Biznews

สังคม…(กำลัง) นิยมความรุนแรง?

ในโอกาสวันครอบครัวแห่งชาติ ผมคิดว่าสังคมไทยปัจจุบันกำลังสั่งสมความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆโดยที่บางทีเราก็ไม่รู้ตัวนะครับ อย่างเรื่องใกล้ตัวที่เราสัมผัสมันอยู่ทุกวันเช่น การแสดงความคิดเห็นบนสื่อโซเชียลมีเดียด้วยถ้อยคำหยาบคาย พอเริ่มเคยชินกับคำเหล่านี้มากๆก็เริ่มเลยเถิดใช้คำบางคำไม่เหมาะสมทั้งๆที่บางกรณีเราต่างก็ไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ

นี่ยังไม่นับความนิยมการบูลลี่ เพศสภาพ หน้าตา รูปร่าง ฐานะ รวมถึงทัศนคติทางการเมือง ที่นับวันความรุนแรงมันค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

1.จริงๆแล้วในวัฒนธรรมของไทยเองที่ผ่านมาการเหยียดที่ชัดเจนคือ เหยียดเพศ โดยเฉพาะเพศแม่ซึ่งกลายเป็นที่รองรับอารมณ์อยู่บ่อยครั้ง ตั้งแต่หน้าที่การงาน ไปจนถึงการใช้ความรุนแรงในครอบครัว

ทั้งๆที่ครั้งหนึ่งเราเคยรณรงค์หยุดความรุนแรงในครอบครัว แต่เมื่อกลายเป็นเรื่องผัวเมียเมื่อไหร่ชาวบ้านก็ไม่อยากยุ่งทันที

2.ความเสี่ยงระหว่างการเป็นวีรบุรุษกับหมาหัวเน่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้อย่างเท่าๆกันเลย คือถ้าคุณไปห้ามการใช้ความรุนแรงที่สามีกำลังบรรจงแข้งและหมัดมวยกับภรรยาได้ วันนี้อาจจะเป็นวีรบุรุษ แต่เมื่อคนสองคนกลับมาคืนดีกันก็จะกลายเป็นหมาหัวเน่าทันที

และคนไทยเราเกลียดที่สุดคือการกลายเป็นหมาหัวเน่า ใช่มั้ยครับ

แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะรุนแรงกันแบบไหน ใช้กำลังกันเพื่อวัตถุประสงค์ใด อารยธรรมมนุษย์เราไปไกลเกินกว่าจะเอาไม้มาฟาดหัวแล้วลากเข้าถ้ำกันนานแล้ว

แล้วเพราะอะไรทุกวันนี้เราจึงยังเห็นข่าวผู้หญิงถูกทำร้ายบ่อยครั้ง

3.หากจะโทษละครน้ำเน่า ที่สร้างออกมาแบบบ้านๆ หวังความสะใจ ก็ใช่ครับ ผมเห็นด้วย หลายกรณีเรารู้สึกว่ามันเกินเลยกับคำว่า “บันเทิง” มากไป

มีตัวอย่างให้เห็นในละครอยู่เยอะมากที่สร้างมาแล้วเด็กนั่งกินข้าวกับแม่ หรือดูละครกับแม่ ซึมซับไปอย่างไม่รู้ตัว ซึมซับไปมากๆก็คิดไปเองว่าการใช้ความรุนแรงคือเรื่องที่ถูกต้อง

4.มีหลายคนเบื่อละครไทยและหันไปดูซีรีย์เกาหลี ซึ่งวัฒนธรรมเกาหลีก็ไม่ใช่ว่าดี ทุกคนรู้กันว่ารัฐบาลเกาหลีใต้มีนโยบายส่งออกอุตสาหกรรมบันเทิง โดยเฉพาะภาพยนตร์ด้วยการให้ผู้สร้างทำละครออกมาจรรโลงสังคม คววามเน่าเฟะมันหนักขนาดนั้น และความจริงคือผู้ชายเกาหลีนี่ได้ชื่อว่าเป็นที่สุดในเอเชียที่ใช้ความรุนแรงในครอบครัว

 

5.เมื่อภาพยนตร์หรือละครของเกาหลีออกมากล่อมเกลาสร้างผู้ชายในฝันขึ้นมา ผู้หญิงไทยก็ติดกันงอมแงม แต่ผู้หญิงเกาหลีเขาต่อต้านกันจริงจัง รัฐบาลไม่ได้มีเพียงนโยบายในการสร้างอุตสาหกรรมบันเทิงปรับทัศนคติเท่านั้นแต่ยังตรากฎหมายออกมาบังคับ เรียกได้ว่ามีบทลงโทษทั้งทางสังคมและกฎหมาย

6.ประเด็นที่น่าคิดคือ ครอบครัวในสังคมไทยตราบใดที่ยังติดกับคำว่า “ช้างเท้าหน้า” นั่นก็หมายความว่า การใช้ “เท้า”กับผู้หญิงและเด็กยังคงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง มีบ่อยครั้งเหตุชู้สาวจบด้วยผู้ชายใช้อาวุธปืนยิงหญิงสาวเสียชีวิต นั่นเป็นเพราะสังคมไทยยังไม่ได้ปลดล็อคตัวเองออกมาจากความรุนแรงแม้แต่ก้าวเดียว มันเป็นค่านิยมที่ย้อนยุคไปถึงสมัยสยามยังคงมีทาส ทัศนคติที่มองเรื่องสิทธิความเท่าเทียมยังไม่เกิดขึ้นจริ

7.บางคนบอกว่าบางทีผู้หญิงก็ใช้ความรุนแรงกับผู้ชาย ก็ต้องยอมรับว่าจริงครับ แต่น้อยเหลือเกินที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนั้น นั่นหมายความว่าการเลี้ยงดู การทำให้เด็กเห็นถึงการให้เกียรติเพศแม่ตั้งแต่ยังเด็กล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ยิ่งในครอบครัวที่ปากกัดตีนถีบหาเช้ากินค่ำสิ่งแวดล้อมเต็มไปด้วยชุมชนแออัดหวังจะให้เด็กเหล่านั้นโตมาเป็นคนสุภาพ ก็แทบเป็นไปไม่ได้เลย คือความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจก็มีส่วนเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่จะกำหนดให้การเลี้ยงดูสร้างให้เด็กคนหนึ่งเติบโตมาอย่างไรเช่นกัน

8.กฎหมายของไทยเองก็หละหลวม และเพราะกฎหมายที่ควรใช้กลับไม่ได้ใช้เพราะไม่อยากให้นานาชาติตีตราว่าเป็นประเทศที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน คำพิพากษาประหารชีวิตในทางปฏิบัติส่วนใหญ่จึงกลายเป็นการจำคุกตลอดชีวิต

9.และเพราะกฎหมายที่ควรบังคับใช้ กลับไม่ได้ใช้ การก่อเหตุซ้ำๆของนักโทษที่พ้นการจำคุกออกมาจึงมีอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะคดีข่มขืน สังคมไทยจะออกมามีปากเสียงด้านความรุนแรงทีก็ต้องมีเหยื่อถูกสังเวย ก่นด่าประณามสาปแช่งเสร็จแล้วกลับไปบ้านสามีก็ยังนิยมตบตีภรรยาเหมือนเดิม นี่ก็ไม่ได้มีประโยชน์ใดๆ

10.ประเทศไทยมีกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีกระทรวงวัฒนธรรม (วฒ.) 2 กระทรวงหลักๆ ที่สามารถเป็นแม่งานในการรณรงค์ได้ แต่รัฐมนตรีที่เข้าไปก็เหมือนหายเข้ากลีบเมฆ จัดสรรโควต้าแบ่งเค้กกันเสร็จก็อยู่ไปวันๆ รอรับเงินเดือนละแสน ผมต้องขออนุญาตชี้ช่องให้องค์กรหรือหน่วยงานที่มีศักยภาพได้กดดันบ้าง เอาตรงๆ ตอนนี้ผมยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ารัฐมนตรีทั้ง 2 กระทรวงชื่ออะไร มีผลงานเด่นชัดให้นึกถึงคืออะไร

11.สุดท้ายที่อยากจะเปิดประเด็นทิ้งไว้ให้คนตัวเล็กๆได้ลุกขึ้นมาสู้เพื่อรักษาเกียรติของตนเองไม่ให้ใครย่ำยีตามอำเภอใจ คือ ในอนาคตหากลูกหลานของเรา ที่เราฟูมฟักทะนุถนอมเลี้ยงมาเพื่ออยากเห็นเขามีอนาคตดีๆ แต่เมื่อเข้าไปอยู่ในสังคมกลับถูกคนอื่นเขากระทำด้วยความรุนแรง เราจะรู้สึกอย่างไร

ใช่ครับ วันนี้ลูกหลานเรายังไม่โดนรังแก ไม่โดนทำร้าย แต่ในสังคมแบบนี้เราจะมั่นใจได้หรือครับว่าเขาจะปลอดภัย เราควรต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง ใครไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ง่ายๆเริ่มที่ครอบครัวของเราตั้งแต่วันนี้ครับ ให้เขาได้ซึมซับรังเกียจการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ปลูกฝังเขาให้ตระหนักว่าไม่มีใครมีสิทธิมาใช้กำลังข่มเหงเรา 

 

(บทความโดย  ธนก  บังผล)

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: