Biznews

ส่อง 4 โอกาสขาขึ้น…สินค้าแม่และเด็กไทยในตลาดจีน

จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการพัฒนารูปแบบการค้าปลีกจากแบบเดิมไปสู่รูปแบบใหม่อย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะในยุคโควิด-19 (COVID-19) เช่นนี้  ตลาดสินค้าแม่และเด็กเป็นหนึ่งในตลาดที่บูมขึ้นมาอย่างมากสินค้ากลุ่มนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความต้องการของทั้งคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ เด็กที่กำลังจะเติบโต รวมทั้งครอบครัวที่มีเด็กอยู่แล้ว ความต้องการสินค้าและบริการสำหรับบุคคลในครอบครัวมีความสัมพันธ์กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ แสดงให้เห็นถึงโอกาสต่างๆ ที่ผู้ประกอบการไทย จะนำไปเพื่อพิจารณาในการเจาะตลาดกลุ่มดังกล่าว

New Retail จะต่อชีวิตธุรกิจ

ทุกวันนี้ธุรกิจค้าปลีกสินค้าแม่และเด็ก ได้นำแนวคิด New Retail หรือการค้าปลีกรูปแบบใหม่ที่นำอีคอมเมิร์ซมาใช้ควบคู่กับการพัฒนาร้านค้าปลีกแบบออฟไลน์เพื่อพัฒนารูปแบบการให้บริการ โดยร้านค้าออฟไลน์มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มเติมประสบการณ์การทดลองสินค้า การเพิ่มพื้นที่ร้านค้า การเพิ่มพื้นที่ชั้นวางสินค้า การเพิ่มความหลากหลายของสินค้า ตลอดจนการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้เข้าถึงระบบออนไลน์ให้มากขึ้น ส่วนร้านค้าออนไลน์มุ่งเน้นไปที่การให้บริการที่มีความสะดวกรวดเร็วของการสั่งซื้อ การจัดส่ง ตลอดจนบริการรับคืนสินค้าต่างๆ เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม และสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่อยู่ห่างไกลจากร้านค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้นำเข้ารายใหญ่ๆ ต่างพัฒนาธุรกิจให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ใหม่ของผู้คน พร้อมที่จะตอบสนองความต้องการได้ทันท่วงที พร้อมทั้งมีการนำ Big Data เข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น

การยกระดับของผู้บริโภคชนบท

ข้อมูลสำรวจจากบริษัท iiMedia Research แสดงให้เห็นว่าครึ่งปีแรกของปี 2562 จีนมีประชากรชาวชนบทที่ใช้อินเตอร์เน็ตมากถึง 225 ล้านคน และมีอัตราการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตร้อยละ 39.8 แสดงให้เห็นถึงความนิยมอินเตอร์เน็ตของชาวชนบทจีน ทำให้ความสามารถในการบริโภคของเมืองในชนบทมีการขยายตัว

 

The newborn baby sleeping in the hands of the mother and the nose collided.

มีลูกอีกคน..แต่ไม่จนไป 7 ปี

จากการคาดการณ์ของศาสตราจารย์ Liang Jianzhang ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งชี้ว่า นโยบายลูกคนที่สองจะทำให้อัตราการเกิดของประชากรจีนเพิ่มขึ้นปีละ 2.5 ล้านคน ซึ่งจะทำให้อัตราการบริโภคภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้นประมาณปีละ 7.5 หมื่นล้านหยวน หรือราว 1.18 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยในหนึ่งปีเด็กเกิดใหม่หนึ่งคนจะใช้จ่ายเป็นเงินราว 30,000 หยวน ซึ่งจากนโยบายนี้ทำให้จีนเข้าสู่ยุค    เบบี้บูมในทศวรรษหน้า ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการเติบโตของตลาดสินค้าแม่และเด็ก การศึกษา และอาหารเด็กในจีน เช่นกัน

ซึ่งการยกระดับการบริโภคของผู้บริโภคชาวชนบทอาจกลายเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันการพัฒนา การค้าปลีกรูปแบบใหม่ให้เติบโตได้มากขึ้นในอนาคต

 

อี-คอมเมิร์ซแบบข้ามพรมแดน

สินค้าแม่และเด็ก ถือเป็นหนึ่งใน “กลุ่มสินค้าซูเปอร์สตาร์ในปี 2563” โดยการสำรวจของแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซข้ามพรมแดน (Cross-border E-commerce) รายใหญ่อย่าง Tmall Global ซึ่งเป็นการพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ อาทิ การเติบโตของยอดขายในปีที่ผ่านมา และการเติบโตของยอดขายในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด- 19 เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์กระชับสัดส่วนหลังคลอด ผลิตภัณฑ์ลดรอยผิวแตกลาย นมแพะผง น้ำมันนวดสำหรับเด็ก ลิปสติกสำหรับหญิงตั้งครรภ์  รถเข็นเด็กแฝด และกระเป๋าเด็กเล็ก

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังให้การสนับสนุน ประกาศจัดตั้งเขตนำร่องพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนแบบครบวงจร 46 แห่ง เพื่อกระตุ้นการค้าระหว่างประเทศ จึงเป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการไทยในการศึกษาข้อมูลแนวโน้มตลาด และพฤติกรรมผู้บริโภคจีนในการซื้อสินค้าผ่าน Cross-border E-commerce

 

Closeup shot of a pregnant woman using a laptop and credit card at home

กลุ่มสินค้าแม่และเด็กถือเป็นกลุ่มสินค้าที่อยู่ยงคงกระพันในแง่ของการเติบโต เพราะในหลายประเทศให้ความสำคัญกับการมีบุตร ผลิตภัณฑ์ต่างๆ จึงถูกคิดค้นออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการตั้งแต่คุณแม่ไปจนถึงลูกน้อยในแต่ละช่วงวัย หากผู้ประกอบการไทยได้ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคชาวจีนในเชิงลึกมากขึ้น ก็จะมีโอกาสครองใจคุณแม่นักช้อป

ซึ่ง DITP ได้จัดโครงการพัฒนาผู้ประกอบการสินค้าสำหรับแม่และเด็ก (Mom & Kids Project) ช่วยติดอาวุธทางความคิด เติมเต็มทักษะและพัฒนาวิธีคิดใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะการปรับเกมธุรกิจให้สอดคล้องกับตลาดสินค้าแม่และเด็กที่กำลังเปลี่ยนแปลงจากสถานการณ์โลกปัจจุบัน อย่าง New Normal ที่เกิดขึ้น และทัศนคติการบริโภคที่มุ่งหน้าสู่ความยั่งยืนในทุกมุมโลก

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: