Columnist

สามล้อถูกหวย!เตรียมซื้อ’เรือดำน้ำ’ ส่วนต่างหมื่นล้านบาทกับคำโกหก!

สามล้อถูกหวยเตรียมซื้อเรือดำน้ำ

ส่วนต่างหมื่นล้านบาทกับคำโกหก

ธนก บังผล

ไม่ใช่เพิ่งอยากจะมาซื้อเรือดำน้ำกันในปีนี้นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราเริ่มต้นคุยกันว่าเงินภาษีจำนวน 22,500 ล้านบาทจากประชาชนควรนำไปใช้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้เจ้าของประเทศแล้ว เราแทบจะหาสาเหตุในการเสียเงินเพื่อมีเรือดำน้ำเป็นของตัวเองไม่ได้เลย

ไม่ต่างจากซื้อสนามกอล์ฟไปตั้งกลางทะเล นอกจากจะเอามาตั้งโชว์โดยไม่มีใครได้เล่นแล้วยังไร้ประโยชน์ทุกกรณี

ทำไมรัฐบาลนี้ถึงกระสันอยากได้เรือดำน้ำ ต้องย้อนกลับไป เมื่อปี 2560 หลังจากที่กองทัพเรือของไทยลงนามในสัญญากับ CSIC สำหรับจัดหาเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าโจมตีแบบ S26T จำนวน 1 ลำ ในเดือนพฤษภาคม และคาดหมายว่าจะมีการส่งมอบกันภายในปี 2566

เว็บไซต์ mgronline.com รายงานเมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2561 ว่า บริษัทต่อเรือชั้นนำของจีนเริ่มต้นงานสร้างเรือดำน้ำลำหนึ่งสำหรับกองทัพเรือไทยแล้วในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ภายใต้สัญญามูลค่า 13,500 ล้านบาทที่ตกลงกันเมื่อปีที่แล้ว ข้อตกลงที่พวกนักสังเกตการณ์ระบุมันคือหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทที่เติบโตขึ้นของปักกิ่งในฐานะผู้จัดหาอาวุธระหว่างประเทศ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกองทัพไทยและจีนเข้าร่วมพิธีตัดเหล็กที่อู่ต่อเรือในอู่ฮั่น เมืองเอกของมณฑลหูเป่ย ในวาระเริ่มโครงการ ตามการเปิดเผยของไชน่า ชิปบิลดิ้ง อินดัสตรี คอร์ปอเรชัน (CSIC) ในช่วงค่ำวันอังคาร (4 ก.ย.)

 

 

อย่างที่ทราบว่าอู่ฮั่นประสบกับโรคระบาด แผนการส่งมอบดังกล่าวจึงถูกเลื่อนไปเป็น 2567

พล.ร.ท.ประชาชาติ ศิริสวัสดิ์ รองเสนาธิการทหารเรือ และโฆษกกองทัพเรือ เคยออกมายืนยันว่า ทุกอย่างยังคงเดินตามแผนเดิม แต่อาจต้องรัดเข็มขัดกันครั้งใหญ่เพราะเป็นการใช้งบประมาณในส่วนของกองทัพเรือที่จะต้องไปบริหารจัดการเป็นการภายในให้เพียงพอและที่สำคัญหากจบโครงการนี้ได้จะส่งผลดีเพราะจีนยังคงตรึงราคาเดิมไว้ ไม่ได้ปรับเพิ่มตามอัตราเงินเฟ้อ

กลับไปอ่านบรรทัดบนให้ชัดๆครับ ว่าภายใต้สัญญามูลค่า 13,500 ล้านบาท

แล้ว 22,500 ล้านบาท เป็นตัวเลขที่ใครเสกขึ้นมา นี่น่าคิด

กองทัพเรือได้ให้เหตุผลว่าที่ต้องซื้อเรือดำน้ำ เพราะไทยได้ลงนามในเอ็มโอยูกับจีนไว้แล้วว่าต้องซื้อ 3 ลำ โดยลำแรกได้จัดซื้อไปแล้วด้วยงบประมาณปี 2560 ซึ่งจะได้รับเรือในปี 2567 อย่างไรก็ตาม อีก 2 ลำ ที่จะใช้งบปี 2564 นั้น ทางอนุกรรมาธิการสอบถามว่ายังไม่ซื้อได้หรือไม่ จะถูกฟ้องร้องหรือไม่

ไม่ต้องถามอนุกรรมาธิการ ผมก็ตอบได้ครับว่า ประชาชนควรฟ้องร้องกองทัพเรือและบุคคลในอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ ไอซีที รัฐวิสาหกิจ และทุนหมุนเวียน ที่เห็นชอบให้ซื้อให้เป็นเยี่ยงอย่าง

เงินมากกว่า 2 หมื่นล้านบาทไม่ใช่ของคุณ จะมาเห็นชอบส่งเดชทำพฤติกรรมเหมือนจับสลากมาเป็น ส.ส.ไม่ได้ครับ

ผู้ที่โหวตให้ผ่าน ได้แก่นายชยุต ภุมมะกาญจนะ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ,นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา พรรคพลังปประชารัฐ ,นายจีรเดช ศรีวิราช พรรคพลังประชารัฐ, นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีเสียงเท่ากัน สุดท้ายประธานคณะอนุกมธ.ออกอีกเสียงหนึ่งเห็นชอบให้ซื้อเรือดำน้ำจีนอีก 2 ลำ

ทั้งหมดทั้งมวลนั้นถ้าประเทศคุณรวยประชาชนจะไม่บ่นครับ บังเอิญว่าชาวบ้านเองก็กำลังจะอดตายตัวเลขการว่างงานพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลขอกู้เพิ่มอ้างใช้เงินคงคลังหมดไปกับโควิด ประชาชนกำลังจะอดตาย ในขณะที่คน 5 คนยกมือให้เอาเงิน 2 หมื่นล้านบาทไปละลายแม่น้ำ

 

ข้อมูลเมื่อปี 2558 ระบุว่า ประเทศที่มีเรือดำน้ำ 10 อันดับแรกได้แก่

1. สหรัฐอเมริกา มีเรือดำน้ำ 72 ลำ

2. เกาหลีเหนือ มีเรือดำน้ำ 70 ลำ

3. จีน มีเรือดำน้ำ 67 ลำ

4. รัสเซีย มีเรือดำน้ำ 55 ลำ

5. อิหร่าน มีเรือดำน้ำ 32 ลำ

6. ญี่ปุ่น มีเรือดำน้ำ 16 ลำ

7. อินเดีย มีเรือดำน้ำ 15 ลำ

8. เกาหลีใต้ มีเรือดำน้ำ 13 ลำ

9. ตุรกี มีเรือดำน้ำ 13 ลำ

10. โคลัมเบีย มีเรือดำน้ำ 11 ลำ

โดยประเทศไทยติดอันดับที่ 47 เนื่องจากไทยไม่มีเรือดำน้ำ ซึ่งถ้าหากประเทศไทยมี “เรือดำน้ำ” ตามที่กระทรวงกลาโหมมีนโยบายจะจัดซื้อจำนวน 3 ลำ

พิจารณาจากข้อมูลปี พ.ศ.2558 ของ globalfirepower หากไทยมีเรือดำน้ำรวดเดียว 3 ลำ ไทยจะขยับอันดับประเทศครอบครองเรือดำน้ำเทียบเท่ากับ เวียดนาม แอฟริกาใต้ อาร์เจนติน่า และสเปน ที่มีเรือดำน้ำประเทศละ 3 ลำโดยไทยจะแซงหน้าเพื่อนบ้าน อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งมีประเทศละ 2 ลำ ส่วนสิงคโปร์มีเรือดำน้ำ 6 ลำ อยู่อันดับที่ 15

ศักยภาพ ในปี 2557 ซึ่งเป็นปีที่อดีต ผบ.ทบ.ทำรัฐประหาร ระบุว่าทหารไทยอยู่อันดับที่ 24 มีรถถังจำนวน 740 คัน อากาศยาน 543 ลำ งบประมาณด้านการทหาร 5,390,000,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนในปี พ.ศ.2558 อยู่ในอันดับที่ 20 มีงบประมาณด้านการทหารเท่าเดิมมีรถถังจำนวน 722 คัน อากาศยาน 573 ลำ

ผมไม่แปลกใจเลยแม้แต่นิดเดียวว่าทำไมถึงมีกระบวนการที่พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกสมัย

ทีแรกนึกว่าหลงอำนาจ สุดท้ายเงินนี่เอง

ไม่ได้กล่าวหาลอยๆนะครับ ลองมาดูความเคลื่อนไหวและการผลักดันงบประมาณของทหารในรัฐบาลประยุทธ์ ให้สาสมกับผลการเลือกตั้งที่แพ้แต่ยังได้เป็นนายรัฐมนตรีกันครับ

การจัดซื้อเรือดำน้ำชั้นหยวนคลาส เอส 26 ที ประเทศจีน ระยะที่สองและสามจำนวน 2 ลำ ด้วยงบประมาณรวม 22,500 ล้านบาทของกองทัพเรือ ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าอาจต้องชะลอไปอีกขยักหนึ่ง เนื่องจากงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรตามงบประมาณประจำปี 2563 จำนวน 4.7 หมื่นล้านบาท อาจไม่เพียงพอที่จะผลักดันโครงการดังกล่าว

ตามแผนเดิม ‘กองทัพเรือ’ ดำเนินการจัดซื้อเรือดำน้ำจำนวน 3 ลำ แบบจีทูจี ซึ่งผ่านการอนุมัติของคณะรัฐมนตรีในกรอบวงเงิน 3.6 หมื่นล้านบาท โดยได้ดำเนินการจัดซื้อลำแรกไปแล้ว ด้วยงบผูกพัน 7 ปี คือ 2560-2566 และใช้เวลาต่อเรือ 6 ปี ส่วนลำที่สองและสามจะทยอยจัดซื้อให้แล้วเสร็จภายใน 11 ปี นั้นหมายความว่าไทยจะมีเรือดำน้ำครบ 3 ลำ ประมาณปี 2570

หมายความว่าซื้อของปี 2560 เพิ่งประกอบเมื่อปี 2561 ได้รับของ ปี 2567 อนุมัติเงินปี 2563 นี่เป็นการค้าที่แหวกทุกศาสตร์ธุรกิจ ประมาณว่าซื้อข้าววันนี้ แม่ค้าลงมือทำพรุ่งนี้ อาทิตย์หน้าได้กิน

คณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่มีการประชุมไปเมื่อ 10 ธ.ค. 2562 พล.ร.อ.สิทธิพร มาศเกษม เสนาธิการทหารเรือ พร้อมคณะทำงานโครงการจัดซื้อเรือดำ นำข้อมูลเข้าชี้แจงเพิ่มต่อคณะกรรมาธิการ ส่งผลโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำระยะที่สอง และที่ 3 จำนวน 2 ลำผ่านไปด้วยดี

โดยขั้นตอนต่อไปเมื่อโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำระยะที่สองและสามผ่านชั้นคณะกรรมาธิการแล้วจะเข้าสู่การอนุมัติแผนและขั้นตอนอื่นตามลำดับ และจากนั้นเป็นเรื่องกองทัพเรือที่ต้องบริหารจัดการงบประมาณตัวเองและดำเนินการเรื่องว่าจ้างต่อไป

ซึ่งกมธ. 5 คนทำให้ตอนนี้ผ่านอนุมัติแผนเรียบร้อยแล้วนะครับ

แต่…แผนการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ไม่ได้มีเพียงของกองทัพเรือเท่านั้น พูดง่ายๆคือเอาเรือดำน้ำมาโยนหินถามทางเท่านั้นครับ

รายงานข่าวระบุว่า ในส่วนของกองทัพบกมีโครงการจัดซื้อยานเกราะลำเลียงพล หรือสไตรเกอร์ ลอต 2 จำนวน 50 คัน ตั้งงบไว้ที่ 4,500 ล้านบาท หลังจัดซื้อลอตแรกไปแล้ว 37 คัน ตามวงเงิน 2,960 ล้านบาท หลัง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) จัดซื้อลอตแรกไว้ที่ 37 คัน ตามวงเงิน 2,960 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีแผนจัดซื้อปืนใหญ่ขนาด 155 มม. เพื่อทดแทนจของเก่า โดยตั้งงบไว้ที่ 2,000 ล้านบาท

และอีก 900 ล้านบาท ตั้งงบไว้จัดซื้อปืนใหญ่ขนาด 105 มม.ด้วย พร้อมตั้งงบไว้ 1,350 ล้านบาท ในการจัดซื้อเครื่องบินแบบใช้งานทั่วไป

ซึ่งนโยบายคือการจัดซื้อจากสหรัฐ รวมถึงการแผนจัดซื้อรถถังวีที 4 ลอตที่ 3 จำนวน 1,600 ล้านบาท เพื่อทดแทนรถถังเอ็ม 41 โดยงบผูกพันตั้งแต่ปี 2563-2565

ส่วนกองทัพอากาศ พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ตั้งแผนจัดซื้อเครื่องบินขับไล่เพื่อทดแทนเอฟ-16 ตามโครงการระยะที่ 1 จำนวน 5,000 ล้านบาท โดยเป็นงบผูกพัน 3 ปี คือตั้งแต่ 2563-2566 ส่วนกริพเพนที่ตกไปก่อนหน้านี้ยังไม่มีแผนในการจัดซื้อเพิ่ม แต่ได้ตั้งงบประมาณไว้ 3,700 ล้านบาท ในการพัฒนาปรับปรุงขีดความสามารถในการส่งกำลังบำรุง และปรับสมรรถนะในเรื่องเทคโนโลยีและอุปกรณ์การฝึกโดยเป็นงบประมาณผูกพัน 3 ปีเช่นกัน

นอกจากนี้กองทัพอากาศยังตั้งงบประมาณไว้ 2,450 ล้านบาท ตามโครงการลอตที่ 4 เพื่อจัดซื้อเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้นแบบ T-50TH เพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่/ฝึกแบบที่ 1 หรือ L-39 อีกจำนวน 4 เครื่องเพื่อให้ครบ 1 ฝูงบิน หรือ 16 เครื่อง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และอดีตผู้บัญชาการทหารบก สั่งซื้อรถถัง VT-4 จำนวน 49 คัน แทนรถถัง M41s ที่ผลิตโดยสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ในประจำการมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งนี้ได้มีการส่งมอบรถถัง VT-4 ชุดแรก จำนวน 28 คันแก่ไทยแล้วในปี 2017 ส่วนที่เหลือคาดหมายว่าจะมีการส่งมอบกันในช่วงปลายปีนี้

 

เรียกได้ว่าใช้เงินภาษีประชาชนอย่างเพลิดเพลินไม่ต่างอะไรกับสามล้อถูกหวยแม้แต่น้อย

ชื่อเสียงการซื้อขายของประเทศไทยนั้นดังกระฉ่อนไปทั่วโลกครับ “สวี่ ลิ่ปิง” ผู้เชี่ยวชาญด้านกิจการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสถาบันสังคมศาสตร์ของจีน ระบุว่า “ไทยจะยังคงความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ในขณะเดียวกันก็ซื้ออาวุธจากจีน”

ในขณะที่จีนไม่สามารถแข่งขันกับสหรัฐฯ ในด้านการขายอาวุธในตลาดโลก แต่ฮาร์ดแวร์และเทคโนโลยีต่างๆ ของพวกเขาสามารถดึงดูดใจประเทศกำลังพัฒนาหลายชาติในแง่ของราคา, ความเหมาะสมและการบริการ

กลับมาที่เรือดำน้ำครับ เมื่อสร้างเสร็จแล้วเรือดำน้ำลำนี้จะมีระวางขับน้ำ 2,600 ตัน ความเร็วสูงสุด 18 นอต และสามารถอยู่ใต้น้ำต่อเนื่องได้นานสูงสุด 20 วัน โดยมันจะติดตั้งเทคโนโลยีเสียงและอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ล่าสุด และสามารถบรรทุกตอร์ปิโดและขีปนาวุธสูงสุด 16 ลูก และทุ่นระเบิดสูงสุด 30 ลูก

เนื่องจากเราไม่เคยมีเรือดำน้ำ เพราะฉะนั้นจึงยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าการบังคับขับเคลื่อนเพื่อ “ทดลอง” ใช้งาน ต้องอาศัยคนต่างประเทศหรือไม่ ได้มาแล้วจอดไว้เปล่าก็อายเขา จะออกทะเลถ้าเจอโคลนตมจะจมปากอ่าวหรือเปล่า

พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ออกมารับลูกเรื่องความพิเศษนี้ทันที โครงการเรือดำน้ำลำที่ 1 ผ่านไปก่อน ก็จะส่งคนไปฝึกศึกษา ซึ่งการจะมีเรือดำน้ำต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปีในการสร้างคน และไปฝึก และคุณสมบัติที่จะส่งคนไปฝึกเรื่องเรือดำน้ำก็ซับซ้อน และเป็นเรื่องลับ แต่พูดคร่าวๆ ได้ว่า เขาเหนือกว่าคนผิวน้ำปกติ

ผมว่าเอาเงิน 2 หมื่นล้านมาช่วยคนปกติดีกว่าครับ

เหนือกว่าลับกว่าขนาดนี้กองทัพเรือควรหาเงินเอง

///////////////

References

https://www.naewna.com/politic/513249

https://mgronline.com/around/detail/9610000089604

https://voicetv.co.th/read/H1RsYpku7

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: