Biznews

วัดขุมกำลัง”เบอร์รอง”ทำตลาดแอร์หมื่นล้านเดือด!

จากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจรวมทั้งภาวะอากาศที่ไม่ค่อยเป็นใจส่งผลโดยตรงต่อตลาดเครื่องปรับอากาศเมืองไทยที่มีมูลค่าราว 26,000 ล้านบาท หรือยอดขายรวม 1.3-1.4 ล้านเครื่องเป็นอย่างมาก โดยในปีที่ผ่านมารวมถึงปีนี้คาดการณ์ว่าตลาดน่าจะติดลบต่อเนื่องเป็ตัวเลขถึงสองดิจิดเลยทีเดียว

แม้ว่าตลาดจะติดลบแต่ทว่าผู้ประกอบการก็ยังไม่หมดหวังใส่เกียร์เดินหน้าหวังปลุกกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยเฉพาะในช่วงท้ายปีเช่นนี้ รวมทั้งความไม่แน่นอนของสภาพอากาศที่เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวจนทำให้ฤดูการขายของเครื่องปรับอากาศปรวนแปรตามไปด้วย 

“ไดกิ้น” เปิด “Daikin Customer Care Center”

“ไดกิ้น” หนึ่งในแบรนด์ผู้นำความเย็นจากญี่ปุ่น  ล่าสุด ประกาศทุ่มทุนกว่า 30 ล้านบาท เปิด “Daikin Customer Care Center” ศูนย์บริการลูกค้าครบวงจรแห่งแรกในไทย พร้อมติดตั้งอุปกรณ์อันทันสมัย เพื่อเชื่อมโยงการบริการผ่านระบบอัจฉริยะ พร้อมเปิดตัวแอพพลิเคชั่น My Daikin ตอบโจทย์การบริการครบวงจร สร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า หวังยอดขายเติบโตกว่า 15 % ในปี 2562

ดร.พรเทพ พรประภา ประธานกรรมการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด เปิดเผยว่า Daikin Customer Care Center เกิดจากความต้องการพัฒนางานบริการสู่ความเป็นเลิศในตลาดเครื่องปรับอากาศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการลูกค้าแบบครบวงจร ตอบสนองลูกค้าได้อย่างครอบคลุม รวดเร็วฉับไว และจะเป็นโมเดลในการให้บริการที่พร้อมจะขยายไปยังทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทยต่อไป จึงได้ใช้งบประมาณลงทุนกว่า 30 ล้านบาท ปรับปรุงอาคารบนพื้นที่ใช้สอยทั้งสิ้น รวมกว่า 1,300 ตารางเมตร เพื่อสร้างให้เป็นศูนย์ดูแลลูกค้าของไดกิ้น ในส่วนสำนักงานใหญ่ ซึ่งครอบคุมพื้นที่ในกรุงเทพและปริมณฑล ประกอบด้วยหลายส่วนงาน ทั้งส่วนงานวางแผนกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจใหม่ด้านงานบริการ (Business Development) ส่วนควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์และคุณภาพงานบริการ (Quality Assurance) ส่วนงานซ่อมบำรุง (Repair Service) เครื่องปรับอากาศสำหรับที่พักอาศัย (Residential) และเครื่องปรับ อากาศเชิงพาณิชย์ (Commercial) นอกจากนี้ ยังมีส่วนงานขายสัญญาบริการ (Maintenance Contract Sales) ที่ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่มตามประเภทเครื่องปรับอากาศและศูนย์จำหน่ายอะไหล่แท้ไดกิ้น

โดยมีความพิเศษที่ การวาง Layout ของอาคาร ซึ่งตัวอาคารได้รับการออกแบบให้มีห้อง Daikin Remote Monitoring System (DRMS) สำหรับดูแลลูกค้าสัญญาบริการที่ใช้แอร์ระบบ VRV ซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ของบริษัทฯ ช่วยในการบริหารจัดการพลังงานเพื่อให้ประหยัดไฟสูงสุดและมีระบบแจ้งเตือนมายังศูนย์ DRMS หากเกิดความบกพร่องกับเครื่องปรับอากาศ ทำให้สามารถวิเคราะห์อาการเสีย จัดเตรียมอะไหล่เพื่อให้บริการได้ทันท่วงที พร้อมกันนี้ ยังมีการจัดโซนต่างๆ เช่น Customer Consult Corner, Knowledge Corner, Service Network Corner, Customer Care Corner สำหรับดูแลลูกค้าของไดกิ้น โดยจะเห็นว่า ศูนย์แห่งนี้ สามารถรองรับการดูแลลูกค้าในทุกประเภทกลุ่มผลิตภัณฑ์ของเครื่องปรับอากาศ ในส่วนงาน After Sales Service ทั้งหมด ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล และในอนาคตยังมีแผนขยายฟังก์ชั่นงานต่างๆ ที่ศูนย์ฯ แห่งนี้มี ไปยังสำนักงานบริการสาขาในต่างจังหวัด ซึ่งปัจจุบันมี 8 สาขา ในหัวเมืองใหญ่ ภูเก็ต,เชียงใหม่,ขอนแก่น,โคราช,ระยอง,นนทบุรี) และในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม (อมตะนคร ชลบุรี และ นวนคร ปทุมธานี) นอกจากนี้ยังมี โมบายเซอร์วิสที่สุราษฎร์ธานีและสงขลาเพื่อดูแลลูกค้าให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อการดูแลลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

ในส่วนของแผนการตลาด มร. อาคิฮิสะ โยโคยามา ผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวว่า ไดกิ้นมีความมุ่งหวังในการเป็นผู้นำตลาด (Market Leader) ด้านการให้บริการเครื่องปรับอาการแบบครบวงจร โดยคำนึงถึงความพึงพอใจลูกค้าสูงสุดเป็นเป้าหมายหลัก จึงมีการพัฒนาและปรับปรุงการให้บริการให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในอนาคตไดกิ้น จะมุ่งเน้นพัฒนาด้าน Solution Business โดยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาพัฒนางานบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในด้านต่างๆ

“หลังจากที่ออกสินค้าตัวใหม่เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มที่พักอาศัย และเชิงพาณิชย์ ในปี งบประมาณ 2561 ที่จะจบในเดือนมีนาคม 2562 นี้ เราคาดการณ์ว่าจะสามารถทำยอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ มูลค่ารวมกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ทำให้ไดกิ้นรักษาความเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดเครื่องปรับอากาศในประเทศด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่ 26 เปอร์เซ็นต์ ครองอันดับหนึ่งในตลาดเครื่องปรับอากาศในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง”

ในปีที่ผ่านมาผู้บริโภคก็มีแนวโน้มหันมาใช้เครื่องปรับอากาศอินเวอร์เตอร์กันมากขึ้นจากเดิมสัดส่วนอินเวอร์เตอร์ในไทยอยู่ที่ 44% (ปี 2560) ในปี 2561 นี้เพิ่มขึ้นเป็นราว 60% แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ไดกิ้นเปิดตัว สบายอินเวอร์เตอร์ ที่ได้รับการตอบรับอย่างดี ด้วยการชูนวัตกรรมแผงวงจร Super PCB Pro Technology ที่ทนต่อไฟตก ไฟกระชาก(440V) สามารถสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคมั่นใจที่จะใช้ระบบอินเวอร์เตอร์มากขึ้น

และในปี 2562 นี้ไดกิ้นยังพัฒนาโครงสร้างคอยล์ร้อนใหม่ให้ป้องกันจิ้งจกและสัตว์เลื้อยคลานไม่ให้เข้าไปสร้างความเสียหายกับแผงวงจร จะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้อีกขั้นหนึ่ง อีกทั้งไดกิ้นยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดอินเวอร์เตอร์ R32 ด้วยการตอบโจทย์ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 แบบใหม่ที่มีระดับดาวเพิ่มมากขึ้น โดยจะมีการเพิ่มไลน์อัพสินค้าอินเวอร์เตอร์ให้หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่มีความต้องการที่แตกต่างกัน เน้นกระจายอินเวอร์เตอร์สู่ช่องทางต่างจังหวัด ด้วยราคาที่ไม่ต่างจากรุ่นธรรมดามากนัก

โดยเครื่องปรับอากาศที่เปิดตัวใหม่ล่าสุดนี้ ไดกิ้นมุ่งเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าที่ใช้ภายในบ้านและกลุ่มผู้ออกแบบวิศวกรรมที่ปรึกษา หรือ Consultant Designer และ ดีเวลล็อปเปอร์ ที่มุ่งเน้นตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคโดยนำ ระบบ Mold Proof เพื่อไล่ความชื้น ยับยั้งเชื้อราและกลิ่นอับภายในเครื่อง, Coanda Design หน้ากากดีไซน์ใหม่ส่งลมไกลถึง 9 เมตร เพิ่มเซ็นเซอร์วัดความชื้น และเพิ่มความละเอียดในการปรับอุณหภูมิขึ้นลงทุก 0.5 องศาเซลเซียสเพื่อความแม่นยำ ที่ตอบโจทย์ใน 4 ปัญหา ทั้งเรื่อง กลิ่น เย็นไม่ทั่วถึง เย็นช้า และไม่สบายตัว ทำให้เรามั่นใจว่าสินค้าของเราจะตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น พร้อมรักษาความเป็นผู้นำด้านตลาดอินเวอร์ด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่ 29 % ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในปี 2562 นี้ได้

ทั้งนี้ปัจจุบันผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศทุกรายหันมาผลักดันระบบอินเวอร์เตอร์มากขึ้น ไดกิ้นจึงคาดว่าสัดส่วนมูลค่าตลาดระบบอินเวอร์เตอร์จะเพิ่มจาก 60% ในปี 2561 เป็น 65% ในปี 2562 โดยมีเป้าหมายที่ไดกิ้นยังคงเป็นผู้นำตลาดอินเวอร์เตอร์อยู่อย่างต่อเนื่อง โดยจากยอดขายที่เติบโตต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นว่าตลาดเครื่องปรับอากาศสำหรับที่พักอาศัยและเชิงพาณิชย์ในเมืองไทยยังคงมีมูลค่าเติบโตขึ้นทุกปี และคาดว่ามูลค่าตลาดรวมจะเติบโตประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์ (50,000 ล้านบาท) จากปี 2561(47,300 ล้านบาท) โดยไดกิ้นมองว่าจะสามารถได้ส่วนแบ่งการตลาด 28% ในปี 2562 ซึ่งจะยังคงทำให้เราเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดเครื่องทำความเย็นทั้งในที่พักอาศัยและเชิงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง โดยมาจากปัจจัยบวกต่างๆ ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มการลงทุนขยายตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงภาคอุตสาหกรรมและโครงการอสังหาริมทรัพย์ยังคงเติบโตได้ดีโดยเฉพาะตลาดทาวน์เฮ้าส์และบ้านเดี่ยวที่เติบโตขึ้นมาก

นอกจากนี้ในปี 2562 ไดกิ้นจะยังคงพัฒนาและเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับตัวแทนจำหน่าย โดยมีแผนนโยบายสนับสนุนบริการดีลเลอร์ ให้สามารถดูแลลูกค้าของบริษัทฯ เพื่อให้เกิดความพึงพอใจสูงสุดต่อผลิตภัณฑ์ และบริการ ซึ่งปัจจุบัน มีร้าน Dealer ได้สมัครมาเป็น Authorized Service Dealer กับเราจำนวนมาก โดยบริษัทฯ จะให้ความสนับสนุนด้านการฝึกอบรม ผ่านโครงการช่างแอร์ดีดี พร้อมอบรมให้ความรู้ในผลิตภัณฑ์ เทคนิคการซ่อม มารยาทในการให้บริการ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ร้าน Dealer ต่างๆ ของเราสามารถให้บริการด้วยมาตรฐานเดียวกันกับบริษัทฯ พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าทราบถึงตัวแทนแต่งตั้งที่ผ่านการรับรองจากบริษัทฯ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการจากไดกิ้นได้ง่ายขึ้น และเพื่อสนับสนุนการขายบริษัทก็จะมีการออกโปรโมชั่น และกิจกรรมพิเศษสนับสนุน Dealer และลูกค้าอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

“ไมเดีย”ปักธงปั้นแอร์ติดท็อป 3 แบรนด์ยอดนิยมของไทย

ด้านโตชิบา ไทยแลนด์ ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์แบรนด์ไมเดีย (Midea) ตั้งเป้าปั้นแอร์ ไมเดียติดท็อป 3 แบรนด์ยอดนิยมของเมืองไทยใน 5 ปี พร้อมเปิดตัวสินค้าใหม่รวม 5 ซีรี่ส์ รับการฟื้นตัวของตลาดในปีหน้าและกระแสความต้องการแอร์อินเวอร์เตอร์ที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น

นายไบรอัน จ้าว ประธาน บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด กล่าวว่า “ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยปีนี้ อยู่ในช่วงฟื้นตัวและมีแนวโน้มดีขึ้น ด้วยสถิติการเติบโตประมาณ 4.1% ซึ่งปัจจัยหลักมาจากเรื่องการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม การเติบโตของธุรกิจเครื่องปรับอากาศกลับไม่เติบโตตามเศรษฐกิจ โดยมีอัตราการเติบโตติดลบ 9.8% ปัจจัยหลัก คืออากาศไม่ร้อนตามที่คาดการณ์ในช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมา และผู้บริโภคใช้จ่ายเงินไปกับปัจจัยที่จำเป็นด้านอื่นๆ สำหรับเครื่องปรับอากาศ Midea มีการเติบโตที่สวนทาง โดยเติบโตสูงขึ้นถึง 54% ในปีนี้ ส่วนหนึ่งเพราะปีนี้โตชิบา ไทยแลนด์ ได้เข้ามาดูแลแบรนด์ Midea อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในเรื่องทีมบริหาร การดูแลจัดการทีม รวมถึงบริการหลังการขายที่ใช้ศูนย์บริการเดียวกับโตชิบา ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในตลาดมากขึ้น การนำเสนอสินค้าคุณภาพในราคาที่จับต้องได้ ปัจจัยเรื่องการลงทุนทางการตลาด รวมถึงตลาดตอบรับและเชื่อมั่นในสินค้าแบรนด์จีนมากขึ้น ในขณะที่แบรนด์เครื่องปรับอากาศชั้นนำหลายแบรนด์เริ่มถดถอย”

สำหรับปี 2019 ที่จะมาถึงนี้ จากแหล่งข้อมูลหลายๆ แห่ง มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโดยรวมของไทยจะโตประมาณ 3.8% และในปี 2020 เติบโต 3.5% จากแนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้ภาคอสังหาริมทรัพย์น่าจะเติบโตสูงขึ้นในทิศทางเดียวกัน ในขณะที่คู่แข่งหลายๆ แบรนด์ไม่ขยายตัวเท่าที่ควร ทำให้โอกาสในการเติบโตของเครื่องปรับอากาศ Midea ดีขึ้น

นายไบรอัน กล่าวต่อว่า “ปัจจัยที่เรามองว่าจะทำให้ธุรกิจเราเติบโตขึ้น คือ การให้ความสำคัญกับสินค้า โดยเพิ่มไลน์อัพของเครื่องปรับอากาศกลุ่มอินเวอร์เตอร์ใหม่มากถึง 5 ซีรี่ส์ มากกว่า 20 รุ่น เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าได้หลากหลาย ครบถ้วน มากไปกว่านั้น เราลงทุนในงบการตลาดสูงถึง 12% เพื่อสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดียิ่งขึ้น ปีหน้าเราตั้งเป้าเติบโต 74% และหวังจะเป็นแบรนด์เครื่องปรับอากาศ Top 3 ในประเทศไทยภายใน 5 ปี”

นายเฮนรี เฉิน ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศประจำภูมิภาคอาเซียน, บริษัท ไมเดียเรซิเดนท์เชียล แอร์ คอนดิชันเนอร์ โอเวอร์ซี เซลส์ คอมพานี, ประเทศจีน กล่าวว่า “ไมเดีย กรุ๊ป คือบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ของจีน ก่อตั้งมา 50 ปี ปัจจุบันมีโรงงานผลิต 18 แห่งในจีนและอีก 15 แห่งในต่างประเทศ มีพนักงานราว 1.3 แสนคนทั่วโลก โดยในปี 2560 สามารถสร้างรายได้ถึง 3.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 มากถึง 28% ทั้งยังมีการส่งออกสินค้าไปมากกว่า 200 ประเทศทั่วโลก ไมเดีย กรุ๊ปถูกจัดอันดับโดยนิตยสาร Fortune Global 500 ประจำปี 2561 ให้เป็นบริษัทที่มีรายได้จากการประกอบการสูงสุดลำดับที่ 323 ของโลก ทั้งยังถูกจัดอันดับโดยนิตยสาร Forbes Global 2000 ประจำปี 2561 ให้เป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกลำดับที่ 245 โดยวัดจากรายได้ กำไร ทรัพย์สิน และมูลค่าทางการตลาด”

“ในส่วนของสินค้าเครื่องปรับอากาศ ไมเดีย กรุ๊ป เป็นหนึ่งในผู้ส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งมีส่วนแบ่งการตลาดของเครื่องปรับอากาศกลุ่มใช้ภายในบ้าน (Residential Air Conditioner หรือ RAC) สูงถึง 28% เป็นอันดับสองในตลาดจีน และส่งออก 24% นับเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่ง และสำหรับเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ (Commercial Air Conditioner หรือ CAC) ที่ใช้ในออฟฟิศ อาคารสำนักงาน โรงแรม โรงพยาบาล หรือทาวน์โฮม ไมเดีย กรุ๊ปก็ครองส่วนแบ่ง 11.5% ในตลาดจีน และส่งออกมากเป็นอันดับหนึ่งด้วยสัดส่วน 20% ปัจจัยที่ทำให้ไมเดีย กรุ๊ปกลายเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดสินค้าเครื่องปรับอากาศ คือการที่บริษัทฯ มีเทคโนโลยีการผลิตอันทันสมัย มีการทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง มีโรงงานผลิตส่วนประกอบสำคัญทุกส่วนเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นคอมเพรสเซอร์ แผงคอยล์ มอเตอร์ และแผงวงจร และที่สำคัญไมเดีย ให้ความสำคัญกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่สนใจเรื่องความสะดวกสบาย ดีไซน์ การประหยัด และรักษ์โลก โดยเครื่องปรับอากาศ Midea ได้รับรางวัลด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์จากเวทีนานาชาติมามากกว่า 40 รางวัล”

นายไบรอัน กล่าวต่อว่า “จากข้อมูลที่มีการเก็บสถิติในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่าสัดส่วนมาร์เก็ตแชร์ของผู้นำแบรนด์เครื่องปรับอากาศหลายๆ แบรนด์ได้เปลี่ยนไป หลายแบรนด์ยังคงรักษาระดับให้คงที่ ปรับลดลงไม่มากนัก ในขณะที่บางแบรนด์ถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคเริ่มเชื่อมั่นและตอบรับกับสินค้าแบรนด์จีนมากขึ้น เพราะจีนเป็นผู้นำการผลิตสินค้าเกือบทุกประเภทให้บริษัทชั้นนำทั่วโลก บวกกับปัจจัยหนุนของรัฐบาลและความร่วมมือไทย-จีน ที่ทำให้เกิดโปรเจกต์ One Road One Belt หรือเส้นทางสายไหมที่จะมาเชื่อมโยงการค้าให้สะดวกและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และส่งผลต่อต้นทุนสินค้าที่จะถูกลง”

จากความร่วมมือในการบริหารงาน ทั้งจากไมเดีย กรุ๊ป และบริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด เราตั้งเป้าจะเป็น
แบรนด์เครื่องปรับอากาศ Top 3 ในประเทศไทย ภายใน 5 ปี โดยตั้งเป้าต้องมีมาร์เก็ตแชร์อย่างน้อย 13% ในปี
2022 โดยวางหลักการไว้ดังนี้

ปี 2019 เน้นเรื่องผลิตภัณฑ์และการทำการตลาด ตั้งเป้ามีมาร์เก็ตแชร์เพิ่มเป็น 4.5%
ปี 2020 เน้นการสร้างช่องทางการจัดจำหน่ายให้มีครอบคลุมมากขึ้น ตั้งเป้ามีมาร์เก็ตแชร์เพิ่มเป็น 7%
ปี 2021 สร้างการรับรู้ และความเชื่อมั่นในแบรนด์ให้มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับ ตั้งเป้ามีมาร์เก็ตแชร์เพิ่มเป็น 9%
ปี 2022 จัดหาผลิตภัณฑ์ที่แอดวานซ์และทันสมัย บริหารช่องทางการจัดจำหน่าย รวมไปถึงการทำกิจกรรมการตลาด การส่งเสริมการขาย และการสร้างแบรนด์ ตั้งเป้ามีมาร์เก็ตแชร์เพิ่มเป็น 13%

“ไฮเออร์” ส่ง  10 รุ่นใหม่ลุยปรับอากาศ 

ขณะที่ไฮเออร์ประเทศไทยคาดรายได้ตัวเลขสิ้นปี 61 ประมาณ 3,400 ล้านบาท ตัวเลขการเติบโต 26% เมื่อเทียบกับปีก่อน พร้อมการรับรู้ของแบรนด์ที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เตรียมส่งเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่ ที่มาพร้อมฟังก์ชัน Super IFD ฟิลเตอร์ที่ช่วยกรองมลพิษในอากาศอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถกรองฝุ่นที่เล็กขนาด PM 2.5 ซึ่งมีเพียงในเครื่องปรับอากาศไฮเออร์ เป็นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวในตลาดเครื่องปรับอากาศในขณะนี้ เตรียมพร้อมกองทัพสินค้าอื่นๆเพิ่มขึ้นคาดแชร์ส่วนแบ่งตลาดพรีเมี่ยมเครื่องใช้ไฟฟ้า รับศักราชใหม่

มร. จาง เจิ้งฮุ้ย ประธานกรรมการบริหารบริษัท ไฮเออร์ อีเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าไฮเออร์ เปิดเผยว่า ยอดขายในปี 2561 ที่คาดว่าเมื่อสิ้นไตรมาส 4 รายได้โดยรวมประมาณ 3,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับปี 2560 โดยผลประกอบการของไฮเออร์ในปี 2561 เป็นที่น่าพึงพอใจ หลายกลุ่มผลิตภัณฑ์มีการเติบโตเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ แบ่งเป็นรายได้จากเครื่องปรับอากาศ 1,610 ล้านบาท ตู้เย็น 610 ล้านบาท เครื่องซักผ้า 460 ล้านบาท ตู้แช่แข็ง 360 ล้านบาท เครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ 185 ล้านบาท และสินค้าอื่นๆ 175 ล้านบาทตามลำดับ ปัจจุบันไฮเออร์มีผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น และเครื่องซักผ้า เป็นหลักในการทำตลาด โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไฮเออร์ได้สร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์และพัฒนาสินค้าให้เป็นที่ยอมรับ เพื่อให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลก ด้านส่วนแบ่งทางการตลาด จากการจัดอันดับโดยสถาบันยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลเป็นเวลา 9 ปีติดต่อกัน

ในปี 62 ช่วงไตรมาสแรกไฮเออร์จะบุกหนักที่กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้าและตู้เย็น ซึ่งถือเป็นสินค้าเรือธงของบริษัท โดยการทำตลาดเครื่องปรับอากาศ ของไฮเออร์จะมีการปรับเปลี่ยนรูปโฉมใหม่ ฟังก์ชั่นใหม่ เสริมด้วยเทคโนโลยีที่มีเฉพาะสินค้าไฮเออร์เท่านั้น โดยเฉพาะรุ่นผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่กลุ่มพรีเมียมรุ่น Puri Cool Series ที่เป็นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียว ที่มาพร้อมฟังก์ชัน Super IFD ฟิลเตอร์ที่ช่วยกรองมลพิษในอากาศอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถกรองฝุ่นที่เล็กขนาด PM 2.5 ได้ และกรองอากาศมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับเครื่องกรองอากาศ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี Self-Cleaning หนึ่งเดียวที่เครื่องปรับอากาศสามารถล้างตัวเองได้ ใช้เวลาเพียง 20 นาที ผู้ใช้จึงสามารถล้างแอร์ได้บ่อย และส่งผลดีต่อสุขภาพ และเทคโนโลยี BNT ที่สามารถปรับลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสมกับอุณหภูมิร่างกาย ไม่ให้รู้สึกเย็นจนเกินไป ซึ่งไฮเออร์ถือว่าเป็นผู้นำตลาดในด้านเทคโนโลยีอยู่แล้ว สำหรับกลยุทธ์ของผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศไฮเออร์ จะปรับตำแหน่งของเครื่องปรับอากาศไฮเออร์ให้อยู่ในระดับไฮเอนด์ ทำให้เครื่องปรับอากาศไฮเออร์เติบโตในประเทศไทยอย่างรอบด้าน

ประธานกรรมการบริหารไฮเออร์ประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2562 ไฮเออร์ยังคงเน้นในเรื่องการสร้างการรับรู้ของแบรนด์ เพื่อการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ไฮเออร์จึงใช้นโยบายแบบ Win-Win ในการทำธุรกิจกับตัวแทนจำหน่าย ลูกค้า โดยเราจะเติบโตและก้าวไปพร้อม ๆ กับลูกค้า ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ทุกคนล้วนเป็นเจ้าของไฮเออร์”

นอกจากนี้ การคิดค้นและพัฒนาธุรกิจอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้ไฮเออร์ค่อย ๆ ประสบความสำเร็จในการสร้างโมเดล “คนกับงานเป็นหนึ่งเดียวกัน” ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนที่ผลักดันให้พนักงานทุกคนของไฮเออร์เป็นผู้สร้างคุณค่าให้กับลูกค้าด้วยตัวเอง และโมเดลธุรกิจนี้ยังถือเป็นแบบฉบับเฉพาะของไฮเออร์เท่านั้นอีกด้วย การจัดกิจกรรมทางการตลาดและการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ เช่น การจัดกิจกรรมโรดโชว์ตามร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศเพื่อส่งเสริมด้านการตลาดและสร้างการรับรู้ให้แก่ผู้บริโภค เป็นต้น โดยวัตถุประสงค์หลักคือเพื่อผลิตสินค้าที่สามารถตอบโจทย์ ทุกความต้องการ สร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของไฮเออร์ทั่วโลก

 

 

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: