Columnist

ส่องตลาดจีน ใหญ่ แต่ไม่หมู (ตอนจบ)


จีน … ตลาดใหญ่ที่ไม่หมู

โดย ดร. ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการหอการค้าไทยในจีน

อย่างไรก็ดี การประกอบธุรกิจในจีนอาจเผชิญปัญหาอุปสรรคที่คาดไม่ถึง กลโกงทางการค้ามีอยู่หลากหลายรูปแบบและวิธีการ แถมยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาไปก็ยิ่งทำให้การฉ้อโกงมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น เช่น การมีแฮ็กเกอร์เข้ามาแทรกระหว่างกลางและหลอกผู้นำเข้า-ผู้ส่งออก ขณะที่การโอนเงินที่รวดเร็วขึ้นก็ทำให้การติดต่อแก้ไขปัญหายากมากขึ้น

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังต้องระมัดระวังการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา จีนนับเป็นพี่ใหญ่ในวงการลอกเลียนแบบสินค้าที่โดนกันทั่วหน้าในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นในรูปของลิขสิทธิ์ และสิทธิบัตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องหมายการค้า ซึ่งมีสัดส่วนคิดเป็นราวร้อยละ 90 ของปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาโดยรวมของจีน การละเมิดเป็นแบบไม่เลือกหน้าอินทร์หน้าพรหม และยังปลอมออกมาในหลายระดับคุณภาพอีกด้วย อีกทั้งรัฐบาลจีนก็อาจ “หลี่ตาข้างหนึ่ง” ในเรื่องนี้เพราะอาจมองว่ากิจการของจีนได้ประโยชน์จากการนี้

สินค้าเกษตรบางประเภทของไทย เช่น ข้าวหอมมะลิก็ประสบปัญหาการปลอมปนและลอกเลียนแบบ ขณะที่ผลไม้ก็เผชิญกับปัญหาด้านภาพลักษณ์ คุณภาพ และความเป็นที่รู้จัก ผมอยากเห็นผู้บริโภคจีนซื้อสินค้าไทยเพราะภาพลักษณ์และคุณภาพที่ดีมากกว่าราคาที่ถูก และอยากเห็นคนจีนรู้จักผลไม้ไทยมากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นประเภท วิธีการคัดเลือก การปอก และการบริโภค ตลอดจนคุณประโยชน์และสารอาหารที่มีอยู่ เมื่อมองจากลักษณะภายนอก ผู้บริโภคชาวจีนบางส่วนยังแยกไม่ออกระหว่างทุเรียนกับขนุน คงนึกว่าเป็นผลไม้เดียวกันแต่รุ่นหนามสั้นกับหนามยาว หรือเห็นมังคุดก็นึกว่าเป็นมะเขือม่วงก็มี

ประการสำคัญ เรายังไม่เห็นความพยายามในการส่งเสริมการพัฒนา “คลัสเตอร์แฝด” (Twin Clusters) ในภาคอุตสาหกรรมของไทยและจีน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ฐานการผลิตของไทยยังมิได้เชื่อมโยงกับของจีนแนบแน่นเท่าที่ควร ส่งผลให้เราไม่อาจรับประโยชน์จากการที่จีนเป็น “โรงงานของโลก” ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันจีนยังเป็นตลาดที่มีระดับการแข่งขันสูง ในแต่ละสินค้าและบริการมีผู้ประกอบการอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ละรายเป็นกิจการรายใหญ่ที่มีความพร้อม กิจการเหล่านี้บางส่วนอาจเป็นกิจการของรัฐ หรืออาจผลิตและทำตลาดสินค้าอย่างหลากหลาย ทั้งในเชิงประเภทสินค้าและกลุ่มเป้าหมาย ขณะที่กิจการขนาดเล็กของจีนก็ได้ความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างมาก ผู้ประกอบการเหล่านี้จึงกล้าที่จะลองผิดลองถูก หรือแม้กระทั่งเสี่ยงที่จะ “ล้ม” เพื่อความสำเร็จในอนาคต นอกจากผู้ประกอบการภายในประเทศแล้ว ตลาดจีนยังมีคู่แข่งขันจากต่างประเทศอีกมากมายที่ล้วนต้องการขอ “แบ่งเค้ก” ก้อนใหญ่ก้อนนี้

จีนจึงเป็น “ตลาดที่ใหญ่ แต่ไม่หมู” ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องให้ความสนใจในหลายประเด็น ประการหนึ่ง ผู้ประกอบการต้อง “รู้เท่าทัน” อย่านั่งเทียนหรือหลงเชื่อสื่อ หรืออย่าเชื่อสิ่งที่ผมบรรยายพูดในวันนี้ ลองนึกซิว่าครั้งสุดท้าย ท่านไปเยือนจีนเมื่อไหร่ เมืองไหน ก็เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเราจะสามารถติดตามความเปลี่ยนแปลงของสภาพตลาด พฤติกรรมการบริโภค ระดับการแข่งขัน และอื่น ๆ ท่านควร “เกาะติด” การเปลี่ยนแปลงของสภาพตลาดและพฤติกรรมการบริโภคของจีนอย่างใกล้ชิด

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับนโยบายใหม่ของรัฐบาลจีน อาทิ นโยบายลูกสองคน การปฏิรูปภาคการเกษตร อาหารปลอดภัย เส้นทางสายไหมและเส้นทางสายไหมทางทะเล และเขตเสรีทางการค้า รวมทั้งการขยายตัวของชุมชนเมืองที่คนจีนราวร้อยละ 55 ของประชากรโดยรวมในปัจจุบันอาศัยอยู่ในเมือง และจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต นักวิชาการคาดการณ์ว่า จีนจะมีจำนวนเมืองที่มีประชากรมากกว่า 1 ล้านคนขึ้นไปอยู่ราว 200-220 เมืองในราว 5 ปีข้างหน้า จากจำนวน 100 เมืองเศษในปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังต้อง “อดทน ทำจริง” ต้องทำตัวเป็น A.F. ที่พร้อมทุ่มสุดตัวเพื่อตามล่าฝัน เราต้องสัมผัสตลาดจีนให้มากพอจนกระทั่งสามารถแยกระหว่างคนที่ใช่และคนที่ไม่ใช่ให้ได้ ซึ่งหากเราทำได้ก็จะเป็นเกราะคุ้มกันคู่แข่งขันหน้าใหม่ในอนาคต ไม่ใช่ไปออกงานแสดงสินค้าครั้งเดียว ไม่ได้คำสั่งซื้อก็สรุปว่าตลาดจีนไม่ดี โดยไม่เคยคิดถามตัวเองหรือค้นหาคำตอบว่า “ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น” อย่าติดกับดักทางความคิดที่ว่า “ไทยทำไม่ได้ เพราะขณะที่เราทำไม่ได้ แต่ทำไมผู้ประกอบการจากชาติอื่นจึงสามารถเจาะตลาดและประสบความสำเร็จในจีน

อีกประการหนึ่ง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเข้าใจและทำตลาดสินค้าและบริการของไทยในจีนอย่างเหมาะสม เราไม่ควรคิดจับตลาดผู้บริโภคชาวจีน 1,500 ล้านคนด้วยขนาดในเชิงภูมิศาสตร์ที่ใหญ่โต สภาพอากาศที่แตกต่างกัน จำนวนประชากรที่มากมายมหาศาล และหลากหลายซึ่งเผ่าพันธุ์และวัฒนธรรม แถมบางมณฑลในจีนอย่างเช่น ซานตง เหอหนาน และเสฉวน ก็ยังมีจำนวนประชากรมากกว่าของไทยโดยรวมเสียอีก ส่งผลให้แต่ละมณฑลมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่มาก จนคนไทยหลายคนเปรียบเปรยว่า หนึ่งมณฑลของจีนมีสภาพเสมือนหนึ่งประเทศ

ด้วยจำนวนคนที่มากมายและหลากหลายทางวัฒนธรรม รวมทั้งสภาพปัจจัยแวดล้อมอื่นที่แตกต่างกันนี้เอง จึงทำให้ยากที่จะเข้าใจตลาดจีนได้อย่างถ่องแท้ และการอยู่ห่างจากตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ก็ยิ่งจะไม่เป็นผลดีต่อผู้ประกอบการและเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ผู้ประกอบการจึงควรเลือกกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ และวางตำแหน่งทางการตลาดที่ชัดเจนและโดนใจ เราควรรับรู้และแสวงหาโอกาสจากตลาดเป้าหมาย อาทิ คนชั้นกลางที่จะมีจำนวนราว 500 ล้านคนในอนาคตอันใกล้ คนสูงอายุที่มีจำนวนราว 240-250 ล้านคน โดยเฉพาะ “กลุ่มลูกค้ากระแสหลักกลุ่มใหม่” ของจีน เราจึงควรกำหนดกลุยทธ์เฉพาะสำหรับตลาดจีน กลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จในไทยอาจรับประกันความล้มเหลวในตลาดจีน ขณะที่กลยุทธ์ที่สำเร็จในตลาดภูมิภาคหนึ่งของจีน อาจทำให้ท่านล้มเหลวในอีกภูมิภาคหนึ่งก็ได้

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยยังไม่ควรเน้นการใช้กลยุทธ์ด้านราคา สินค้าไทยส่วนใหญ่มีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าของจีน แถมยังต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายในการขนส่งจากไทยไปยังตลาดจีน อากรนำเข้า และอื่น ๆ ควบคู่ไปกับการพยายามร่วมมือกับผู้ประกอบการท้องถิ่น เราต้องมองคนเหล่านี้ในมุมมองของการเป็น “คู่ค้า” ไม่ใช่เพียง “คู่แข่ง” ขณะเดียวกัน ตลาดจีนเป็น High-Touch Society กล่าวคือ “ถ้าโดนใจ ใช่เลย” และหากมั่นใจและชอบจริง ก็อาจซื้อคราวละมาก ๆ เพื่อเป็นของฝากแก่เครือญาติและเพื่อนฝูง

ตลาดจีนจะยังคงเติบโตต่อไป แต่เศรษฐกิจในตลาดหลักของไทย เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ก็ยังคงขาดเสถียรภาพอยู่มาก และคาดว่าจะต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะพลิกฟื้นขึ้นมาได้ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการไทยหลายคนกลับ “มองข้าม” ความยิ่งใหญ่ของตลาดจีน วนเวียนอยู่กับ “สารพัดความกลัว” โดยมักปฏิเสธที่จะหันมาศึกษาและทำการตลาดในจีนด้วยข้ออ้างสารพัด แต่ “ณ ชั่วโมงนี้ ถ้าเราไม่ค้ากับจีนแล้ว เราจะค้ากับใคร”

ปัจจุบัน ภาคการค้าปลีกของจีนยังคงขยายตัวในระดับสองหลัก ท่ามกลางการผุดขึ้นของตลาดเป้าหมายใหม่มากมายตามมา ซึ่งนั่นหมายความว่า ตลาดจีนมิเพียงแต่มิได้หดตัวอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ยังคงเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ และจะเบ่งบานขึ้นอีกมากในอนาคต ซึ่งนับว่าหาได้ยากในบรรดาตลาดที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่

คำถามที่สำคัญกว่าก็คือ ทำอย่างไรไทยเราจะเอาประโยชน์จากความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า เราต้องพยายามใช้ประโยชน์จาก FTA ที่ไทย/อาเซียนทำกับจีน และที่จีนทำกับประเทศอื่น ๆ

การเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจและการค้ากับจีนน้อยหรือช้ากว่าศักยภาพที่แท้จริง จึงถือเป็นการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจของไทย ผมกล่าวเช่นนี้ก็เพื่อต้องการเรียกร้องและมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการของไทยมาร่วมมือกันพัฒนาสินค้าและขยายการประกอบการของไทยสู่ตลาดจีนกันให้มากขึ้น

มาถึงวันนี้ ไทยต้องพยายามสร้างดุลยภาพกับประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเก่าและใหม่อย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน เราควรหันมาเรียนรู้จากจีนให้มากขึ้น เราต้องเห็นความสำคัญกับตลาดที่มีเสถียรภาพในระยะยาวมากกว่าการฟื้นตัวในระยะสั้น อย่าติดกับดักทางความคิดที่ว่า “ไทยทำไม่ได้” ผมเชื่อว่าผู้ประกอบการหลายคนไม่ได้มุ่งหวังขยายธุรกิจเพื่อตนเองเท่านั้น แต่เพื่อลูกหลานในอนาคต ท่านพร้อมที่จะสานฝันดังกล่าวแล้วหรือยัง …

ขณะที่เศรษฐกิจในตลาดหลักเดิมของไทย เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ก็ยังคงขาดเสถียรภาพอยู่มาก และคาดว่าจะต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะพลิกฟื้นขึ้นมาได้อย่างเต็มตัว แต่เศรษฐกิจจีนจะเติบใหญ่อีกมาก ซึ่งนั่นจะส่งผลให้ตลาดจีนเติบโตอย่างมีเสถียรภาพต่อไปในอนาคต มาถึงวันนี้ “ดวงอาทิตย์ไม่ได้ขึ้นทางทิศตะวันตก” อีกต่อไป เราจึงควรพยายามสร้างดุลยภาพทางเศรษฐกิจกับตลาดหลักอื่น ๆ อย่างเหมาะสม และเดินหน้าอย่างจริงจังและต่อเนื่องในการคิดเอาประโยชน์จากการเติบโตของตลาดจีนในระยะยาว

Tags

Related Articles

Close
%d bloggers like this: