Biznews

ส.ผู้ค้าปลีกไทยย้ำ !! “สัมปทานตามหมวดหมู่สินค้า” ไร้ข้อกังขา วอนอย่าลัดขั้นตอน พ.ร.บ.ร่วมทุน

ชัดเจนแล้วว่าบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท. ที่กำหนดให้มีการขายซองทีโออาร์ประมูลพื้นที่เชิงพาณิชย์ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และพื้นที่ร้านค้าปลอดอากร หรือ ดิวตี้ฟรี ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, เชียงใหม่, ภูเก็ต และหาดใหญ่ ในวันที่ 19 มีนาคม- 1 เมษายน 2562 นี้ต้องเลื่อนออกไป

เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2562 นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อํานวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จํากัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดแถลงข่าวว่า ตามที่ปรากฏข่าวตามสื่อต่างๆ ทักท้วงการดําเนินงานของ ทอท.ในการจัดทําข้อกําหนดและรายละเอียดการให้สิทธิประกอบกิจการจําหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยาน เชียงใหม่ และท่าอากาศยานหาดใหญ่ และการบริหารโครงการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ภายในอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ โดยเลือกประมูลแบบสัญญาเดียว ว่ามีลักษณะผูกขาด และอาจจะไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติร่วมทุนที่มีการประกาศใช้ใหม่นั้น

หลักการสัมปทานแบบกลุ่มสินค้าไม่ยากอย่างที่อ้าง !!!!

ประเด็นปัญหาหลักที่ทำไม ทอท. ไม่สามารถให้สัมปทานตามกลุ่มสินค้า หรือ by category ตามที่หลายฝ่ายเรียกร้องภายในสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่ง ทอท. ให้เหตุผลว่า การบริหารจัดการพื้นที่ในสนามบินแตกต่างจากการบริหารจัดการพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า เนื่องจากการต้องมีการพิจารณาเรื่องของการกระจายตัวของผู้โดยสาร ที่มีความไม่แน่นอน ไม่ได้กระจายไปทั่วสนามบิน บางพื้นที่กระจุกตัวอยู่ที่ประตูทางขึ้นเครื่อง ไม่กระจายไปทั่วเหมือนศูนย์การค้าซึ่งถ้าแบ่งเป็นตามกลุ่มสินค้า กลุ่มสินค้าเอ อยู่ปีกซ้าย กลุ่มสินค้าบี อยู่ปีกขวา วันดีคืนดีเอ 380 ไม่ลงปีกขวาแล้ว แต่เปลี่ยนเป็นเครื่องเล็กมาลง เราจะทำอย่างไรจึงมีความสุ่มเสี่ยงที่หากมีการแยกสัญญาแล้วจะทําให้ผู้ประกอบการบางรายมีปัญหาเมื่อปริมาณและการไหลเวียนของผู้โดยสารมีการเปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ ยังจะทําให้ภายในสนามบินเดียวกัน มีความแตกต่างให้เห็น ทั้งในด้านโปรแกรมส่งเสริมการขาย และมาตรฐานการให้บริการ ซึ่งจะสร้างการเปรียบเทียบและความสับสนให้กับ ผู้โดยสาร อีกทั้งยังนํามาซึ่งการผูกขาดในรายสินค้านั้นๆ และไม่ได้เป็นการส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันตามที่กล่าวอ้าง แต่อย่างใด แต่จะแสดงถึงความไม่มีมาตรฐานของสนามบินของประเทศอีกด้วย จึงมองว่า ควรจะมีผู้ประกอบการรายเดียว

ทอท. เข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า สัมปทานตามหมวดหมู่สินค้า(Concession by Category) ต่างจากสัมปทานตามที่ตั้ง (Concession by location) และไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่ทาง AOTเข้าใจ สัมปทานตามหมวดหมู่สินค้ามักจะจัดให้แต่ละหมวดหมู่สำคัญ เช่นเครื่องสำอาง หรือไวน์-สุรา-ยาสูบ อยู่กระจายไป สองถึงสามจุดในสนามบิน ถึงแม้บางทางออกจะมีจำนวนผู้โดยสารต่ำในบางช่วงเวลา ก็ยังจะมีอีกร้านค้าในหมวดหมู่เดียวกันที่ตั้งอยู่ในบริเวณทางออกที่มีจำนวนผู้โดยสารสูงซึ่งจะช่วยถัวเฉลี่ยผลประกอบการกันได้ผลลัพธ์คือในแต่ละปีก จะมีทั้งกลุ่มเครื่องสำอาง กลุ่มไวน-สุรา-ยาสูบ ตามความเหมาะสมมากน้อยขึ้นอยู่กับพื้นที่และการไหลเวียนของผู้โดยสาร คงไม่ได้หมายความว่า กลุ่มสินค้าหนึ่งๆต้องอยู่ปีกใดปีกหนึ่งอย่างที่ ทอท.อธิบาย ส่วนหมวดหมู่แฟชั่น Luxury นั้น มักมีเพียง แบรนด์ละร้านเดียวและอยู่บริเวณตรงกลางเพียงแค่ ทอท.วางแผนการจัดสรรพื้นที่ตั้งร้านค้าตามหมวดหมู่สินค้าให้สมดุลกับลักษณะทางกายภาพของอาคารผู้โดยสารและเส้นทางการเดินของผู้โดยสารเท่าที่เป็นมาในอดีต (Passenger Flow) ซึ่งง่ายมากในกรณีท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพราะมีการจัดหมวดหมู่ในปัจจุบันอยู่แล้ว เพียงแต่สัมปทานให้รายเดียวทำทั้งหมด

ดังนั้น การอธิบายของ ทอท. ในเรื่องการบริหารกลุ่มสินค้า จึงอาจไม่ถูกต้อง

สัมปทานตามหมวดหมู่สินค้า(Concession by Category) นี้ เป็นโมเดลที่ใช้แพร่หลายในสนามบินชั้นแนวหน้าในเอเชียอาทิเช่น แผนผังการกำหนดสัมปทานตามกลุ่มสินค้า ใน สนามบิบชางฮี  สนามบินอินชอน และสนามบินฮ่องกง

จะเห็นว่า เมื่อเดินผ่านส่วนของการตรวจคนออกเมือง Immigration นักท่องเที่ยวก็จะพบกับร้านค้า แฟชั่นแบรนด์ (สีฟ้า) ส่วนหมวด Cosmetics &Perfume อยู่ด้านซ้าย และ Wine & Liquor อยู่ด้านขวา จากนั้น ทางปีกซ้าย และปีกขวา ซึ่งเป็น gate ก็จะมีหมวดทั้งCosmetics &Perfume และ Wine & Liquor ขนาดย่อส่วนลงมาทั้งสองข้าง

สัมปทานประเภทที่ 1-3 เป็นสินค้าประเภทที่ได้รับความนิยมสูง ได้แก่ 1) น้ำหอมและเครื่องสำอาง2) สุรา บุหรี่ อาหารแห้ง3) แฟชั่น และของใช้เบ็ดเตล็ด สนามบินอินชอน จัดวางสัมปทาน 3 กลุ่มนี้ในตำแหน่งที่มีผู้คนสัญจรมาก (หลังผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองทันที) และครอบคลุมทั้งสองด้านของอาคารฯ (ปีกซ้าย-ขวา)

สนามบินฮ่องกง ก็มีการกำหนดสัมปทานตามหมวดหมู่สินค้าไม่ต่างจากอีกสองสนามบินข้างต้น มีการกระจายหมวดสินค้าที่นักท่องเที่ยวไปทั้งสองปีกอย่างสมดุล

สัญญา 10 ปี เป็นรูปแบบที่ผู้ประกอบการถึงจุดคุ้มทุน จริงหรือ ????

ทอท. ชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องสัญญาว่า  สัญญา 10 ปี เป็นรูปแบบที่ผู้ประกอบการถึงจุดคุ้มทุน โดยการพิจารณาจะดูว่า ใครเสนอได้จะดูจากผลตอบแทนสูงสุด ซึ่งจะต้องสูงกว่าสัญญาเงื่อนไขเดิม โดยสัมปทานรอบนี้ค่าตอบแทนขั้นต่ำจะสูงกว่าสัญญาเดิมที่ทำกับ ผู้ประกอบการเดิมที่ 15%-20%

การบริหารศูนย์การค้าหนึ่งๆ อัตราในการคืนทุน ส่วนใหญ่อยู่ราว 5-7 ปี ทั้งๆที่ศูนย์การค้าต้องลงทุนซื้อหรือเช่าที่ดิน สร้างอาคาร ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ตกแต่งอาคารให้ทันสมัย และต้องทำการการตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อเรียกลูกค้าเข้าศูนย์  แต่ในกรณีของสนามบิน ผู้รับสัมปทาน ไม่ต้องลงทุนก่อสร้างอาคาร เพราะการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยได้เตรียมอาคารไว้ให้แล้ว การตกแต่ง ส่วนใหญ่ซัพพลายเออร์ก็ช่วยลงทุนส่วนหนึ่ง ลูกค้าก็ไม่ต้องไปหาที่ไหน เพราะสนามบินเป็นคนเรียกลูกค้าให้ จัดเส้นทางสัญจรให้ผ่านอย่างชัดเจน ในทฤษฎีการตลาด เราเรียกลูกค้าลักษณะนี้ว่า Captive Market ตลาดที่มีลูกค้าตายตัวแน่นอน แล้วอย่างนี้ ผู้ได้รับสัมปทานต้องใช้เวลาถึง 10 ปีถึงจุดคุ้มทุน จริงหรือ ????

สัมปทานพื้นที่ในสนามบินของสุวรรณภูมิทุกวันนี้ มีผลการดำเนินงานที่ต่ำกว่าเกณฑ์ อย่างเช่น การเสนอขายสินค้าปลอดภาษีอากรมีกลุ่มสินค้าและตัวเลือกร้านค้า / แบรนด์ ที่ไม่หลากหลาย ซึ่งเกิดขึ้นจากการขาดการแข่งขัน เมื่อเปรียบเทียบแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดกับประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านการค้าปลีก ได้แก่ เกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง และสิงคโปร์ พบว่าประเทศเหล่านั้นมีผู้ประกอบการร้านค้าปลอดภาษีอากรจำนวน 10, 10, 7 และ 5 รายตามลำดับ สนามบินแต่ละแห่งใช้ระบบ “สัมปทานตามหมวดหมู่” ตรงกันข้ามกับ “สัมปทานรายเดียว” ระยะเวลาในการรับสัมปทาน ยังมีระยะเวลาสั้นกว่า โดยมีระยะเวลาเพียง 5-7 ปี ในขณะที่ประเทศไทยมีอายุสัมปทานถึง 10-14 ปี โดยค่าธรรมเนียมสัมปทานเฉลี่ยอยู่ที่มากกว่า 30%-40% ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ 15%-20% เท่านั้น

มาตรฐานสากลของการดำเนินการให้สัมปทานพื้นที่ในสนามบินระดับชาติ อยู่ระหว่าง 5-7 ปี และต้องชำระค่าธรรมเนียมสัมปทานมากกว่าที่ ทอท. กำหนดไว้ที่ 15% ด้วยเหตุใด ทอท. จึงดูแคลนศักยภาพผู้ประกอบการดิวตี้ฟรีที่จะมาประมูลสัมปทานกับ ทอท. ต่ำ ต้องใช้ระยะเวลาจุดคุ้มทุนถึง 10 ปี

ทอท. คงต้องให้เหตุผลแก่สาธารณชนอย่างเป็นเหตุเป็นผลที่ถูกต้อง ว่า ทำไมถึงต้องผูกขาด… และต้องผูกขาดนานถึง 10 ปี

 

พื้นที่ดิวตี้ฟรี พื้นที่เชิงพาณิชย์ ไม่ใช่กิจการเกี่ยวเนื่องที่จําเป็น จริงหรือ ?

ทันทีที่พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2562  มีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 มีนาคม 2562 “ทอท.” ก็ได้ลงนามในประกาศ 2 ฉบับทันที  เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของ ทอท. โดยฉบับแรกประกาศเชิญชวนผู้ประกอบการมืออาชีพเข้ามาประมูลสิทธิในการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติรวม 4 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ภูเก็ต, เชียงใหม่ และหาดใหญ่ และฉบับที่ 2 ประกาศเชิญชวนผู้ประกอบการมาประมูลสิทธิบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้ง 2 งาน

ทำไม ทอท. ถึงต้องเร่งรีบออกประกาศเชิญชวนผู้ประกอบการเข้ามาประมูลสิทธิในการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) ในวันรุ่งขึ้น ทันทีที่พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

อ้างถึงพ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2562  ตามมาครา 7 ระบุไว้ว่า

“ หน่วยงานเจ้าของโครงการที่จะจัดทำโครงการร่วมทุนในกิจการเกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะดังต่อไปนี้ ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้

(๓)   ท่าอากาศยาน การขนส่งทางอากาศ

……………

กิจกรรมตามวรรคหนึ่ง ให้รวมถึงกิจการเกี่ยวเนื่องที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการดำเนินการดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี”

            ดังนั้น ประเด็นที่ต้องพิจารณากันว่า พื้นที่ดิวตี้ฟรี และ พื้นที่เชิงพาณิชย์ เป็นกิจการเกี่ยวเนื่องที่จําเป็น หรือไม่

มุมมองข้อกฎหมาย

อ้างถึง พระราชกฤษฎีกา กำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ ของบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๓ ในพระราชกฤษฎีกานี้ ระบุไว้ว่า

“ท่าอากาศยาน” หมายความว่า สนามบินอนุญาตหรือที่ขึ้นลงชั่วคราวของอากาศยานที่อยู่ในอำนาจดำเนินการของบริษัท

“กิจการท่าอากาศยาน” หมายความว่า กิจการจัดตั้งสนามบินหรือที่ขึ้นลงชั่วคราวของอากาศยาน การจัดตั้งเครื่องอำนวยความสะดวกในการเดินอากาศ การให้บริการในลานจอดอากาศยาน การให้บริการช่างอากาศ และการให้บริการต่างๆเกี่ยวกับอากาศยานผู้ประจำหน้าที่ สินค้า พัสดุภัณฑ์ ผู้โดยสาร และลูกจ้างของผู้ประกอบธุรกิจในการเดินอากาศ รวมตลอดถึงการให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกอันเกี่ยวกับหรือต่อเนื่องกับกิจการดังกล่าว

ดังนั้น พื้นที่ดิวตี้ฟรี พื้นที่เชิงพาณิชย์ เป็นกิจการท่าอากาศยาน ตามพระพระราชกฤษฎีกานี้ อย่างชัดเจน

            อีกทั้ง คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด วันที่ ๓๐ เดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ระหว่างห้างหุ้นส่วน……. กับ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เป็นคดีฟ้องร้องเกี่ยวกับการเข้าประกอบกิจการให้บริการเช่าลานจอดรถยนต์ ซึ่งบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เป็นคู่กรณี ศาลปกครองสูงสุดมีความเห็นว่า การให้บริการเช่าลานจอดรถยนต์ จัดเป็นกิจการที่บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ต้องจัดทำเพื่อบริการสาธารณะและเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนที่มาใช้บริการ ……

ดังนั้น บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) จึงไม่ได้หมายเพียง “ท่าอากาศยาน” โดยลำพังโดดๆ แต่ยังหมายถึง “กิจการท่าอากาศยาน” ตามที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาดังกล่าว

 

ดังนั้น การมีร้านค้าปลีก ร้านค้าปลอดอากร หรือการให้บริการต่างๆที่ตั้งอยู่ในบริเวณท่าอากาศยานเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสาร ย่อมถือเป็นกิจการเกี่ยวเนื่องที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการดำเนินกิจการท่าอากาศยาน ตามมาตรา 7พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562

(ซึ่งหาก ทอท. มีพื้นที่ที่ไม่ได้ตั้งอยู่ในบริเวณท่าอากาศยาน แล้วจะให้ประกอบกิจการร้านค้าปลีก ร้านค้าปลอดอากร ย่อมไม่ถือเป็นกิจการเกี่ยวเนื่องที่จำเป็นเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของการดำเนินกิจการการท่าอากาศยาน)

มุมมองความสำคัญในการดำเนินธุรกิจ

ตรรกะที่ว่า โครงสร้างพื้นฐานของสนามบิน หมายถึง เฉพาะแค่สนามบิน รันเวย์และลานจอด ที่ต้องเข้าเกณฑ์ พรบ. ร่วมทุนภาครัฐและเอกชน พื้นที่ดิวตี้ฟรี พื้นที่เชิงพาณิชย์ และน่าจะหมายรวมถึงอาคารจอดรถผู้โดยสาร ไม่ใช่กิจการต่อเนื่องที่จำเป็น  ไม่มี พื้นที่ดิวตี้ฟรี พื้นที่เชิงพาณิชย์ และอาคารจอดรถผู้โดยสาร เครื่องบินก็สามารถขึ้นลงได้  คงต้องจัดว่า เป็นตรรกะวิบัติแห่งชาติ (ตรรกะวิบัติ หมายถึง ความพยายามยกเหตุผลมาโต้แย้ง ซึ่งอาจมีความน่าเชื่อถือ แต่ความจริงแล้วผิดหลักเหตุผล และหากทำตามนั้นก็อาจจะเกิดผลเสียหายได้)

  1. จากศึกษาสนามบินนานาชาติทั่วโลก แทบทุกสนามบินต่างก็มีพื้นที่ดิวตี้ฟรีและเชิงพาณิชย์ทั้งสิ้น แม้แต่สนามบินขนาดเล็ก มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพียงหลักพันหรือหลักหมื่นหลักแสนต่อปี ก็ยังต้องมีพื้นที่ดิวตี้ฟรีและเชิงพาณิชย์

การมีแค่รันเวย์สำหรับเครื่องบินขึ้นลงและหลุมจอดสำหรับเครื่องบินเพื่อให้เครื่องบินได้บินขึ้น/ลงได้  และการมีอาคารผู้โดยสารให้นักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เกือบ 60-70  ล้านคนต่อปี ให้เดินสวนกันไปมาได้ โดยไม่ต้องมีพื้นที่เชิงพาณิชย์และพื้นที่ดิวตี้ฟรี ให้นักท่องเที่ยวได้กิน ได้จับจ่าย เป็นไปได้ไหม ?   และถ้า สนามบินนั้นไม่มีพื้นที่ดังกล่าว จะกล่าวได้ว่า ทอท. ได้บรรลุวัตถุประสงค์ของการดำเนินการให้เป็นท่าอากาศยานนานาชาติได้แล้วหรือไม่

  1. สัดส่วนรายได้ที่ได้รับจากกิจการที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน (Non-Aeronautical revenue)จากรายงานประจำปีของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย แจ้งว่า รายได้ที่เกี่ยวกับกิจการการบิน 33,986 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 56% ของรายได้ทั้งหมด ส่วนรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน  ซึ่งเป็นรายได้จากการให้บริการและเป็นรายได้จากการแบ่งผลประโยชน์ เป็น 26,551ล้านบาท  คิดเป็นสัดส่วน 44%  ของรายได้ทั้งหมด   ซึ่งสัดส่วนขนาดนี้  ทอท. จะสรุปว่า พื้นที่ดิวตี้ฟรี พื้นที่เชิงพาณิชย์ และพื้นที่บริการอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการการบิน ไม่ใช่กิจการต่อเนื่องที่จำเป็น  ได้จริงหรือ

จะเห็นได้ว่า สัดส่วนรายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบิน ของ ทอท. เพียงร้อยละ 44 ต่ำสุดในบรรดาสนามบินนานาชาติในเอเชีย หาก ทอท. มีการจัดการที่ดี โอกาสที่จะเพิ่มรายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบินให้สูงขึ้น ก็ไม่ยากนัก

  1. ICAO (International Civil Aviation Organization)ระบุไว้อย่างชัดเจนว่ารายได้ที่ไม่เกี่ยวกับการบินเป็นปัจจัยหลักของการบริหารการเงินของสนามบินและจะทำให้สนามบินอยู่รอด โดยพาะในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำและจำนวนผู้โดยสารลดลง และรายได้ส่วนนี้ยังมักจะถูกนำไปลงทุนเพื่อขยายสนามบินและโครงสร้างที่เกี่ยวข้องอีกด้วย
  2. สัดส่วนรายได้ที่ได้รับจากร้านค้าปลอดอากรบริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัก) เป็นผู้ดำเนินกิจการร้านค้าปลอดอากรที่ใหญ่ที่สุดในเขตท่าอากาศยานที่ทำรายได้ให้แก่ ทอท. คิดเป็นอัตราร้อยละ 20.6 ในรอบบัญชีปี 2544 อัตราร้อยละ 29.3 ในรอบบัญชีปี 2545 และ อัตราร้อยละ 34.9 ในรอบบัญชีปี 2546 ซึ่งมีความสำคัญต่อรายได้มีสัดส่วนถึงกว่าหนึ่งในสามของรายได้ทั้งหมด
  3. สัดส่วนพื้นที่ให้เช่าต่อพื้นที่อาคารผู้โดยสาร สนามบินสุวรรณภูมิในปัจจุบันมีอาคารผู้โดยสารเพียงหลังเดียว มีความสูง 9 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 563,000 ตารางเมตร มีพื้นที่ให้เช่ากว่า 55,045 ตารางเมตร เป็นสัดส่วนต่อพื้นที่อาคารผู้โดยสาร ประมาณ 1 : 5 จะเห็นได้ว่าสัดส่วนพื้นที่ให้เช่ามีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับพื้นที่อาคารผู้โดยสาร การให้เช่าพื้นที่ในท่าอากาศยานจึงย่อมเป็นกิจการเกี่ยวเนื่องที่จำเป็น

เมื่อพิจารณาจากความสำคัญของพื้นที่ปลอดอากรและพื้นที่เชิงพาณิชย์ พิจารณาจากรายได้ และขนาดความสำคัญของพื้นที่ จะเห็นได้ว่า เป็นสัดส่วนที่สูงและมีความสำคัญยิ่ง ดังนั้น ทอท. จึงยากที่จะปฏิเสธได้ว่า พื้นที่ปลอดอากร และพื้นที่เชิงพาณิชย์ ในท่าอากาศยานเป็นกิจการเกี่ยวเนื่องที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการดำเนินกิจการการท่าอากาศยาน ตามมาตรา 7 ของ พรบ. การร่วมทุนระหว่างภารรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562

ควบรวมสี่สนามบินมารวมกัน เป็นสัญญาเดียว…  ดี จริง หรือ !!!!

ทอท. ชี้แจงว่า การให้ให้สิทธิประกอบกิจการทั้ง 4 ท่าอากาศยาน ซึ่งประกอบด้วยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานหาดใหญ่ รวมอยู่ในสัญญาเดียว เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ท่าอากาศยานที่มียอดขายน้อย เช่น ท่าอากาศยานเชียงใหม่ และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ประสบปัญหาการขาดทุน จึงต้องมีการถัวกําไรจากท่าอากาศยานใหญ่ คือ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นอกจากนั้น แสดงให้เห็นว่าความแข็งแรงและศักยภาพของผู้ประกอบการจึงเป็นสิ่งที่จําเป็น ซึ่งจากผลการศึกษาของที่ปรึกษาชี้ชัดว่า การรวมสัญญาของโครงการจําหน่ายสินค้าปลอดอากรทั้ง 4 ท่าอากาศยาน จะทําให้ผู้ชนะการประมูลมีอํานาจต่อรองกับผู้จําหน่าย (Supplier) ของสินค้า (Brand name) ชั้นนําได้มาก ซึ่งธุรกิจร้านค้าปลอดอากรเป็นธุรกิจที่ต้องแข่งขันกับ ผู้ประกอบการอื่นในระดับโลก การจะทําให้ท่าอากาศยานภูมิภาคมีสินค้า Brand Name ให้บริการผู้โดยสารเหมือนที่ ให้บริการในท่าอากาศยานใหญ่ ทอท.จําเป็นต้องคัดเลือกให้ได้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพมากที่สุดเพื่อให้สามารถแข่งขันในระดับโลกได้ หากท่าอากาศยานของไทยไม่สามารถแข่งขันได้ จะส่งผลเสียต่อประเทศชาติโดยรวมต่อไป

มีความจำเป็นอะไรที่จะนำสัมปทานทั้งสี่แห่งมารวมกัน สนามบินภูมิภาคทั้ง 3 แห่ง  อย่าง สนามบินภูเก็ต สนามบินหาดใหญ่ และสนามบินเชียงใหม่ที่ มีพื้นที่ดิวตี้ฟรีที่ มีขนาดเล็ก มาผูกรวมกับสนามบินสุวรรณภูมิที่มีขนาดใหญ่กว่า10-15 เท่า มารวมเป็นสัมปทานเดียวแล้วเปิดประมูลเป็น Master Concession รายใหญ่เหมารวบรายเดียว   ทั้งนี้สนามบินแต่ละแห่งมีลักษณะต่างกัน การกำหนดหลักเกณฑ์ก็ควรแยกจากกัน  สนามบินภูมิภาคทั้ง 3 แห่งดังกล่าว มีพื้นที่ขนาดเล็ก เพียง 1,000-1,200 ตร.ม. เท่านั้น ทางสมาคมฯเห็นด้วย หากทางฝ่ายบริหาร ทอท.จะนำสนามบินภูมิภาค 3 แห่ง คือ สนามบินเชียงใหม่ สนามบินหาดใหญ่ และสนามบินภูเก็ต รวมกันเป็นสัมปทานเดียวแล้วนำออกมาประมูลซึ่งอาจจะ กำหนดหลักเกณฑ์ผู้ประกอบการร้านค้าปลอดอากรเป็นสัมปทานแบบรายเดียว  (Master Concession) ก็สามารถดำเนินการได้ เพราะมีขนาดเล็กหรือจะแยกสนามบินภูเก็ตออก เพราะใหญ่พอสมควร แต่รวมสนามบินเชียงใหม่ และ สนามบินหาดใหญ่เข้าด้วยกันก็เป็นไปได้ หรือจะแยกแต่ละสนามบินออกเป็นแต่ละสัมปทานก็ย่อมได้ ผู้ประกอบการจะพิจารณาได้เองว่าจะประมูลหรือไม่ ด้วยราคาเท่าใด ส่วนแบรนด์เนมจะตัดสินใจมาลงสินค้าหรือไม่ ก็อยู่ที่ feasibility ของแต่ละร้านอยู่แล้ว

อย่างกรณี สนามบินอู่ตะเภา ที่มีพื้นที่ ดิวตี้ฟรีเพียง 630 ตารางเมตร เมื่อเปิดประมูลแบบ Master Concession ก็มีผู้ประกอบการร้านค้าดิวตี้ฟรี ร่วมประมูลถึง 4 ราย ทั้งๆที่ ขนาดก็เล็กกว่า จำนวนนักท่องเที่ยวก็น้อยกว่า ก็ยังมีผู้ประกอบการสนใจมากมาย   แล้วสนามบินภูมิภาคทั้ง 3 แห่ง คือ สนามบินเชียงใหม่ สนามบินหาดใหญ่ และสนามบินภูเก็ต ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า นักท่องเที่ยวมากกว่า จะไม่มีผู้ประกอบการใดสนใจเชียวหรือ ?

ทำไม ทอท. ต้องไปคิดแทนผู้ประกอบการว่าเขาจะดำเนินธุรกิจไม่ได้  คนที่ต้องการประมูลเขาต้องมีการศึกษาและข้อมูลเป็นอย่างดีว่า สนามบินไหน มีพื้นที่อย่างไร มีนักท่องเที่ยวมากน้อยอย่างไร เพียงพอหรือไม่ที่จะตัดสินใจเข้า ประมูล   ทำไม ทอท. ต้องกังวลแทนผู้ประกอบการว่าจะดำเนินการไม่ได้

ข้ออ้างที่ว่า สนามบินขนาดเล็กทั้ง 3 แห่ง อาจจะดำเนินการไม่ได้เพราะมียอดขายน้อยมาก โดยหาเหตุผลอ้างว่าทั้ง 3 สนามบินขนาดเล็ก สะท้อนถึงสัมปทานที่ ทอท. ให้ผู้ประกอบการมีลักษณะการผูกขาดไม่เกิดการแข่งขัน ทำให้ศักยภาพของการบริหารจัดการมีประสิทธิภาพที่ต่ำ  ทอท. ควรตั้งคำถามกับหน่วยงานตัวเองมากกว่าว่า ทำไมสนามบิน ภูมิภาคทั้ง 3 แห่ง คือ สนามบินเชียงใหม่ สนามบินหาดใหญ่ และสนามบินภูเก็ต ผู้ประกอบการดิวตี้ฟรีที่ผ่านมาถึงขาดทุน การดำเนินการมีการเอาใจใส่มากเพียงพอไหม มีประสิทธิภาพเป็นอย่างไร  การแจ้งว่ามียอดขายน้อย และอาจไม่มีใครสนใจ ก็ไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักรับฟังได้

 การเปิดเสรีเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากร (Duty Free Pick-up Counter) เป็นการยุติการผูกขาด ใช่หรือ ?

การเปิดเสรีเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากร (Pick-up Counter) ไม่ใช่เป็นการยุติการผูกขาด ธุรกิจร้านค้าปลอดอากรแต่อย่างใดทั้งนี้ สิทธิในการประกอบกิจการจําหน่ายสินค้าปลอดอากรในสนามบิน (Airport Duty Free)  กับ สิทธิในการประกอบกิจการจําหน่ายสินค้าปลอดอากรในเมือง (Downtown duty Free )  มันเป็นคนละประเด็น คนละตลาด ร้านค้าปลอดอากรในเมือง เป็นการพัฒนาต่อจาก ร้านค้าปลอดอากรในสนามบิน การมีเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากร (Pick-up Counter) ก็ไม่ได้เป็นการยุติการผูกขาดธุรกิจร้านค้าปลอดอากรแต่อย่างใดเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากร เป็นเพียงอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่มาจับจ่ายจับจ่ายสินค้าปลอดอากรในเมืองที่จะมารับสินค้าที่สนามบิน

การที่ ทอท. แจ้งว่า การเปิดเสรี Pick-up Counter ที่ท่าอากาศยานภูเก็ตทําให้มีผู้ยื่นความจํานงประกอบกิจการร้านค้าปลอดอากรในเมืองนับสิบราย ซึ่ง Pick-up Counter ที่ท่าอากาศยานภูเก็ต ที่ประมูลเมื่อปีที่ผ่านมาก็ไม่ได้เป็นการเปิดเสรีอย่างที่กล่าวอ้าง นิยาม Pick-up Counter เสรี ต้องหมายถึงผู้ที่ประมูลต้องเป็นผู้ประกอบการที่ไม่ได้ประกอบกิจการ ดิวตี้ฟรี… แต่ Pick-up Counter ที่ท่าอากาศยานภูเก็ต ผู้ที่ประมูลได้เป็นผู้ที่ได้สิทธิดำเนินกิจการดิวตี้ฟรีในสนามบินภูเก็ต และที่อ้างว่า หลังจากมี Pick-up Counterมีผู้ยื่นความจํานงประกอบกิจการร้านค้าปลอดอากรในเมืองนับสิบราย ก็ไม่เป็นความจริง จากข้อมูลรายนามผู้ได้สิทธิดำเนินกิจการร้านค้าดิวตี้ฟรี ปี 2561 มีจำนวนทั้งประเทศเพียง 10 ราย และ ที่ดำเนินกิจกรรมร้านค้าดิวตี้ฟรีในภูเก็ตก็มีเพียง 2 ราย ไม่ได้มีนับสิบรายตามที่อ้าง โดยข้อเท็จจริง การเปิดเสรีเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากร (Duty Free Pick-up Counter) ณ ท่าอากาศยานภูเก็ต  กลับทำให้ร้านค้าปลอดอากรในเมือง (Downtown Duty Free)ประสบปัญหาการขาดทุนจากการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรมที่ ทอท.กำหนดไว้

โดยสากลทั่วไป เมื่อมีการให้สัมปทานในพื้นที่สนามบินเป็นอย่างเสรี เป็นธรรมและโปร่งใส มีผู้ประกอบการหลายรายได้สิทธิในการดำเนินร้านค้าดิวตี้ฟรีในสนามบิน ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการ ร้านค้าดิวตี้ฟรีในเมือง จะขยายธุรกิจต่อเป็นเฟสสองเมื่อได้ดำเนินร้านค้าดิวตี้ฟรีในสนามบินแล้ว

การกล่าวอ้างว่า การเปิดเสรีเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากร (Duty Free Pick-up Counter) จึงไม่ใช่เป็นการยุติการผูกขาดจึง เป็นการบิดเบือนประเด็นหลักของการผูกขาด  ที่ผ่านมา เราพูดถึง การผูกขาด การให้สิทธิประกอบกิจการจําหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยาน เชียงใหม่ และท่าอากาศยานหาดใหญ่ เป็นหลัก

ดังนั้น การกล่าวอ้างว่า การเปิดเสรี Pick-up Counter ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันในธุรกิจร้านค้าปลอดอากรที่สําคัญ ของประเทศไทย จึงเป็นการสรุปที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และพยายามเบี่ยงเบนการผูกขาดธุรกิจดิวตี้ฟรีในสนามบิน ที่เป็นข่าวอยู่

ข้อเสนอแนะต่อร่าง TOR สัมปทานพื้นที่ดิวตี้ฟรีและพื้นที่เชิงพาณิชย์

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: