Columnist

‘สื่อ’คือฆาตกรไร้หลัก! โหนความตาย “น้องชมพู่” สู่ “ลุงพล” รายวัน”

 3 เดือนผ่านมาอย่างรวดเร็วกับคดี “น้องชมพู่” ที่จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะปิดคดีแบบมีฆาตกรได้หรือไม่เพราะจับมือใครดมไม่ได้ จะปิดคดีแบบเดินหลงป่าไปเสียชีวิตพยานแวดล้อมไม่อำนวยให้เด็กตัวเล็กๆปีนขึ้นไปเสียชีวิต ขัดกับความจริงไปหมดทุกอย่าง

คดีนอกจากไม่คืบหน้าแล้ว กลับปรากฏว่ามีดาราคนใหม่ขึ้นมาในวงการสื่อมวลชนขึ้นมาแทน นั่นคือ “ลุงพล” ที่ช่วงแรกๆนั้นมีแฟนคลับในทวิตเตอร์เอาใจเชียร์เป็นจำนวนมาก

             

จนกระทั่งแฟนคลับคงเห็นแล้วว่านับวันมันออกทะเลไปมากขนาดไหน

             

 

คดีที่ไม่คืบหน้า ยังทำให้เราเห็นความไม่เป็นมืออาชีพของสื่อมวลชนโดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์ ช่องที่ตามเกาะติดเหมือนจะเอารางวัลพูลิตเซอร์ให้ได้

ผมไม่ขอออกตัวนะครับว่า 2 ช่องที่กล่าวถึงนั้นคือช่องอะไร เนื่องจากไม่เกี่ยวข้องใดๆกับการเป็นสปอนเซอร์หรือสามารถเนรมิตเรตติ้งให้เขาได้

รู้แต่ว่าทั้ง 2 ช่องนี้เริ่มต้นไปทำข่าวเพราะความตายของเด็กผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่งซึ่งตั้งสมมติฐานเอาไว้แต่แรกว่ามีเงื่อนงำ

หลังจากนั้นเมื่อสิ้นสุดทางเลื่อน การนำเสนอก็เข้ารกเข้าพงไปไกลกว่าน้องชมพู่ กลายเป็นการทำงานด้วยวิธีโหนความตายของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอย่างหน้าไม่อาย ใครด่าว่าอย่างไรก็ไม่หยุดฉุดไม่อยู่

จรรยาบรรณที่เคยตั้งเอาไว้สมัยขออนุมัติสร้างสถานีโทรทัศน์ปัจจุบันคงกดลงโถชักโครกไปแล้ว

เรามีสื่อโทรทัศน์ดิจิทัลขึ้นมาเพื่อแข่งขันกันสร้างสรรค์สังคม ไม่ใช่สักแต่อยากจะขากเสลดอะไรให้ประชาชนได้กลืนกิน จนกลายเป็นปลาเน่า 2 ตัวที่เหม็นไปทั้งข้อง

แม้จะมีการออกมา Take Action จากคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ เชิญ ช่องไปชี้แจง แล้วเห็นไหมครับว่าผลตอบรับในการพยายามตักเตือนเป็นอย่างไร

ปัจจุบันเราจะพบว่าองค์กรสื่อนั้นอ่อนแอลงมาก พูดง่ายๆคือสมาคมฯต่างๆที่มีเยอะแยะไปหมดนั้นไร้ความศักดิ์สิทธิ์เข้มขลังสั่งอะไรใครก็ไม่ได้ มีแต่กิจกรรมให้กับสมาชิกเพื่อฉุดรั้งให้กิจการดำเนินต่อไปอย่างสวยๆ  

 

พร้อมๆกันนั้นก็มีประกาศคือแถลงการณ์ที่ยิ่งทำให้ตัวเองเหมือน “เสือกระดาษ” จนในที่สุดการถูกเหมารวมว่า “สื่อไร้จรรยาบรรณ” ก็เกิดขึ้น

แน่นอนครับ แม้ผมจะสะอิดสะเอียนเต็มทนกับคนที่มักออกมาบอกว่าอย่าเหมารวม โดยลืมไปว่าโดยการทำงานของตัวเองนั้นก็ได้สร้างความเหมารวมให้กับผู้อื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่บ่อยครั้ง แต่เมื่อถูกด่าว่าไร้จรรยาบรรณความเป็นสื่อที่อยู่ข้างในย่อมเจ็บปวด

แต่ก็เจ็บปวดไม่เท่าเห็นสื่อโหนความตายของเด็กผู้หญิงมาขายแล้วขยายด้วยการหาใครสักคนมาเป็นข่าวรายวันเพื่อเลี้ยงข่าวให้มีไปเรื่อยๆรอว่าเมื่อไหร่ตำรวจจะปิดคดี

หลังจากนั้นมันก็จะเปิดตูดหนีทิ้งความร้าวฉานไว้ให้เกิดขึ้นในกลุ่มครอบครัว เครือญาติ ไปจนถึงคนในชุมชน ให้คลางแคลงอยู่ภายในอย่างนั้นอย่างไม่มีวันเหมือนเดิม

คุณไปเรียนจบนิเทศศาสตร์มาจากไหนกัน?

ใครสั่งใครสอนให้คุณทำข่าวแบบนี้?

ปกติผมไม่เขียนด่าใครนะครับ แต่ในฐานะอดีตนักข่าวอาชญากรรมผมมองปรากฏการณ์อย่างนี้ว่าเลวร้ายที่สุดของการเป็นสื่อ

ไม่ใช่แค่ไม่เป็นมืออาชีพทางสื่อ แต่ยังเป็นฆาตกรที่ไร้หลัก

 

เพราะในแต่ละวันที่นำเสนอนั้นหาหลักการใดๆมารองรับไม่ได้เลยว่าประชาชนได้ประโยชน์อะไรจากข่าว “ลุงพล”

คุณกำลังยัดเยียดอะไรให้กับชาวบ้านคนหนึ่ง คุณพยายามเปลี่ยนวิถีชีวิตของเขาหรือไม่ คุณกำลังทำหน้าสื่อมวลชน หรือแค่ทำงานอะไรสักอย่างที่ได้เงินแล้วจบๆไป หวังว่าจะมีชาวบ้านที่หลงอยู่ในวังวนนี้ให้ความนิยมดึงเรตติ้งขึ้นมา

เพื่อโฆษณาจะได้เข้ามาสนับสนุนช่องคุณ…นี่คือจรรยาบรรณของช่องหรือเปล่า?

เมื่อเราเริ่มต้นด้วยการสืบสวนหาสาเหตุการตายของเด็กคนหนึ่ง แล้วต้องค้นหาความจริงให้ได้ว่าพยานหลักฐานต่างๆ รวมถึงสำนวนของตำรวจมีความคืบหน้าอย่างไร การดำเนินคดีมีใครเป็นผู้ต้องสงสัย

ช่องที่ผมกล่าวมานี้ต้องย้อนกลับมาดูตัวเองบ้างครับว่าเดินมาไกลจากคดีการตายของน้องชมพู่หรือไม่

ถ้าเดินมาไกลแล้วยังไม่กลับ คุณก็คือฆาตกรที่ฉกฉวยโอกาสจากความตายของเด็กโดยมรีจุดประสงค์หวังเงินจากสปอนเซอร์

ไม่ละอายแก่ใจก็ให้เกรงกลัวต่อการกระทำที่สร้างความด่างพร้อยสู่สื่อมวลชนบ้างเถอะครับ

หรือไม่ฟังใครแล้วถ้าไม่ได้เงิน?

 

(บทความโดย  ธนก บังผล) 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: