Biz PR

สินเชื่อและหุ้นกู้ Blue Finance ‘ไทยยูเนี่ยน’

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ในตลาดหลักทรัพย์ เริ่มต้นมาจากโรงงานผลิตอาหารทะเลบรรจุกระป๋อง ก่อตั้งเมื่อปี 2520 ในพื้นที่ อ.มหาชัย จ.สมุทรสาคร ค่อยๆ บุกเบิกธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารทะเล มานานกว่า 40 ปี จนกระทั่ง ปี 2563 ไทยยูเนี่ยน ได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในบริษัทผลิตทูน่าบรรจุกระป๋องที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยยอดขาย 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 1.3 แสนล้านบาท และมีแรงงานมากกว่า 40,000 คน ทั่วโลก

ปัจจุบัน ไทยยูเนี่ยน ดำเนินงานใน 3 ธุรกิจหลัก คือ1) กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปบรรจุกระป๋องและบรรจุภัณฑ์อื่นๆ 2) กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็น 3) กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า

แบรนด์อาหารทะเลระดับโลกที่ ไทยยูเนี่ยน เป็นเจ้าของ อาทิ Chicken of the Sea, John West, Petit Navire, Parmentier, Mareblu, King Oscar และ Rügen Fisch หรือแบรนด์ชั้นนำในไทย เช่น  ซีเล็ค ,คิวเฟรช ,โมโนริ ,เบลลอตต้า และมาร์โว่ นอกจากนี้ ส่วนประกอบอาหารมีแบรนด์ UniQ™,BONE ,UniQ™, DHA รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพแบรนด์ ZEAvita

ซึ่งผลิตภัณฑ์ของไทยยูเนี่ยน ครองตลาดหลักทั้ง อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ไทย และประเทศในภูมิภาคเอเชีย มีการขยายฐานการผลิตกระจายไปใน 14 ประเทศทั่วโลก มีเครือข่ายจัดหาวัตถุดิบผลิต การกระจายสินค้าครอบคลุมทั่วโลก โดยตลาดหลักอยู่ที่อเมริกาเหนือ (สหรัฐอเมริกาและแคนาดา) ในสัดส่วน 44% ,ยุโรป 29% ,ประเทศไทย10% และตลาดอื่นๆ อีก 17% จากยอดขายทั้งหมด

จากสถานการณ์การระบาดโควิด -19 ในปี 2563 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้างยอดขายได้สูงถึง 132,402 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 ในขณะที่ 9 เดือนแรก ของปี 2564 ยอดขายยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องอยู่ที่102,547 ล้านบาท และยังคงอัตรากำไรได้ในระดับสูง ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและวิกฤตโควิด

ในปี 2558 ไทยยูเนี่ยน ได้ทำการเปิดตัวกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน SeaChange® และยึดเป็นแนวทางที่บริษัทให้ความสำคัญมาโดยตลอด  คือการดูแลแรงงานทั้งในบริษัทและห่วงโซ่อุปทานให้มีการจ้างงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย  มีการจัดหาวัตถุดิบอย่างโปร่งใส การผลิตต่างๆ มีความรับผิดชอบ พร้อมกับดูแลสังคมอย่างต่อเนื่อง มีขั้นตอนการทำงานชัดเจน เน้นความโปร่งใส และความร่วมมือกับหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ  เพราะถือคติที่ว่าหากไม่มีทะเลก็จะไม่สามารถประกอบธุรกิจอาหารทะเล โดยชูแนวคิด Healthy Living, Healthy Oceans  มองธุรกิจเป็นมากกว่าอาหารทะเล เน้นความสำคัญด้านการดูแลสุขภาพความเป็นอยู่ให้กับผู้คน ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรท้องทะเล ทั้งในภาพใหญ่และในฐานะบริษัทระดับโลก ยุทธศาสตร์การทำงานด้านความยั่งยืนจึงสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ UNSDG

 

Blue fin tuna in the mediterranean seas; Shutterstock ID 106286441

ด้วยแนวคิด Healthy Living, Healthy Oceans ไทยยูเนี่ยน ได้วางแผนสร้างกลยุทธ์จนถึงปี 2568 จากเทรนด์ระยะยาวของผู้บริโภคทั่วโลกที่มองหาอาหารที่ดีต่อสุขภาพและมีความยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตของยอดขายในระดับปานกลางและเพิ่มอัตราการทำกำไรให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของ 3 ธุรกิจหลัก บริษัทยังคงมุ่งเน้นการเสริมกำลังให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นโดยการนำเทคโนโลยีออโตเมชั่น เข้ามาช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้ก้าวทันอนาคต สร้างแบรนด์ต่างๆ ที่มีอยู่ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพิ่มการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ เช่น ธุรกิจอินกรีเดียนท์ นิวตรีชั่น (น้ำมันปลา แคลเซี่ยม คอลลาเจน โปรตีนสกัดจากปลาทูน่า) และโปรตีนทางเลือก รวมถึงสตาร์ทอัพ ที่จะเข้ามาช่วยเสริมเพื่อให้ธุรกิจก้าวทันโลก

ปี 2564 ไทยยูเนี่ยน ได้เริ่มก้าวสู่ Blue Finance ด้วยซีรีย์ของสินเชื่อและหุ้นกู้ที่ส่งเสริมความยั่งยืน นับเป็นการก้าวจากการจัดหาเงินแบบดั้งเดิมไปสู่ Blue Finance ซึ่งเป็นการบริหารการเงินของธุรกิจที่มีโครงการต่างๆ ในการดูแลมหาสมุทรและอุตสาหกรรมอาหารทะเลในภาพรวม

Blue Finance คือเครื่องมือทางการเงินชนิดใดก็ได้ที่ทางผู้ออกได้ตกลงในข้อกำหนดว่าจะต้องมีเป้าหมายด้านความยั่งยืน หรือ ESG ที่มีผลกระทบอย่างสำคัญต่อการพัฒนาด้านความยั่งยืน ให้สำเร็จตามเป้าในช่วงอายุของเครื่องมือทางการเงินนั้นๆ โดย”ผลสำเร็จ” หรือ “ไม่สำเร็จ” ตามเป้าหมายจะมีผลต่ออัตราดอกเบี้ยที่จะจ่ายให้กับนักลงทุน

ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อและหุ้นกู้นั้นกำหนดให้เชื่อมโยงกับตัวบ่งชี้และเป้าหมายผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน และหากสามารถดำเนินงานได้ตามเป้าก็จะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง

สำหรับไทยยูเนี่ยน ตัวบ่งชี้การดำเนินงานที่ตั้งไว้ได้แก่ 1) การได้รับการจัดอันดับในดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์หรือ DJSI ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง 2) การลดปริมาณความเข้มข้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้า และ 3) บริษัทต้องซื้อปลาจากเรือที่มีเครื่องมือการตรวจสอบอิเล็คทรอนิคส์และ/หรือผู้ตรวจสอบความโปร่งใสของซัพพลายเชนในจัดหาปลาทูน่าทั่วโลก

เพราะฉะนั้น การเงินที่ส่งเสริมความยั่งยืนจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้ไทยยูเนี่ยน สามารถทำงานกับสถาบันการเงิน เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์มหาสมุทร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจของเรา อุตสาหกรรมของเรา และโลกของเรา ในขณะเดียวกันก็ตอบโจทย์ผู้บริโภคทั่วโลกที่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพและมีสารอาหารตามหลักโภชนาการ ด้วยเหตุผลดังกล่าวเราจึงเรียกการเงินในส่วนนี้ว่า Blue Finance

Blue Finance ของไทยยูเนี่ยน มีจุดแข็งที่โดดเด่นมากมาย โดยเฉพาะด้านการบริหารการเงิน และการเป็นผู้นำในตลาด ปัจจุบันไทยยูเนี่ยน เป็นบริษัทอาหารทะเลชั้นนำระดับโลก มีสินค้าที่หลายหลาย ในตลาดหลักๆ ทั้งอเมริกาและยุโรป ตลอดจนฐานการผลิตทั่วโลก ซึ่งช่วยเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานของบริษัทให้มีความแข็งแกร่งและสนับสนุนซึ่งกันและกัน

จุดแข็งต่อมาคือสถานะทางการเงินของไทยยูเนี่ยน ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตองค์กรอยู่ที่ระดับ “A+” แนวโน้ม “บวก” หรือ “Positive เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2564 จากทริสเรตติ้ง และที่ระดับ “A-“ แนวโน้ม “คงที่” หรือ “Stable” (ซึ่งเป็นอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกับประเทศไทย)  เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2564 จาก Japan Credit Rating Agency, Ltd. หรือ JCR เป็นเครื่องยืนยันสถานะทางการตลาดที่เข้มแข็งของไทยยูเนี่ยนในฐานะผู้ผลิตอาหารทะเลแปรรูปชั้นนำของโลกที่มีสถานะทางการเงินและธุรกิจที่มั่นคง

นอกจากนี้ ทีมผู้บริหารที่มีประสบการณ์ของไทยยูเนี่ยน ซึ่งคร่ำหวอดอยู่ในธุรกิจอาหารทะเลมากว่า 40 ปี มีทีมผู้บริหารที่มีความรู้ มีศักยภาพ มีวิสัยทัศน์ สามารถบริหารงานให้บริษัทเติบโตได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเผชิญกับวิกฤตอะไรก็ตาม กำไรยังคงมีการเติบโต และมีอัตราเงินปันผลที่ดี

ด้านการดำเนินธุรกิจด้วยกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน บริษัทให้ความสำคัญกับ SeaChange® ในการทำหน้าที่เป็นผู้บุกเบิกและสร้างมาตรฐานให้กับอุตสาหกรรมอาหารทะเลอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2564 ไทยยูเนี่ยนได้รับการจัดอันดับเข้าเป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ หรือ DJSI เป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน และได้รับการจัดอันดับหนึ่ง  ในดัชนี Seafood Stewardship Index (SSI) เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

ไทยยูเนี่ยนมีความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องต่อการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน รวมถึงมีแผนในการจัดหาเงินทุนเพื่อประโยชน์ต่อมหาสมุทรและอุตสาหกรรมอาหารทะเลโดยรวม หรือ Blue Finance โดยภายในปี 2565 บริษัทมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนในการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) เป็นร้อยละ 50 ของสัดส่วนหนี้สินระยะยาวทั้งหมดของบริษัท และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 75 ในปี 2568

ในปี 2564 ก็นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทที่ต้องการพัฒนาตลาดทุนเพื่อความยั่งยืนในประเทศไทย โดยบริษัทได้ดำเนินการตามแผนการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อความยั่งยืนในปี 2564 ดังต่อไปนี้

 

  1. ได้รับการสนับสนุนสินเชื่อส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-linked Loan) เป็นครั้งแรกทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ประกอบด้วย สินเชื่อที่ออกในประเทศไทยเป็นสกุลเงินไทยบาทและดอลล่าร์สหรัฐ และสินเชื่อนินจา/ซามูไรในประเทศญี่ปุ่นเป็นสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐและเยน โดยสินเชื่อทั้งสองจำนวนนี้รวมกันเป็นจำนวนเทียบเท่า 12,000 ล้านบาท ระยะเวลาในการกู้ยืม 5 ปี ซึ่งมีการกู้ยืมครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 โดยการขอสินเชื่อในครั้งนี้ของไทยยูเนี่ยนได้รับการตอบรับมากกว่าสินเชื่อที่ต้องการมากกว่า 2 เท่า
  2. การออกหุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-linked Bond) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย มูลค่า 5,000 ล้านบาท อายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.47% ต่อปี ให้กับผู้ลงทุนสถาบัน เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 โดยมีจำนวนยอดจองซื้อมากกว่า 2 เท่า
  3. การออกหุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-linked Bond) ต่อเนื่องจากครั้งแรก มูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการออกหุ้นกู้จำนวน 2 รุ่นเพื่อกระจายให้คลอบคลุมกลุ่มนักลงทุนระยะสั้นและระยะยาวได้ดียิ่งขั้น ประกอบด้วย รุ่นอายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.27% ต่อปี และรุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.36% ต่อปี ให้กับผู้ลงทุนสถาบัน เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 โดยมีจำนวนยอดจองซื้อมากกว่า 2 เท่าเช่นกัน

 

  1. หลังจากที่บริษัทฯ ได้จัดทำอันดับเครดิตองค์กรกับ JCR ที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว บริษัทฯ เล็งเห็นโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในประเทศญี่ปุ่นที่ดีขึ้นในระดับต้นทุนทางการเงินที่ดีขึ้น จึงตัดสินใจออกสินเชื่อนินจาที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนเป็นครั้งที่สองที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ 9 ธันวาคม 2564 โดยเป็นสินเชื่อสกุลเงินเยนทั้งหมดจำนวน 14,000 ล้านเยน ระยะเวลา 5 ปี และจากผลการดำเนินงานที่ดีอย่างต่อเนื่องและผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจาก JCR อยู่ที่ A- ซึ่งเป็นระดับเดียวกันกับที่ประเทศไทย ทำให้ไทยยูเนี่ยนได้รับการตอบรับจากสถาบันการเงินมากกว่าสองเท่าตัวจากจำนวนสินเชื่อที่ต้องการ
  2. บริษัทฯ ยังได้รับการสนับสนุนสินเชื่อหมุนเวียนระยะสั้นเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ท้องทะเล จำนวน 2,000 ล้านบาทจากธนาคารชั้นนำในประเทศไทย เมื่อ 13 ธันวาคม 2564 ซึ่งบริษัทฯ อยู่ระหว่างการเจรจากับบางธนาคารในประเทศไทย เพื่อปรับเปลี่ยนวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนระยะสั้นและตราสารอนุพันธ์ให้เป็นวงเงินที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืนมากขึ้น

ทั้งนี้ หลังจากบริษัทฯ ได้ดำเนินการตามแผนงานข้างต้นทั้งหมดแล้วภายในเดือนมกราคม 2565 บริษัทฯ จะบรรลุเป้าหมายที่ในการจัดหาเงินทุน Blue Finance ได้ครึ่งหนึ่ง (หรือมากกว่า 27,000 ล้านบาท) ของการจัดหาเงินทุนระยะยาวของบริษัทฯ ทั้งหมดตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้

จากแนวโน้มการลงทุนหรือให้เงินกู้ยืมกับกิจการที่มุ่งเน้นการพัฒนาด้านความยั่งยืนที่เพิ่มมากขึ้นนี้เอง ทำให้บริษัทฯ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้กว้างขึ้นและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทีดีขึ้น ได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงเพิ่มเติม

หากไทยยูเนี่ยน สามารถดำเนินการเพื่อบรรลุตามเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่ระบุไว้ ซึ่งสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ของความยั่งยืน บริษัทสามารถออกตราสารทางการเงินใหม่ และ สร้างมาตรฐานในส่วนของเงื่อนไขและข้อกำหนดให้กับตลาดเงิน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและส่งเสริมด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีความยืดหยุ่นในการจัดสรรเงินให้สอดคล้องกับความต้องการและมีประสิทธิภาพมากขึ้น พัฒนาและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับสถาบันการเงินต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ขับเคลื่อนและสร้างจิตสำนึกที่ดีของการสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกฝ่ายงานภายในองค์กร

เนื่องจากการจัดหาเงินทุนอย่างยั่งยืนนับว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับตลาดเงินและตลาดทุนในประเทศไทย ดังนั้นเพื่อให้บริษัทบรรลุเป้าหมายทางการเงินอย่างยั่งยืน การสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนับเป็นความท้าทายอีกอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารภายในองค์กร การสื่อสารกับนักลงทุน หรือการสื่อสารกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

การสื่อสารทำความเข้าใจ ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องการเงินและนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ทางการเงินนี้อีกต่อไป แต่ไทยยูเนี่ยนต้องชี้แจงในส่วนของเป้าหมาย กลยุทธ์ กิจกรรม ความสำเร็จที่ผ่านมา แผนงานในอนาคตในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน (SeaChange®)  เชื่อมโยงในเรื่องเหล่านั้นกับกิจกรรมการจัดหาเงินทุน  การตรวจสอบ การรับรอง ต่างๆ ที่จะทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นได้มากขึ้นที่จะเข้ามาลงทุน และ ให้มูลค่ากับสิ่งที่บริษัทฯ ได้ดำเนินไปแล้วหรือสัญญาว่าจะทำให้ดีขึ้นๆ ต่อไปในส่วนของกิจกรรมที่สร้างความยั่งยืนต่างๆ 

 

 

 

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: