Biznews

หมดยุคลุยเดี่ยว!!!! ‘ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม’ ผนึกพันธมิตรคืนชีพหนังไทย

การทำธุรกิจในยุคที่ทุกสิ่งทุกอย่างทรานฟอร์มเมชั่นรับดิสรับชั่นแบบทุกวันนี้ การทำธุรกิจเพียงลำพังอาจไม่ทันการณ์จำเป็นที่จะต้องมองหาพันธมิตรหรือคนรู้ใจที่ตอบโจทย์ซึ่งกันและกันนำพาองค์กรให้ไปถึงฝั่งฝัน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในธุรกิจภาพยนตร์ไทยที่นับวันจะได้รับความนิยมจากคอหนังลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ  

“ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม” บริษัทผลิตภาพยนตร์ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2557 จากการร่วมทุนของกลุ่มทรู, เอ็ม พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์, แบ็งคอค ฟิล์มสตูดิโอ และแม็ทชิ่ง สตูดิโอ พลัส โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานภาพยนตร์ไทย และมีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก คือ “ตุ๊กแกรักแป้งมาก” ตามด้วย ซิงเกิ้ล เลดี้ และ ฉลุย แตะขอบฟ้า เป็นต้น

กระทั่งล่าสุด บริษัท ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม ประกาศทรานส์ฟอร์มธุรกิจใหม่ เพื่อให้ธุรกิจสร้างภาพยนตร์ไทยแข่งขันและอยู่รอดได้ ด้วยการเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ หรือบิสซิเนสโมเดลใหม่ จากการลงทุนสร้างภาพยนตร์เอง มาเป็นการจับมือพันธมิตรธุรกิจที่มีความชำนาญเฉพาะด้านเข้ามาร่วมทุนสร้างภาพยนตร์ ซึ่งจะส่งผลให้ภาพยนตร์เรื่องนั้นมีคุณภาพและโอกาสประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากความแข็งแกร่งของพันธมิตรในแต่ละด้าน

สง่า ฉัตรชัยรุ่งเรือง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีการทรานส์ฟอร์มรูปแบบการลงทุนสร้างภาพยนตร์จากการลงทุนรายเดียวเป็นการจับมือพันธมิตรธุรกิจที่มีความชำนาญเฉพาะด้านร่วมทุนสร้างภาพยนตร์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งธุรกิจ อีกทั้งยังมีส่วนทำให้ภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ มีคุณภาพและประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้นจากความชำนาญของแต่ละพันธมิตร

          

สำหรับภาพยนตร์เรื่อง “โปรเม อัจฉริยะ/ต้อง/สร้าง” เป็นภาพยนตร์ที่บริษัทฯ ได้ร่วมทุนกับบริษัทพันธมิตร ได้แก่ บริษัท บีฮีมอธ แคปปิตอล จำกัด ซึ่งเป็น บริษัท มีเดีย เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ บริหารงานโดย คุณวิบูลย์ ลีรัตนขจร จะช่วยในเรื่องของการวางกลยุทธ์การตลาดและสื่อประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์ผ่านทางสื่อต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับ บริษัท นอร์ธสตาร์ สตูดิโอ จำกัด บริษัทสร้าง CGI, ANIMATIONและสร้างภาพยนตร์ ซึ่งเข้ามาช่วยในเรื่อง CG (Computer Graphic) ที่ผ่านมาเคยร่วมทุนสร้างภาพยนตร์เรื่อง “แสงกระสือ” มาก่อนหน้านี้ และมีแผนที่จะร่วมทุนสร้างภาพยนตร์ร่วมกันอีก 5-6 เรื่อง รวมถึงได้ร่วมกับ บริษัท เอ็ม พิคเจอร์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทฯ ที่เชี่ยวชาญเรื่องการจัดจำหน่ายภาพยนตร์ทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งนี้ การลงทุนกับทั้ง 3 บริษัทพันธมิตรนั้น มีแผนการลงทุนแบบระยะยาวเป็นการใช้เงินลงทุนและกำไรหมุนเวียนในการสร้างภาพยนตร์เรื่องต่อ ๆ ไป ในอนาคตบริษัทฯ มีแผนที่จะร่วมทุนกับพันธมิตรจากทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น การสร้างภาพยนตร์โดยไม่มีพันธมิตรจะทำให้สร้างได้ไม่กี่เรื่อง แต่การร่วมทุนจะทำให้สามารถสร้างภาพยนตร์ได้จำนวนเรื่องมากขึ้น คนดูเกิดความต่อเนื่องที่จะได้ดูผลงานของค่ายหนังนั้น ๆ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการสร้างภาพลักษณ์ให้กับค่ายหนัง

          

ภาพยนตร์เรื่อง “โปรเม อัจฉริยะ/ต้อง/สร้าง” สง่า กล่าวว่า เป็นเรื่องของการสร้างแรงบันดาลใจ หากภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถทำให้คนดูหนังแล้ว มีแรงบันดาลใจไปทำอะไรสักอย่างที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นก็ถือว่าหนังประสบความสำเร็จ และจะดีมากยิ่งขึ้นหากภาพยนตร์เรื่องนี้จะประสบความสำเร็จด้านรายได้ด้วย ก็จะยิ่งสร้างความมั่นใจในการลงทุนกับโปรเจคแบบนี้ และส่งผลให้ในวันข้างหน้าจะมีโปรเจคดี ๆ ออกมาให้คนดูได้ดูกันมากขึ้น และจะเป็นการช่วยสร้างแบรนดิ้งให้คนดูรู้ว่า ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม สามารถทำหนังได้หลากหลาย genre และทำหนังดี ๆ เหมาะกับคนดูในยุคปัจจุบัน

           

ด้านวิบูลย์ ลีรัตนขจร กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีฮีมอธ แคปปิตอล จำกัด กล่าวว่า เรามีการพูดคุยกันเรื่องอยากสร้างงานที่ใหญ่กว่าบริษัทเดียวจะทำงานเองได้ ซึ่งเราก็รู้จักกันอยู่แล้วจึงชวนกันมาร่วมกันทำงานในโปรเจค “โปรเม อัจฉริยะ/ต้อง/สร้าง” ที่มีความน่าสนใจ โดยมีความเห็นร่วมกันว่าเราน่าจะนำข้อดีและจุดแข็งของแต่ละบริษัทพันธมิตรมาทำงานร่วมกันก็จะทำให้ได้ชิ้นงานใหญ่มากขึ้นและออกมาประสบความสำเร็จได้มากขึ้น  มิติใหม่ในครั้งนี้ก็จะเป็นการรักษาไว้ให้ภาพยนตร์ไทย สามารถที่จะประสบความสำเร็จได้มากขึ้น และเป็นการรักษาไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมของความเป็น ภาพยนตร์ไทยของเราให้สามารถเติบโตไปในระดับโลกได้ด้วย

 

  แนวโน้มในการลงทุนร่วมกันครั้งต่อไปมีแน่นอน ปลายปีนี้ บีฮีมอธ จะร่วมกับ เอ็ม พิคเจอร์ส ทำภาพยนตร์ร่วมกันหนึ่งเรื่อง คือ เรื่อง “ขุนแผน ฟ้าฟื้น” ซึ่งกำหนดจะฉายในเดือนตุลาคมนี้  ส่วน โปรเจคอื่น ๆ มีโอกาสได้ร่วมกันต่อไป ซึ่งความร่วมมือกันครั้งนี้น่าจะเป็นตัวอย่างให้หลาย ๆ บริษัทได้เห็นว่า จริง ๆ เราสามารถเอาจุดแข็งของบริษัทเรามาร่วมมือกันเพื่อสร้างชิ้นงานดี ๆ ให้ผู้ชมมีความสุขและจะเป็นชิ้นงานที่ประสบความสำเร็จได้ ผมเชื่อว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีในการที่จะให้คนในอุตสาหกรรมนี้จับมือกันและมีความสามัคคีในการทำงานร่วมกันมากขึ้น

 

 สำหรับ โปรเม เป็นคนดังระดับโลก และที่สำคัญเป็นคนไทย ซึ่งมีคนรู้จักในวงกว้างทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้เราอยากรู้ว่าจากครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่ง เขาทุ่มเทอะไรให้กับลูกเขาจนมาเป็นแบบนี้ได้ มันจึงมีความน่าสนใจ และเรื่องนี้ยังเป็นอะไรที่สากลที่เราคิดว่าสามารถที่จะส่งออกได้ หนังประเภทนี้ในต่างประเทศสนใจมาก สามารถนำมาเป็น Content ที่เป็นทั้งเรื่องของคนไทยที่อยู่ในระดับโลก เป็นเรื่องที่สามารถทำให้ทุกคนหันกลับมามองหนังไทย ดังนั้นจึงนำเรื่องนี้ขึ้นมาทำเป็นภาพยนตร์ และเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่ดูหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะที่เป็นกลุ่มเยาวชนเด็กรุ่นใหม่ของไทยได้เดินก้าวต่อไปตามแบบอย่างที่ดีได้

คาดว่าความร่วมมือกันในครั้งนี้จะทำให้ตลาดภาพยนตร์ไทยคึกคัก สร้างรายได้ให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย สามารถเป็นสินค้าส่งออกที่ดี เรากำลังขยายตลาดนอกจากประเทศไทย โดยส่งไปถึงที่ ลาว และกัมพูชาแล้ว เรามีพาร์ทเนอร์กับ AEC แทบทั้งหมด ที่จีนก็มีการพูดคุยกัน และเริ่มเปิดตลาดที่อเมริกาและยุโรปไปแล้ว

          

ส่วนแผนการร่วมทุนของ เอ็ม พิคเจอร์ส ก็มีการลงทุนร่วมกับหลาย ๆ บริษัทที่มีความเหมาะสมในแต่ละภาพยนตร์ อาทิ ภาพยนตร์ “ขุนแผน ฟ้าฟื้น” ก็ร่วมทุนกับ บีฮีมอธ ส่วนในกลุ่มนี้ทั้ง 4 บริษัทพันธมิตรก็ยังมีการร่วมทุนกันต่อไปในอนาคต และยังมีการขยายการลงทุนภาพยนตร์ไทย   ไปยังบริษัทอื่น ๆ ที่น่าสนใจด้วย เช่น ภาพยนตร์เรื่อง “ไบค์แมน 2” และ “มิสเตอร์ดื้อ นักตื๊อเหรียญทอง” ก็ลงทุนร่วมกับ เวิร์คพอยท์

การสร้างภาพยนตร์ไทยไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะประสบความสำเร็จนั้นยาก การมีเพื่อนคู่คิดพาร์ทเนอร์ที่มีความชำนาญในแต่ละด้านมาช่วยกันขับเคลื่อนก็น่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ชม 

มาเอาใจช่วยหนังไทยกัน 

 

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: