Columnist

ส่องตลาดจีน “ใหญ่แต่ไม่หมู” (ตอนที่1)

ส่องตลาดจีน “ใหญ่แต่ไม่หมู”

โดย ดร. ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการหอการค้าไทยในจีน

จีน 3 ทศวรรษของการพัฒนาเศรษฐกิจ

คนไทยส่วนใหญ่รู้จักจีนผ่านเชื้อสายบ้าง บางคนรู้จักจีนผ่านการเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก โดยปัจจุบันจีนมีประชากรรวมราว 1,500 ล้านคน ซึ่งมากกว่าไทยกว่า 20 เท่าตัว คนจีนเหล่านี้ยังมีความหลากหลายในเชิงเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ และมีปฏิสัมพันธ์กับวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้านที่มีความแตกต่างกันราว 20 ประเทศ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ๆ แต่ผมขอเรียนว่า “คนไทยรู้จักจีนน้อยมาก”

จีนเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ การเดินทางโดยเครื่องบินระหว่างกทม.-เซี่ยงไฮ้ใช้เวลาราว 4 ชั่วโมง แต่ก็ยังน้อยกว่าระยะเวลาในการเดินทางระหว่างเหนือ-ใต้ หรือตะวันออก-ตะวันตกของจีน ซึ่งใช้เวลาบินระหว่างเมืองหลัก 5-6 ชั่วโมงทั้งสิ้น ความใหญ่ในเชิงภูมิศาสตร์และความหลากหลายในเชิงวัฒนธรรม ทำให้จีนเป็นบททดสอบที่ดีสำหรับการทำธุรกิจข้ามวัฒนธรรม และนับเป็นความท้าทายสำหรับสินค้าและบริการของไทยที่ต้องการเข้ามาทำตลาดในจีน

ในด้านเศรษฐกิจ หากมองย้อนกลับไปราว 50 ปีก่อน สภาพเศรษฐกิจและสังคมของจีนมีสภาพเสมือน “คนป่วย” การปฏิวัติทางวัฒนธรรมในยุคนั้นได้ส่งผลให้จีนกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตลาดและกิจการจีน “อ่อนแอ” ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเงินทุน แรงงานฝีมือ เทคโนโลยีการผลิต การบริหารจัดการ และเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศ ตลอดจนกฎหมายกฎระเบียบทางธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งอำนวยความสะดวก

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้แรงงานจำนวนมหาศาลมิได้ถูกใช้อย่างเต็มกำลัง จนมีบางคนเปรียบเปรยว่า แม้ว่าในเชิงทฤษฎีแล้ว จีนอาจมีการจ้างงานที่สมบูรณ์ แต่ในทางปฏิบัติ จีนมีอัตราการว่างงานกว่าร้อยละ 50 กิจการมีเนื้องานให้คนเหล่านี้ทำไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเวลาทำงาน ส่งผลให้กำลังซื้อของตลาดจีนในยุคนั้นจึงมีแต่เชิงปริมาณ แต่ขาดซึ่งคุณภาพ

จนกระทั่งในปี 2521 ท่านเติ้ง เสี่ยวผิงประกาศดำเนิน “นโยบายเปิดประตู” สู่โลกภายนอกครั้งใหม่ เพื่อ “รับอากาศบริสุทธิ์” และเดินสายดูงานในพื้นที่ทั่วโลก ในภูมิภาคอาเซียน ท่านเติ้งก็นำคณะเดินทางเยือนประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยประทับใจกับโมเดลการพัฒนาเมืองของสิงคโปร์ หลังจากนั้นก็ส่งคณะผู้แทนจีนไปศึกษาดูงานเกาะเล็ก ๆ ขนาดราวเกาะภูเก็ตเฉลี่ยทุก 3 วัน นานอยู่หลายปี จนสิงคโปร์ได้กลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาเมืองใหญ่ของจีนในปัจจุบัน

แต่ด้วยความไม่พร้อมของปัจจัยแวดล้อมภายในประเทศ รัฐบาลจีนจึงหันไปพึ่งพาเอา “การลงทุนจากต่างประเทศ” เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม โดยรัฐบาลจีนได้กำหนดใช้นโยบาย “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ในซีกตะวันออกของจีน เพื่อทำหน้าที่เป็นเสมือน “ห้องรับแขกใหญ่” สำหรับการรองรับการลงทุนของต่างประเทศ

รัฐบาลจีนได้ค่อย ๆ เปิดรองรับการลงทุนจากต่างประเทศอย่างระมัดระวัง ภายใต้หลักคิดที่ว่า “เดินข้ามลำธารโดยใช้เท้าสัมผัสหิน” โดยในระยะแรกได้เปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษนำร่องในมณฑลกวางตุ้ง โดยมุ่งหวังดึงการลงทุนผ่านนักธุรกิจจีนโพ้นทะเลในภูมิภาคเอเซียตะวันออก ในเวลาต่อมาก็ขยายเขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าวออกไปยังอีกหลายเมืองด้านซีกตะวันออกของจีนที่ใกล้ชายฝั่งทะเลเพื่อรองรับการลงทุนจากซีกโลกตะวันตก อันเป็นที่มาของวลีอมตะของท่านเติ้งที่ว่า “แมวสีอะไรไม่สำคัญ ขอเพียงให้จับหนูได้เป็นพอ”

อย่างไรก็ดี ความพยายามในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของจีนให้เสรีมากขึ้นก็มิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ นอกจากปัญหาอุปสรรคในด้านความพร้อมของพนักงานของรัฐและแรงงาน กฎหมายกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก และอื่น ๆ แล้ว จีนยังเผชิญกับความท้าทายทางการเมืองจากกลุ่มบุคคลสายอนุรักษ์นิยม ซึ่งเราเห็นได้ชัดเจนผ่านวิกฤติการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองผ่านเหตุการณ์ประท้วงครั้งใหญ่ที่จตุรัสเทียนอันเหมิน และนำไปสู่การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก

แต่รัฐบาลจีนก็ไม่เคยละทิ้งเป้าหมายระยะยาวที่ตั้งไว้ กล่าวคือ ภายหลังเหตุการณ์การประท้วงครั้งใหญ่ที่จตุรัสเทียนอันเหมินดังกล่าวยุติลง รัฐบาลก็เดินหน้าเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไป เพื่อพลิกฟื้นความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติให้กลับคืนมา อาทิ การเปิดตลาดหลักทรัพย์ขึ้นที่เมืองเซินเจิ้นและเซี่ยงไฮ้ในปี 2533 “ความนิ่ง” และ “ความต่อเนื่อง” ของรัฐบาลจีนดังกล่าวทำให้นักลงทุนทั่วโลกมั่นใจและกลับเข้ามาลงทุนอีกครั้ง ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมและเราควรเรียนรู้

(บรรยาย “เศรษฐกิจจีน….โอกาสของผู้ประกอบการ” โดยคณาจารย์และนักศึกษา MBA สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 ณ ซุปเปอร์แบรนด์ มอล์ เขตผู่ตง นครเซี่ยงไฮ้ )

Tags

Related Articles

Close
%d bloggers like this: