Biznews

เปิดมุมมอง”สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์”กับ 5 ข้อคิดและหลักในการบริหารปีหนูทอง

Plan for the Best, Prepare for the Worst ?

ข้อคิด ปีหนูทอง 2020 จ้า ?

โดย “สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์”  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) 

 

ช่วงนี้เป็นช่วงปิดปี เป็นปรกติที่จะมีการคาดการณ์เศรษฐกิจ และตลาดในปีหน้ากัน หลายข่าว หลายสำนัก หลายกูรู ก็ออกมาพูดในทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจปีหน้ายังท้าทายและตลาดจะชลอตัว ประมาณการ์ณตัวเลข GDP อยู่ที่ 2.8% เท่านั้น หนี้ครัวเรือนและหนี้เสียอยู่ในระดับสูง ส่งออกก็หดตัวจากค่าเงินบาทที่แข็ง เรื่อง LTV ที่กระทบภาคอสังหาริมทรัพย์ และภาษีที่ดินที่เลื่อนไปเก็บในเดือนสิงหาคมปีหน้า และอื่นๆ อีกหลายประเด็น

ภาครัฐก็พยายามออกนโยบายที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ช่วยได้บ้างเล็กน้อย ยังไม่สามารถพลิกเศรษฐกิจในภาพรวมได้ ข่าวที่ออกมาส่วนใหญ่ก็จะตอกย้ำว่าปีหน้าตลาดจะยังแย่อยู่ ที่แน่ ๆ การที่มีแต่ข่าวภาพลบตอกย้ำอยู่เรื่อย ๆ นั้น ผลทางจิตวิทยา ทำให้ Mood และความมั่นใจในตลาดแย่กว่าความเป็นจริงขึ้นไปอีก ขบวนการคิดก็จะติดกับดับ ความคิดก็จะตัน และยิ่งเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจเข้าไปใหญ่ ทำไมเราไม่หันมาช่วยกันคิด ช่วยกันเปลี่ยนมุมมองว่าเราจะทำอะไร จะปรับอย่างไร และจะมองหาโอกาสที่คนอื่นมองไม่เห็นในการทำการตลาดได้ดีกว่าคนอื่นอย่างไร

ตลาดและเศรษฐกิจปีหน้าคงเป็นอีกปีที่ตลาดยังผันผวน ตลาดจะเป็นอย่างไร เราก็ต้องวางแผนทำให้ได้ดีกว่าตลาดและคู่แข่ง ต้องเชื่อมั่นว่าในทุกวิกฤตปัญหาจะมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ หากเราเปิดใจและปรับเปลี่ยนมุมมอง ทำแผนที่เราเชื่อมั่นว่าสำเร็จได้ แต่ก็ไม่ประมาทที่จะต้องมีแผนสำรองพร้อมงัดมาใช้หากสถานการณ์แย่กว่าที่วางไว้ หลักก็คือ Plan for the Best and Prepare for the Worst

ก็จะขอฝาก 5 ข้อคิดและหลักในการบริหารในปีหนูทองที่ท้าทายที่กำลังจะมาถึง เพื่อจุดประกายในการเตรียมแผนแห่งความสำเร็จปีหน้าทั่วกัน ดังนี้

1. Agility: ต้องคล่องแคล่ว คล่องตัว เหมือนหนู ปรับได้เร็วตามสถานการ์ณที่ผันผวน ต้องมีแผน 1 และ แผนสำรองเสมอ

2. Brand and Innovation: องค์กรที่มีแบรนด์ที่แข็งแรงจะได้เปรียบ เพราะผู้บริโภคจะไม่กล้าเสี่ยงลองของใหมทแบรนด์ Loyalty จะช่วยได้มาก การที่ไม่หยุดยั้งในการพัฒนา innovation ในการสร้างจุดขายเป็นกลยุทธที่จะทำให้องค์กรนั้น ๆ ชนะใจผู้บริโภคและสร้างยอดขายที่เติบโตได้ตลอดกาลทั้งในยามตลาดดีหรือชลอตัว การใช้การลดราคาทำได้แต่ควรเป็นระดับ tactical ชั่วคราวและพอเหมาะ ไม่ควรเป็นกลยุทธหลัก เพราะองค์กรจะเจ็บตัวหนักกว่าในระยะกลางและยากที่จะทำ แบรนด์ให้กลับมามีภาพพจน์ที่ดี

3. Cash Flow and Liquidity: การบริหารเงินทุนหมุนเวียนและเงินสด ให้มีสภาพคล่องและมีแหล่งเงินทุนที่ไม่แพง ความคล่องตัวของเงินทุนหมุนเวียนเป็นหัวใจสำคัญที่จะต้องลงรายละเอียด วางแผนให้ดีโดยเฉพาะ บริษัทและองค์กรขนาดเล็ก หากมีปัญหาสภาพคล่องมากอาจทำให้มีผลกระทบต่อความอยู่รอดขององค์กรก็เป็นไปได้

4. Cost Efficiency: ใช้เงินทุกบาทอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ฟุ่มเฟือยในเรื่องที่ไม่จำเป็น หลายองค์กรเปลี่ยนวิธีใช้เงินเป็น แบบ Zero Base Budgeting แทนที่จะทำแผนเทียบกับปีที่ผ่านมาว่าจะเพิ่มหรือจะลดเท่าไหร่ ก็เปลี่ยนคำถามเลยว่า จำเป็นต้องใช้ไหม และใช้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุดควรเป็นเท่าไหร่ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนมุมมองและการบริหารทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งได้ผลดีทีเดียว

5. Key People and Reskill: ความสำเร็จขององค์กรขึ้นอยู่กับคุณภาพของคน ดังนั้น การดูแล บริหาร พัฒนา key people จึงเป็นหัวใจสำคัญ ให้เราดูว่า key people ซึ่งสัดส่วนจะขึ้นอยู่กับขนาดขององค์กร จะอยู่ราวประมาณ 3-5% ของคนทั้งหมดที่เป็นผู้ขับเคลื่อนนำพาองค์กร พวกเขาคือ change leaders ที่จะต้องดูแล ให้ทำงานเป็นทีม ต้องให้โจทย์ที่ท้าทายและจุดพลังให้มี passion ที่จะนำพาองค์กรให้ประสบความสำเร็จ และในยุคที่เกือบทุกอย่างถูก disrupt เราต้องมาดูว่าจะต้อง reskill หรือ เติม skill ใหม่ ๆ ให้กับองค์กร โดยเฉพาะทางด้านดิจิตัลและเทคโนโลยี เพื่อให้องค์กรพัฒนาแข่งขันในโลกแห่ง
อนาคตได้

ขอให้โชคดีและประสบความสำเร็จค่ะ ??

#ทำสิ่งเล็กๆให้มีความหมายทุกวัน

 

 

 

 

 

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: