาพื้นที่การเกษตรประมาณร้อยละ 50-70 จากเครื่องยนต์ดีเซลประมาณร้อยละ 10 โดยส่วนที่เหลือเป็นการพัดพาจากแหล่งกำเนิดภายนอกจังหวัดเชียงใหม่ อุตสาหกรรมครัวเรือนและฝุ่นละอองจากถนน หมอกควันในภาคเหนือ มักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาวก่อนเข้าสู่ฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่สภาพอากาศนิ่ง เนื่องจากความกดอากาศสูง ทำให้ฝุ่นละเอียดขนาดเล็กไม่ถูกพัดพาขึ้นสู่บรรยากาศระดับสูงได้ แต่จะวนเวียนอยู่ในระดับที่ประชาชนอยู่อาศัย ทำให้ได้รับผลกระทบทางสุขภาพที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับสุขภาพ มิได้เป็นเพียงการระคายเคืองต่อสายตาเท่านั้น แต่จะเป็นเรื่องโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจที่มักจะนำไปสู่การเป็นมะเร็งในปอด ซึ่งภาคเหนือเป็นภูมิภาคที่มีสถิติผู้เป็นโรคนี้จนถึงขั้นเสียชีวิตมากที่สุด”

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: