BiznewsReal Estate

มองโลก มองเรา นายใหญ่’ลลิล’ ฟันธง 2020 ปีแห่งการเป็นมืออาชีพ

ประเดิมศักราชใหม่แต่ต้นปีสำหรับ “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” หนึ่งในอสังหาริมทรัพย์แนวราบที่อยู่คู่สังคมไทยมายาวนานหลายสิบปี ล่าสุด นายใหญ่ ‘ไชยยันต์ ชาครกุล’ ฟันธงตลาดอสังหาริมทรัพย์ปีนี้ท่ามกลางปัจจัยลบรุมเร้าจะเป็นการพิสูจน์ความเป็นมืออาชีพในการบริหารงาน พร้อมเดินเครื่องประกาศแผนงานปี 63  วางแผนเปิดโครงการใหม่เพิ่มเติม 9 – 11 โครงการ  ตั้งเป้าเติบโต 13%   

นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มากว่า 30 ปี กล่าวถึง ภาวะเศรษฐกิจโลกในปี 2563 เวิล์ดแบงก์คาดว่าจะเติบโตประมาณ 3.4% เพิ่มข้ึนจากปี 2562 ที่เติบโต 3% แบ่งเป็นประเทศที่เจริญแล้ว เติบโต 1.7% ประเทศที่กำลังพัฒนา เติบโตราว 4.6% ทั้งนี้ ประเทศที่น่าจับตามองมี 2 ประเทศคือ อินเดีย คาดว่าจะโต 7% และอินโดนีเซีย เติบโต 5.1%

 

 

 

ขณะที่ประเทศไทย คาดว่าภาพรวมเศรษฐกิจจะเติบโตราว 2.8% ภายใต้ 5  เครื่องยนต์ของรัฐบาล ประกอบด้วย การนำเข้า ส่งออก ซึ่งปีนี้คงเหนื่อย การลงทุนภาครัฐ การท่องเที่ยว การลงทุนภาคเอกชน และการบริโภคภาคเอกชน โดยมี 2 เครื่องยนต์ที่น่าจะไปได้คือ การลงทุนภาครัฐและการท่องเที่ยวที่คาดกันว่าปีนี้จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามา 40 ล้านคน

 

ส่วนภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยของไทยในปี 2562 ที่ผ่านมา มีการชะลอตัวลง โดยเฉพาะในกลุ่มแนวสูง  ซึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลง  ภาวะหนี้ครัวเรือนที่ทรงตัวในระดับสูง  ตลอดจนมาตรการ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ออกมาเพื่อลดการเก็งกำไรในตลาดอสังหาฯ ทำให้ตลาดแนวสูง ที่มี Demand ในกลุ่มการลงทุน และ Speculative อยู่ ได้รับผลกระทบที่มากกว่าตลาดแนวราบ   ทั้งนี้ ลลิลฯ มีการประเมินและมองเห็นความเสี่ยงตรงจุดนี้มาล่วงหน้า  จึงได้หยุดการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมมาแล้วกว่า 2 ปี  เน้นพัฒนาแต่โครงการแนวราบที่เป็น Real Demand จึงทำให้บริษัทฯ ยังคงสามารถเติบโตได้ แม้ในภาวะตลาดอสังหาฯ โดยรวมที่ซบเซา

สำหรับปี 2563  คาดว่าเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจะขยายตัวได้ใกล้เคียงกับในปี 2562 หรือดีขึ้นเล็กน้อย หรือขยายตัวได้ที่ราว 3% บวกลบ  โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ   เม็ดเงินการลงทุนของภาครัฐ ที่จะเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้นในปี 2563 นี้ หลังจากที่มีการล่าช้าไปในปี 2562   ตลอดจนมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ของภาครัฐที่ออกมา และนโยบายสนับสนุนให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ผ่านการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำโดยแบงก์รัฐ

ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ตลาดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยของประเทศไทยในไตรมาส 1 ปี 2563 ขยายตัวได้ดีขึ้นจากปี 2562    ขณะที่ผู้ประกอบการเองก็จะพยายามกระตุ้นกำลังซื้อผ่านกิจกรรมทางการตลาดอย่างเข้มข้น ทั้งนี้ คาดว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์แนวราบในปี 2563 จะเติบโตได้ที่ 2 – 4%  ซึ่งจะเป็นปีพิสูจน์ความเป็นมืออาชีพของผู้ประกอบการ

ส่วนทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2563 นี้ จะให้ความสำคัญกับตลาดที่อยู่อาศัยในกลุ่มแนวราบ ที่เป็น Real Demand   โดยมีแผนขยายโครงการใหม่ทั้งในทำเลใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ  ตลอดจนเปิดโครงการใหม่เพื่อทดแทนโครงการเดิมของบริษัทฯ ที่ทยอยปิดโครงการ  โดยในปี 2563 นี้ มีแผนเปิดโครงการใหม่ทั้งสิ้น 9 – 11 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 5,000 – 5,500 ล้านบาท     โดยตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 6,200 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ที่ 5,250 ล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้นราว 13% จากปี 2562

 

ด้านนายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (LALIN) กล่าวถึง แผนงานด้านการตลาด ว่า ปีนี้ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จะดำเนินธุรกิจเชิงรุก แสดงศักยภาพขององค์กรต้นแบบผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน มากกว่า 30 ปี รวมถึงการสร้างศักยภาพองค์กรให้เติบโตในตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างมั่นคง ขึ้นเป็น National Housing Company   โดยเมื่อกล่าวถึงที่อยู่อาศัยแนวราบราคาตั้งแต่ 2 -6 ล้านบาท แบรนด์ลลิล จะต้องเป็น Top of Mind ใน 3 ลำดับแรกของผู้บริโภค

ในปีนี้ จะนำเอากลยุทธ์  Lifestyle Marketing มาสื่อสารกับลูกค้าทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างแม่นยำ  อีกทั้งเป็นการสร้าง Brand Loyalty กับลูกค้าเป้าหมาย สร้างความเชื่อมั่นในทุกมิติ ให้เกิดการแนะนำและบอกต่อ   โดยในปีนี้จะเน้นต่อยอดการใช้สื่อ Digital Marketing  ตลอดจนมีการนำ Big Data มาใช้ เพื่อวิเคราะห์และหา Customer Insight   รวมถึงระบบ CRM เชิงรุก ในรูปแบบ Lalin 4.0 Connection ที่ลูกค้าสามารถรับทราบข่าวสารข้อมูล สื่อสารกับลลิล แบบทูเวย์คอมมิวนิเคชั่นอย่างรวดเร็ว  ซึ่งทั้งหมดคือการต่อยอดมาตรฐาน Lalin’s Quality of Living   โดยตั้งงบด้านการตลาดในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 3 – 4%

ในส่วนของทางด้านการเงิน วางงบซื้อที่ดินไว้ที่ประมาณ 1,000 – 1,200 ล้านบาท  โดยแหล่งเงินทุนจะมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน และกำไรสะสมของบริษัทฯ   ในส่วนของ Working Cap ในการดำเนินธุรกิจ นอกจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานแล้ว ส่วนหนึ่งจะมาจากการออกหุ้นกู้ และแหล่งเงินกู้ระยะสั้นจากสถาบันการเงิน ซึ่งจะพิจารณาออกในจำนวนและช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้สอดรับกับการขยายธุรกิจ และการเติบโตในระยะยาวของบริษัท ทั้งนี้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ของบริษัทฯ ในปัจจุบันอยู่ในระดับเพียงประมาณ 0.8 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ราว 1.4 เท่าอยู่มาก ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงทางด้านการเงินที่ต่ำ และยังคงมีศักยภาพในการขยายธุรกิจได้อีกมากโดยไม่ติดปัญหาเรื่องของแหล่งเงินทุน

อย่างไรก็ตาม 2 พ่อลูก ลลิล ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากในเวลานี้คือ ความตึงเครียดของ 2 ประเทศอย่างอิหร่านและสหรัฐ ซึ่งได้แต่ภาวนาว่าจะไม่มีเหตุการณ์ร้ายๆ  เกิดขึ้นซ้ำเติมเศรษฐกิจโลก เพราะถ้าเกิดขึ้นจริงทั้ง 2 ท่านบอกว่า ไม่อยากจะคิดเลย…..

 

 

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: