BiznewsColumnist

ล่อซื้อลิขสิทธิ์…..สะท้อนเศรษฐกิจใกล้พัง

ล่อซื้อลิขสิทธิ์สะท้อนเศรษฐกิจใกล้พัง

“ธนก บังผล”

 

              ข่าวหลอกให้เด็กสาววัย 15 ปี ทำกระทงรูปการ์ตูน แล้วล่อซื้อแจ้งจับลิขสิทธิ์นั้น จริงๆเคยเกิดขึ้นมาหลายพื้นที่ หลายครั้ง แต่อาจจะไม่ถูกนำเสนอเป็นข่าวให้เราๆได้รับทราบ

              บางคนโชคร้ายกว่าเด็กวัย 15 ปีคนนี้เยอะครับ น่าเวทนากว่าแสนสาหัส และไม่มีปัญญาจะจ้างทนายความเพื่อต่อสู้คดีกับพวกคนใจทรามเหล่านี้ได้ ต่างก็ต้องยอม “นอนคุก”

              ถามว่าการกระทำของผู้ที่ลักลอบผลิตซ้ำผิดจริงหรือไม่ ตามกฎหมายนั้นอาจจะผิดครับ และมีค่าปรับที่สูง แต่วิธีการล่อซื้อจนถึงการเข้าจับกุมนั้นต่างหากที่ประชาชนให้ความสนใจ

              อย่างที่ทราบว่าถ้านำไปขายเอิกเกริกตามตลาดหรือห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ในเมืองนั้น ถ้าพ่อค้าแม่ค้ามีพรรคพวก ชุดจับกุมก็อาจโดนรุมประชาทัณฑ์ได้

              แต่วิธีการหลอกให้เด็กมาทำกระทงแล้วแจ้งชุดจับมาดำเนินคดีนั้น …สุดจะทนครับ สังคมยอมรับพฤติกรรมอย่างนี้ไม่ได้ และดูเหมือนว่าถ้าเปลี่ยนจากกระทงไปเป็นเสื้อผ้าที่มีราคาแพง ทุกคนก็จะ “ชินชา”

 

              คดีนี้จึงเป็นปัญหาที่การบังคับใช้กฎหมายของตำรวจ ที่พยายามจะเปรียบเทียบปรับจาก 50,000 บาท ลดเหลือ 5,000 บาท โดยมีคำว่า “บุญคุณ” ลอยละล่องอยู่ในอากาศที่แม้มองไม่เห็นแต่ก็ได้กลิ่นกันทั่ว

              สมัยที่ผมติดตามทำข่าวกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ซึ่งส่วนหนึ่งของอำนาจหน้าที่นั้นชัดเจนเกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์ ผมไม่ยักจะเคยเห็นตำรวจใช้วิธีล่อซื้อกันหน้าด้านๆเช่นนี้ ตำรวจจับของปปลอม ของผิดกฎหมายเขาชัดเจนและซีเรียสมากกับเรื่องที่จะดูแล้วเหมือนเป็นการรังแกชาวบ้าน

              เพราะอะไรครับ…คำตอบคือมันไม่คุ้ม ถูกชาวบ้านด่าและเกลียดเขาไม่ทำกัน

              ดังนั้นในเบื้องต้นจึงสันนิษฐานได้ว่า การล่อซื้อลิขสิทธิ์กับเด็กอายุ 15 กรณีทำกระทงรูปการ์ตูนขายนั้นตำรวจจึงไม่น่าจะเป็นต้นคิด แต่อาจเป็นสายที่อยากได้เงินจากช่องว่างของกฎหมายที่ระบุว่ามีค่าชี้เบาะแส

              และค่าชี้เบาะแสหรือรางวัลนำจับนั้นก็สะท้อนได้ดีว่าเศรษฐกิจมันแย่ ทำให้มิจฉาชีพหรือพวกที่หัวหมออาศัยช่องว่างตรงนี้มาเล่นงานชาวบ้านที่เขาคิดว่าคงไม่มีทางสู้ แต่เขาคงลืมไปว่าการกระทำอย่างนี้ชาวบ้านชาวช่องเขาไม่สามารถรับได้

              ในปัจจุบันพ่อค้าแม่ค้าที่ต้องออกมาขายของก็เพราะว่าเงินทองไม่พอจับจ่ายใช้สอยในครอบครัว เห็นกันไหมครับว่ามีคนขายของออนไลน์กันเพิ่มขึ้นทุกวัน

              บางคนถักตุ๊กตาขาย บางคนเย็บปักถักร้อยประทังชีวิตใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางช่วยทำมาหากิน ถ้ามันบังเอิญไปละม้ายคล้ายกับตัวการ์ตูนอะไรสักตัว มันก็เข้าข่ายละเมิดลิขสิทธิ์อย่างนั้นใช่หรือไม่

              บางทีกฎหมายมันต้องใช้หัวใจและมนุษยธรรมในการตัดสินครับ

 

              คุณจะมาตั้งตัวเป็นเครื่องมือตัดสินว่าอะไรถูกผิดไม่ได้ เพราะคุณก็เป็นคนที่มีหัวใจ คุณควรเข้าใจคำว่าเดือดร้อน และถ้าหากคุณมีครอบครัวคุณต้องเข้าใจมากไปกว่านั้นว่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเทอมลูก มันทำให้คนตต้องหารายได้เพิ่มเพราะราคาข้าวราดแกงมันสูงขึ้นเรื่อยๆ

              เมื่อราคาค่าครองชีพมันสูงขึ้นแต่กลับนำลิขสิทธิ์มาบีบชาวบ้านไม่ให้ทำงานหาเงินแบบสุจริต มันก็เหมือนสังคมบังคับให้เขาเหล่านั้นทำผิดกฎหมาย หารายได้จากการค้ายา ขายบริการ อย่างนั้นใช่หรือไม่

              เท่าที่ผมเข้าใจมาโดยตลอด นโยบายการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์นั้นทำเพื่อเอาใจต่างชาติล้วนๆครับ เพราะบ้านเราเข้าข่ายกลุ่มเฝ้าระวังการละเมิดลิขสิทธิ์มาอย่างยาวนาน

              คุณจะเอาใจต่างชาติ โดยหันมาเป็นศัตรูกับชาวบ้าน มันถูกแล้วหรือ อันนี้ลองไปเอาจิตสำนึกมาตอบครั

              สุดท้าย ผมก็ยังยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยมันใกล้จะพังเต็มทีแล้ว คนหาเช้ากินค่ำบ่นกันปากจะฉีกถึงรูหู แต่รัฐบาลกลับไปเอาชุดตัวเลขบ้าบอจากไหนไม่รู้มาคัดค้านว่าเศรษฐกิจดี

              แทนที่จะยอมรับความจริงและหามาตรการสนับสนุนให้คนทำมาหากิน ก็ดันมาแจกเงินกันซะอีก

              นี่มันเป็นประเทศที่ตลกร้ายชัดๆ 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: