Biznews

‘สงคราม COVID-19’ เกมส์ที่ดวลกันระหว่างไวรัสกับคน!

สงคราม COVID-19 ครั้งนี้สอนเมืองไทย และประเทศอื่นๆ ทั่วโลกหลายอย่าง เป็นเกมส์ที่ดวลกันระหว่างไวรัสกับคน ทดสอบสมรรถนะในการเอาชีวิตรอด ไวรัสก็หาทางกลายพันธุ์ให้มีสมรรถนะในการแพร่ไปได้มากได้ไวกว่าเดิมและมันก็ทำสำเร็จ ดังที่เห็นจากการกลายพันธุ์ที่ตำแหน่ง 614 โดยเปลี่ยนกรดอมิโนจาก aspartate ไปเป็น glycine ที่เราเรียกว่าสายพันธุ์ G ซึ่งมีอีกหลากหลายตัวย่อยภายใต้กลุ่มนี้
ทั้งนี้ทำให้มีความสามารถแพร่ไวกว่าเดิม 4-100 เท่า และแบ่งตัวไวขึ้น 22% แม้อัตราตายจะยังคงเดิมก็ตาม แต่ก็ถือว่ามีสมรรถนะเพิ่มขึ้น  ส่วนคนนั้น กำลังแข่งกับไวรัสด้วยการค้นหาอาวุธคือยารักษา และวัคซีนป้องกัน ซึ่งล้วนกำลังอยู่ในกระบวนการวิจัยที่ต้องใช้เวลา บางประเทศรีบด่วนในการกลับมาใช้ชีวิตเสรี ปล่อยปละละเลยการป้องกัน หรือมีการเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างกัน ก็ทำให้สถานการณ์ระบาดซ้ำรุนแรง
จากที่สังเกตมา เราเห็นสิ่งที่น่าเรียนรู้หลายอย่างที่สำคัญจากการเคลื่อนไหวของสังคมโลก
หนึ่ง กระบวนการศึกษา และพัฒนานวัตกรรมต่างๆ รวมถึงยาและวัคซีน ดูจะใช้เวลาน้อยกว่าสมัยก่อนเยอะ
สอง เราล้วนโหยหามาตรฐานในการต่อสู้โรคระบาดในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานของการดูแลรักษา ซึ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามความรู้ที่ได้จากการวิจัย แต่เดิมไม่มีข้อมูลอะไรเลย จึงต้องลองผิดลองถูก ดูแลรักษาแบบประคับประคอง หรือประยุกต์ใช้สิ่งต่างๆ เท่าที่พอมี หรือที่พอจะมีความเป็นไปได้ตามทฤษฎี จนในปัจจุบันเรารู้ว่าสเตียรอยด์ช่วยลดอัตราตายในผู้ป่วยหนัก และ Remdesivir ช่วยลดระยะเวลานอนโรงพยาบาลในผู้ป่วยอาการปานกลางถึงรุนแรง แม้จะไม่ลดอัตราตาย
ในขณะเดียวกันระหว่างที่เราเรียนรู้กันทั่วโลก ก็มีปัญหาให้ขบคิดเรื่องสิทธิ และประเด็นเชิงจริยธรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดูแลรักษา และการเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันตัวที่ได้มาตรฐาน ทั้งบุคลากรทางการแพทย์และประชาชน โดยมีตัวอย่างอิทธิพลของธุรกิจการเมืองที่ทำให้เกิดปัญหาหลากหลายด้าน
สาม ระบบการทำงานทั่วโลกได้เปลี่ยนแปลงไป มีการปรับทั้งกลไก วิธีการ จำนวนคน พร้อมการวางแผนจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการติดเชื้อ นอกจากนี้ยังมีรูปแบบใหม่ๆ ของการทำงานที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
สี่ เราเห็นการวางแผนเตรียมพร้อมรับมือ (Preparedness system) ทั้งในแง่ระบบการทำงาน การระดมทุนและทรัพยากร และไปถึงห่วงโซ่การผลิตยา วัคซีน และอุปกรณ์ป้องกัน ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ และเห็นความสำคัญของการทำงานร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน และประชาชน
และห้า เราเห็นปรากฏการณ์ความไม่เป็นธรรมทั้งในด้านสุขภาพ ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกำหนดนโยบายที่ไม่เหมาะสมเพราะอาจนำความเสี่ยงต่อทุกคนในประเทศทั้งๆ ที่อยู่ในภาวะโรคระบาด เช่น การสนับสนุนแข่งรถ การกำหนดกฎเกณฑ์มาตรฐานที่บังคับใช้ไม่เท่าเทียมกัน การ์ดคนอื่นตกไม่ได้แต่ฉันตกได้ การได้รับข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือไม่ชัดเจน รวมไปถึงปัญหาคอรัปชั่นเรื่องอื่นๆ ในสังคม เช่น หักหัวคิวโรงแรม หน้ากากล่องหน เป็นต้น
โดยความไม่เป็นธรรมเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่างๆ ตามมา เช่น การทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นศรัทธา ความฉงนสงสัยต่อทั้งระดับบุคคล หน่วยงาน หรือแม้แต่รัฐก็ตาม
สิ่งที่เราเรียนรู้เหล่านั้น ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้คนทุกคนพัฒนาตัวเอง พัฒนาประเทศ ให้มีสมรรถนะในการอยู่รอดจากสงครามไวรัสครั้งนี้ไปด้วยกันมากขึ้น
ขึ้นอยู่กับว่า “เรา”ได้คิดที่จะยอมรับ เรียนรู้ และนำมาพัฒนาตัวเองหรือไม่
หรือเราจะยอมพ่ายแพ้ให้แก่กิเลส และจะทำให้มีโอกาสพลาดพลั้งให้แก่ไวรัสโรค COVID-19 นี้
กาลเวลาเท่านั้นที่จะเป็นตัวพิสูจน์
ขอให้เราทุกคนพยายามป้องกันตัวอย่างเคร่งครัด มีสติในการดำรงชีวิต และยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป็นเข็มทิศชีวิตของเรา
แต่ในแง่ของนโยบายรัฐนั้น คงได้แต่เอาใจช่วยให้ตัดสินใจปกป้องประชาชนจากความเสี่ยงในการนำเชื้อเข้ามาจากต่างประเทศ ไม่หลงคารมที่หวังทำให้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว…
ด้วยรักต่อทุกคน

27 กันยายน 2563
โดย รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรศ.ดร.พญ.ภัทรวัณย์ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: