Columnist

ราคาที่ต้องจ่ายของ ‘บุคคลสาธารณะ’

นับตั้งแต่ที่โคโรนาไวรัส หรือ โควิด-19 เริ่มแพร่ระบาดไปทั่วโลกอย่างเงียบๆ ในเดือน ม.ค. ปี 2563 สิ่งที่วงการแพทย์กังวลมากที่สุดคือการเกิดขึ้นของ “Super spreader” เพราะจะทำให้การควบคุมโรคเป็นไปด้วยความยากลำบาก

กรณีดราม่าที่เกิดขึ้นกับดีเจคนหนึ่งซึ่งคนในสังคมไทยจะจารึกกันไปแสนนานต่อจากนี้คือ การตกเป็น Super spreader ที่แพร่เชื้อไวรัสโควิดให้กับผู้ที่ใกล้ชิดไปแล้วอย่างน้อย 19 ราย

ประเด็นที่ผมต้องการจะชวนคิดไม่ใช่การประณามหรือด่าทอให้ผู้ติดเชื้อเสียกำลังใจครับ แต่อยากจะชี้ให้เห็นว่าที่ผ่านมาวัฒนธรรมแบบไทยๆ บางอย่างนั้นมีข้อด้อยที่ทำให้คำว่ากฎเกณฑ์ของสังคมมีเส้นแบ่งบางๆระหว่าง “ประชาชน” กับ “อภิสิทธิชน”

กฎเกณฑ์นี้มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ “ทุกคน” ในสังคมมีชีวิตอยู่ได้โดยปลอดภัยครับ

แต่ก่อนอื่น ผมอยากย้อนไปในช่วงที่ไวรัสโควิด-19 ระบาดใหม่ๆ กับการเกิดขึ้นของ Super spreader คนแรก ที่เกาหลีใต้

ทางการแพทย์ให้ชื่อเธอว่า “ผู้ป่วยหมายเลข 31” (Patient 31) เธอเป็นหญิงวัย 61 ปี เป็นผู้ติดเชื้อไวรัสโควิดในเกาหลีใต้คนที่ 31 ที่ไปร่วมกิจกรรมของคริสตจักรชินชอนจีในเมืองแทกู จนทำให้คนใกล้ชิดติดเชื้อไป 43 ราย แล้วเพิ่มเป็น 70 ราย ก่อนจะมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากแบบทวีคูณไปเรื่อยๆ

คุณป้าเข้ารับการรักษาตัวที่ รพ.แทกู เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2563 แล้วถูกตรวจพบติดเชื้อไวรัส 18 ก.พ. วันรุ่งขึ้น

หลังจากนั้นในวันที่ 26 ก.พ. เกาหลีใต้มีผู้ติดเชื้อเกิน 1,000 คน

กรณีของผู้ป่วยหมายเลข 31 เกิดขึ้นเพราะเธอไปพื้นที่เสี่ยงคือประเทศจีน เมื่อกลับมาแล้วแสดงอาการแต่ปฏิเสธการตรวจโรคครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้การวินิจฉัยล่าช้า กว่าจะยอมให้ตรวจเชื้อไวรัสโควิดทุกอย่างก็สายเกินไป คุณป้ากลายเป็น Super spreader คนแรกในการระบาดนอกพื้นที่ประเทศจีน โดยแค่คุณป้าคนเดียวก็สามารถทำให้เมืองแทกูมีสภาพแทบร้าง

มีผู้บรรยายว่าสภาพของเมืองไม่ต่างอะไรกับวันโลกาวินาศหลังการบุกของซอมบี้

เธอเข้า รพ. เป็นผู้ป่วยโรคโควิด-19 คนที่ 31 แต่เมื่อออกจาก รพ. เกาหลีใต้มีผู้ติดเชื้อสะสม 10,752 ราย และเธอกลายเป็นเจ้าของสถิติใช้เวลารักษาตัวอยู่ รพ. นานที่สุด

การรักษาพยาบาลที่ยิ่งยืดเยื้อยาวนานของเธอ ทำให้มีชาวเกาหลีใต้ยื่นคำร้องผ่านเว็บไซต์ทำเนียบประธานาธิบดี เรียกร้องให้รัฐบาลเก็บค่าใช้จ่ายทั้งหมดกับเธอ หนังสือพิมพ์ โชซอน ประเมินว่า ค่ารักษาพยาบาลของ “ผู้ป่วยหมายเลข 31” ไม่น้อยกว่า 30 ล้านวอน คิดเป็นเงินไทยประมาณเกือบ 8 แสนบาท

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคุณป้าปฏิเสธที่จะตรวจโรคหลายครั้ง สิ่งที่ตามมาคือไม่สามารถสืบประวัติหาการติดเชื้อไวรัสของเธอได้ เนื่องจากเธอไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศ และไม่พบการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อคนอื่น

ปัญหาหนึ่งที่ทำให้ Super spreader แก้ไขได้ยาก คือการปกปิดข้อมูลของผู้ติดเชื้อ เพราะกลัวจะถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นตัวการแพร่ระบาด คนจำนวนมากจึงไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการติดโรค โดยพยายามใช้ชีวิตตามปกติ

ดังนั้น เราจึงไม่ควรประณามหรือตราหน้าผู้ที่ติดเชื้อ โดยเฉพาะผู้ที่เป็น Super spreader โดยไม่ตั้งใจ เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายใจที่จะมาขอทำการตรวจหาเชื้อก่อนที่สภาพเมืองไทยจะเป็นเหมือนแทกู คือ..ร้างจนแทบไม่ต่างอะไรกับวันโลกาวินาศหลังการบุกของซอมบี้

ตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก ล่าสุดแตะระดับ 100 ล้านคนแล้ว เฉพาะสหรัฐอเมริกาซึ่งมีผู้ติดเชื้อมากเป็นอันดับ 1 ก็มีมากกว่า 25 ล้านราย รองลงมาคืออินเดียที่มากกว่า 10 ล้านราย สถิติสูงมากขนาดนี้เป็นไปได้ว่าอาจจะมี Super spreader หลายเคส

 

กรณีดีเจคนดังที่ตกเป็นข่าวว่าได้แพร่เชื้อจนเข้าขั้น Super spreader นั้น สำหรับในประเทศไทยผมบอกตามตรงว่าไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมายครับ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีกรณีคนไทยข้ามไป จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ตามด้วยกรณีบ่อนพนัน จ.ชลบุรี-ระยอง และตลาดกุ้ง จ.สมุทรสาคร จากแรงงานต่างด้าว

แต่เนื่องจากดีเจคนนี้ ละเมิดกฎเกณฑ์ที่หน่วยงานด้านสาธารณสุขสร้างขึ้นมาเพื่อให้ “ทุกคน” ในสังคมไทยสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัย มีผู้เกี่ยวโยงกับการระบาดจากสถานบันเทิง จ.เชียงใหม่ มีการจัดปาร์ตี้วันเกิด ไม่ตระหนักถึงการระบาด

ขนาดนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เคยถ่ายรูปโดยไม่สวมหน้ากากอนามัย ยังถูกด่าเละจนโซเชียลแทบล่ม เพราะฉะนั้นเมื่อดีเจคนนี้กลายเป็นผู้แพร่เชื้อจนทำให้การระบาดเพิ่มมากขึ้นจากการละเลย “ความรับผิดชอบต่อสังคม” สิ่งที่ควรทำคือยอมรับกับความผิดพลาด แล้วเริ่มต้นชดใช้จ่ายคืนความรับผิดชอบเพื่อให้สังคมอภัยในอนาคต

“โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี” ชื่อเสียงเงินทองก็เช่นกันครับ หากคุณเป็นบุคคลสาธารณะที่หาเลี้ยงชีพจากการสนับสนุนของประชาชน การวางตัวให้เป็นตัวอย่างของสังคมเป็นราคาที่ต้องจ่าย

ไม่ใช่แค่คนในวงการบันเทิงเท่านั้นนะครับ ตั้งแต่นักการเมืองจนถึงแกนนำชุมชนก็ต้องรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่าชาวบ้านทั่วไป เพื่อเป็นตัวอย่างให้คนเห็นทั้งต่อหน้าและลับหลัง นี่คือราคาที่ต้องจ่าย

 

มีคำถามว่า ดีเจและกลุ่มคนที่ติดเชื้ออีกอย่างน้อย 19 รายนั้น เข้าข่ายฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉินหรือไม่?

แล้วในโทรศัพท์ได้มีการโหลดแอพ “หมอชนะ” กันทุกคนหรือเปล่าครับ จะเข้าข่ายปกปิดข้อมูลหรือไม่อย่างไร?

การจะสร้างกฎเกณฑ์ใดๆขึ้นมาบังคับใช้กับคนในสังคมนั้น หากละเว้นหรือทำเป็นละเลยไม่เข้มงวดกับคนที่มีชื่อเสียง มีอำนาจ มีตำแหน่ง แต่กลับไม่ผ่อนปรนข่มขู่ตาสีตาสาคนยากจนอย่างใจดำ

คนที่จะโดนด่าก็รัฐบาลนั่นละครับ

ทำให้ประชาชนเชื่อยังยาก แล้วจะเอาอะไรมาป้องกันการระบาดของโรคที่แพร่กระจายไปทั้งโลกได้ครับ

…ฝากไว้ให้คิด

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: