BiznewsColumnist

เมื่อหมดศรัทธากับนักการเมือง!!!

เมื่อหมดศรัทธากับนักการเมือง
ธนก​ บังผล
     เกือบจะครบ​ 1​ ปี​เต็มแล้วนะครับ หลังจากที่ประเทศไทยได้มีการเลือกตั้งครั้งล่าสุด​ ผมจำได้ว่าบรรยากาศช่วงหาเสียงตอนนั้น​ เราเหมือนจะ​มีความหวังว่าชาติบ้านเมืองคงเดินไปในทิศทางทึ่ถูกที่ควร
      พูดกันตรงๆก็คือ​ ต่างก็หวังว่าผลการเลือกตั้งจะทำให้ประเทศมีอนาคต​
      พอเกิดประเด็น​ “บัตรเขย่ง” ขึ้นมา​ รวมถึงการให้สมาชิกวุฒิสภา​ 250​ คน​ เลือกนายกรัฐมนตรี​ ซึ่งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาประชาชนเริ่มสงสัยว่า​ “กติกา” ที่ถูกเขียนขึ้นนั้นมีแนวโน้มสร้างประโยชน์ให้กับคนกลุ่มหนึ่งมากกว่ารักษาผลประโยชน์ของประเทศหรือไม่
      ผลการเลือกตั้งยังทำให้เราได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร​ (สส.)​ บางคนที่เหมือนจะตกเกรด​ วุฒิภาวะเมื่อ​วัดจากสายตาแล้วเห็นชัดเลยว่าคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน
      ที่ต้องบอกอย่างนี้​ ไม่ได้หมายความว่าเสียงของประชาชนที่เลือก​ สส.​ เข้ามา​ไม่มีคุณภาพนะครับ​ แต่วิธีและขั้นตอนในการเลือกตั้งถูกบิดไปจนสร้างกลไกอะไรสักอย่างขึ้นมาแบบเพี้ยนๆ
      ระหว่างนั้นก็เหมือนบังคับให้คนทั้งประเทศกลืนน้ำลายตัวเองด้วยคำสั้นๆว่าต้องยอมรับผลการ​ “เลือกตั้ง” โดยผมเองยังมองโลกในแง่ดีว่าเมื่อผ่านไปสักระยะ ให้เวลารัฐบาลทำงานเข้าที่เข้าทางแล้ว​ อนาคตที่เราหวังไว้ก็น่าจะพอมองเห็นอยู่บ้างไม่ช้าก็เร็ว
         จนแล้วจนรอด.. กระทั่งปัจจุบัน​ ผมเห็น​ สส.พกวัตถุระเบิดเข้าสภาหน้าตาเฉย​, รุกป่าแล้วยังข่มขู่ขั้นตอนทางกฎหมายดึงประชาชนมาเป็นเกราะกำบัง​, ใช้อำนาจหน้าที่เข้าไปอยู่ในคณะกรรมาธิการเพื่อถ่วงทำลายการพิจารณาปัญหาของชาวบ้านไม่ต่างจากเด็กเล่นขายของ​
       ผู้นำรัฐบาลมักออกมาแนะนำการแก้ไขปัญหาต่างๆให้ชาวบ้านทั้งๆที่ไม่มีความรู้​ ความเข้าใจ​ การบริหารประเทศและเศรษฐกิจแบบเช้าชามเย็นชาม​ ประหนึ่งเข้ามาเพื่อรักษาอำนาจของตัวเองไปวันๆ
      สำหรับผมแล้ว​ตอนนี้ รู้สึกสิ้นหวังจริงๆครับ​ อนาคตที่จะฝากไว้กับผู้บริหารประเทศและ​ สส.บางคนนั้น​ เกรงว่าจะพังเพราะไร้ความสามารถเสียมากกว่า
        ประเทศดูไม่มีอนาคต​ ซึ่งผมมาถึงจุดที่ได้แต่บ่นเบาๆกับตัวเอง​ กลัวว่าหากใครได้ยินแล้วจะตราหน้าผมว่าเป็นพวกชังชาติ​
         การเมืองวันนี้​ โดยนักการเมืองที่มีตอนนี้​ กลายเป็นวิกฤตปัญหาที่น่ากลัวมากนะครับ​และน่ากลัวที่สุดด้วยเนื่องจากนักการเมืองไม่รู้ตัวเองเลยว่ากำลังเป็นปัญหา​
        การแบ่งฝ่ายแบ่งข้างประชาชน​  จัดตั้งกลุ่มคนขึ้นมาเชียร์รัฐบาล​ ต่อต้านฝั่งตรงข้าม​ แตกแยกสีเสื้อที่ลุกลามเกินกว่าคำว่า​ “สลิ่ม-เสื้อแดง”
         หลายคนเริ่มเบื่อการเมือง​ พยายามไม่สนใจตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน​
         แต่ก็ปรากฏว่าสถานการณ์ข้าวยากหมากแพงเศรษฐกิจฝืดเคือง​ เงินหายากมากขึ้น​ คนตกงานเพิ่มขึ้น​ มิจฉาชีพหลากหลายขึ้น​ มันท้อนะครับ
        นี่เพิ่งเริ่มต้นปีใหม่มาไม่ถึงเดือนเลย​ กำลังใจก็แทบไม่เหลือแล้ว
       คุณภาพชีวิตคนไทยควรจะมีอะไรให้เจริญหูเจริญตาบ้าง​ ก็กลับต้องมาเจอนักการเมืองในสภาที่ไร้สาระ​ ไร้คุณภาพ​ ทำตัวให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาขึ้นทุกวัน​
       นั่นละครับ​ ผมอึดอัดจนต้องบ่นกันเป็นเรื่องเป็นราว​ เขียนเสียยืดยาว
       เห็นทีประชาชนต้องกลับมาตระหนักถึงความสำคัญของคะแนนเสียงแล้วละครับ​
        เลือกตั้งครั้งนี้มันแย่ขนาดไหน​ ถ้ามีโอกาสใหม่ครั้งหน้า​ ก็อย่าเลือก​ สส.​ คุณภาพต่ำเข้าไปเปลืองเงินภาษีเราอีกเลยครับ
         ไม่เช่นนั้นเราคงไม่ได้ลืมตาอ้าปากกันเสียทีแน่นอน
Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: