Columnist

ดราม่าแอปหมอชนะ! ‘กลิ่นไม่พึงประสงค์’ เมื่อหลงในอำนาจ!!!

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผู้ได้ร่วมงานกับรัฐบาลทนกับการบริหารจัดการ “หน้าที่” ไม่ไหว จนต้องประกาศขอยุติการมีส่วนร่วม ไม่ขอสังคายนาในบรรยากาศที่มีแต่ความอึดอัด ทั้งๆที่ปัญหาสำคัญของประเทศขณะนี้ควรจะได้รับการสนับสนุนจากผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง

 

จริงอยู่ครับว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อาจไม่สนใจที่ทีมงานพัฒนาแอพพลิเคชั่น “หมอชนะ” เตรียมแยกทางกับรัฐบาล เพราะรอยร้าวนี้ไม่สะเทือนกับเสถียรภาพและความมั่นคงในการบริหารประเทศ

 แต่สำหรับภาพลักษณ์ที่ประชาชนมองไปยังรัฐบาลนี้ก็คงไม่ใช่ทุ่งลาเวนเดอร์เช่นกัน

 แอพพลิเคชั่น “หมอชนะ” เป็นผลงานร่วมระหว่าง กลุ่มผู้พัฒนาซอฟต์แวร์อิสระ Code for Public, กลุ่มผู้เชี่ยวชาญซอฟต์แวร์-วิเคราะห์ข้อมูลชื่อ “กลุ่มช่วยกัน” และได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรธุรกิจ สถาบันการศึกษาอีกจำนวนมาก

ชื่อผู้พัฒนาแอพ “หมอชนะ” ใน App Store คือ Electronic Government Agency (Public Organization) Thailand ส่วนบน Play Store คือ Digital Government Development Agency, ThailandTools ซึ่งก็คือ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)

หากเป็นอย่างที่ นายปรัชญา อรเอก ผู้ประกาศข่าว สถานีโทรทัศน์ช่อง ONE31 โพสต์ข้อความระบุว่า “ทีมงานเอกชนพัฒนาแอพหมอชนะ ออกมาแฉเรื่องถูกผู้ใหญ่ล้วงลูกหนักเลย”

วันนี้ทางกลุ่ม Code for Public ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่น “หมอชนะ” ออกแถลงการณ์ “วางมือ” ยุติบทบาททุกอย่างที่เกี่ยวข้องแอพหมอชนะ ในเวลาอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า สาเหตุของการยุติบทบาทอาสาสมัครกลุ่มเล็กๆ กลุ่มนี้ เท่าที่ทราบมาจากสาเหตุ 2 ประการ ประการแรกได้แก่ แรงกดดันของ “ผู้ใหญ่” ระดับรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงและผู้อำนวยการหน่วยงานหลายหน่วยที่ช่วยกัน “รุมทึ้ง” อำนาจในการควบคุมและกำหนดอนาคตของ “หมอชนะ” อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจากทีมงานที่สร้างแอพฯมากับมือ

ประการที่สอง มาจากการ “ใส่เกียร์ว่าง” ของเจ้าหน้าที่หน่วยงานระดับกรมที่ได้รับหน้าที่ในการปรับเปลี่ยนสถานะการติดเชื้อของคนไข้จาก “เสี่ยงต่ำ” เป็น “ติดเชื้อ” ทำให้เกิดกรณี “คนไข้ติดเชื้อ นอนโรงพยาบาล แต่ยังคงมีสถานะเสี่ยงต่ำ” โดยทราบว่ามาจากคำสั่งของระดับอธิบดีกรมที่ออกปากว่า “ไม่ใช่กงการอะไรของกรมฯ ที่จะไปแจ้งว่าใครติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อ”

รู้สึกหดหู่และสิ้นหวังกับความมืดบอดทางความคิดและทัศนคติเห็นแก่ตัวของบุคคลเหล่านี้ผู้ได้ชื่อว่าเป็น “ผู้ใหญ่” ของบ้านเมือง ที่แม้ในวิกฤตสาหัสของประเทศชาติ ก็ยังเห็นสวัสดิภาพของประชาชนที่จ่ายภาษีเลี้ยงดูพวกเขาสำคัญเป็นอันดับท้ายสุดเหมือนเดิม

นี่เป็นข้อความที่นักข่าวช่อง ONE31 โพสต์ในสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งผมตีความสรุปแบบลูกทุ่งตรงไปตรงมาได้ว่า ปัญหาประเด็นแรกคือการ “ไม่มีมารยาท” ส่วนประเด็นที่สองสะท้อนวิธีการทำงานของราชการที่ชาวบ้านเขาร่ำลือกันมานานแล้วว่าถ้า “ธุระไม่ใช่” อยู่เฉยๆดีกว่า

เมื่อ “ไม่มีมารยาท” มาบรรจบกับ “ธุระไม่ใช่” ในเรื่องคอขาดบาดตายของประชาชนขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสคิวด-19 กำลังวิกฤตหนักไปทั่วทุกภูมิภาค

ผมอยากถามว่า รัฐบาลจะจำกัดนิยาม “ความสำเร็จ” ในการทำงานป้องกันการแพร่ระบาดรอบใหม่นี้อย่างไรครับ

ไม่ต้องพูดถึงวลีเปรียบเปรยที่ช่างขยันคิดกันขึ้นมาให้คนฟังปวดหัวอย่าง “ถึงเธอจะมีเฟอร์รารี่ฉันก็จะเอามาขนถ่าน” ซึ่งทำให้ผมฉุกคิดประโยคของคุณหมอทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ขึ้นมาทันทีว่า “ทำงานไม่ได้เงินเดือน”

ทำไมมันไม่เหมือนเป็นบุคลากรที่ทำงานในประเทศเดียวกันเลยครับ

หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ข่าวการลาออกของ นายปรีดี ดาวฉาย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่เข้ารับตำแหน่งได้ไม่ถึงเดือนก็ยื่นหนังสือขอแยกทางให้เหตุผลแบบบัวไม่ช้ำว่ามีปัญหาสุขภาพ 

ลือกันให้ทั่วตึกไทยคู่ฟ้าครับสาเหตุเป็นเพราะอะไร แต่แทนที่จะแก้ไขด้วย “การให้เกียรติ” กลับเห็นดีเห็นงามกับการเล่นพรรคเล่นพวก

อย่าลืมว่าก่อนที่นายปรีดี จะลาออก ก็มีรัฐมนตรีลาออก 6 คนจนต้องปรับคณะรัฐมนตรี ประกอบด้วย

1. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ขอลาออกจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2563

2. นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ขอลาออกจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2563

3. นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ขอลาออกจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2563

4. นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ขอลาออกจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2563

5. นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ขอลาออกจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2563

6. หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ขอลาออกจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2563

รัฐมนตรีทั้ง 6 คนอาจมีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่เหมือนกับนายปรีดี ซึ่งผมคิดเอา เดาเอาเองว่าทั้ง 6 ท่านที่ลาออกคงเห็นพ้องตรงกันว่าพักผ่อนอยู่บ้านดีกว่าร่วมงานกับรัฐบาลนี้ ไม่เช่นนั้นแล้วก็ต้องมีสักคนที่มีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันบ้าง

และอย่างที่ทราบกันดีว่าเมื่อรัฐมนตรีลาออก ก็หาคนมาแทนตำแหน่งได้ยากเหลือเกิน เป็นไปได้ว่าเพราะไม่มีใครอยากเปลืองตัว

กลิ่นนี้แรงมากนะครับ และแรงขึ้นเรื่อยๆ แรงจนคนที่มีความรู้ความสามารถทำงานให้ประเทศชาติยังต้องเบือนหน้าหนี

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่ 2475 ซ้ำรอยเสมอนะครับ ผู้หลงในอำนาจถ้าไม่ปรับปรุงตัว ไม่แก้ไขในสิ่งที่ผิด สุดท้ายผู้นำมักจะมีจุดจบไม่สวยครับ

(บทความโดย ธนก  บังผล)

 

 

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: