BiznewsColumnist

รัฐบาลในฝันจากเครื่องคิดเลข 9 พ.ค. ชี้ชะตา “กติกา” การเลือกตั้ง

รัฐบาลในฝันจากเครื่องคิดเลข

9 พ.ค. ชี้ชะตา “กติกา” การเลือกตั้ง

“ธนก บังผล”

              นานกว่า 1 เดือนหลังการเลือกตั้งเมื่อ 24 มีนาคม ที่การเมืองไทยอยู่ในหมอกควันโดยไม่รู้ว่าพรรคการเมืองใดจะได้จัดตั้งรัฐบาล

              มีประเด็นที่ถกเถียงกันยังไม่จบเลยนะครับว่าตกลงแล้วใครชนะเลือกตั้ง และต้องเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

              ในระบบการเลือกตั้งของไทย ซี่งเป็นการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เข้าไปเลือกนายกรัฐมนตรี ร่วมกับสมาชิกวุฒิสภา 250 คน โดยกติกาในการเลือกตั้ง สส. ครั้งนี้ ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อให้ความสำคัญกับ สส.เขต มากกว่าพรรคการเมือง เนื่องจากเกรงว่าบทเรียนในอดีตพรรคไทยรักไทยเคยมีจำนวน สส. ในสภา มากแบบถล่มทลาย จนสุดท้ายกลไกนิติบัญญัติถูกพวกมากลากไปจนกลายเป็นความขัดแย้งที่ฝังลึกมาจนถึงปัจจุบัน

              ดังนั้น  เมื่อประชาชนต้องไปเลือก สส.เขต คำตอบของพรรคการเมืองที่จะได้โอกาสจัดตั้งรัฐบาลก่อนจึงอยู่ที่ พรรคการเมืองที่มีจำนวน สส.เขต มากที่สุด  

              ที่นำมาสู่ความสงสัยก็คือ แล้วเหตุใดพรรคการเมืองที่ได้ สส.เขต มากที่สุด จึงไม่ได้ สส.แบบบัญชีรายชื่อเลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งกติกาตรงนี้ถูกคำนวณและคาดเดาความน่าจะเป็นขึ้นมาก่อนแล้ว ในกรณีที่คาดว่าพรรคสนับสนุนรัฐบาล คสช.จะ

แพ้การเลือกตั้ง

              ประเด็นที่ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนต่อมาก็คือ มีการบิดเบือนผลการเลือกตั้งว่า พรรคที่ได้คะแนนรวมทั้งประเทศมากที่สุดต่างหากจึงจะถือว่าเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง

              เพราะการนำคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งทั้งหมดมารวมกันนั้นมันคือ Popular Vote ซึ่งเรามักเห็นต่างประเทศนำระบบนี้มาใช้ในการเลือกตั้ง “ประธานาธิบดี” ไม่ใช่เลือกตั้ง สส.

              ปัญหาที่ตามมาคือ แล้วเหตุใดพรรคที่ไม่ได้ สส.เขต แม้แต่คนเดียว กลับได้ สส.บัญชีรายชื่อหลายคน หรือที่สังคมไทยได้บัญญัติศัพท์ขึ้นมาใหม่ว่า “สส.พึงมี” ทั้งๆที่ประเทศที่ใช้ระบอบประชาธิปไตยในโลกใบก็นี้ไม่มีใครเอาจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งมาเป็นวิธีคำนวณเพื่อนำไปหา สส.บัญชีรายชื่อ

              และต่อให้ใช้คะแนนเสียง 7.5 หมื่นคน ต่อ สส.บัญชีรายชื่อ 1 ลำดับเป็นมาตรฐาน  ก็ไม่มีประเทศไหนบนโลกนี้อีกเช่นกันที่พรรคการเมืองไม่มี สส.เขต แม้แต่คนเดียว และคะแนนผู้มาใช้สิทธิ์ก็ไม่ถึง 7.5 หมื่นคน กลับได้ สส.ที่เรียกว่าพึงมีเข้ามาเป็นผู้แทน

 

              ผมถามหน่อยเถอะครับ พรรคที่มี สส.บัญชีรายชื่อหรือแม้แต่ สส.เขต เพียงคนเดียว หากคุณได้ร่วมรัฐบาลคุณจะผลักดันนโยบายของพรรคในสภาในอย่างไร และมันต่างจากระบบเผด็จการรัฐสภาแบบเดิมอย่างไร เมื่อได้กลายเป็นหนี้บุญคุณพรรคใหญ่ไปแล้ว

              นั่นละครับคือผลของการเขียนกติกาการเลือกตั้งโดยใช้ความน่าจะเป็นคาดเดาว่าถ้า พรรคการเมืองที่สนับสนุนรัฐบาล คสช.แพ้ จำนวน สส.เขต ทางออกจะต้องมาแนวนี้ คือ นำจำนวน สส.พึงมีจากพรรคเล็กมารวมตัวจัดตั้งรัฐบาล

              กติกาที่เขียนมาจากความ “กลัวแพ้” จึงทำให้สถานการณ์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้งยังมีความวุ่นวายไม่จบสิ้น บางเขตร้องเรียนผลการเลือกตั้ง จนผู้สมัครฝ่ายตรงข้ามถูกใบส้ม และใบแดง ต้องมีการเลือกตั้งซ่อมให้เปลืองงบประมาณไปอีก

              ระหว่างที่รอให้ กกต. ประกาศรับรองรายชื่อ สส. ในวันที่ 9 พฤษภาคม เราจึงได้เห็นความเคลื่อนไหวของนักการเมืองที่ดูไม่เข้าท่าหลายอย่าง แม้กระทั่ง กกต.เอง ซึ่งเป็นผู้ควบคุมดูแลการเลือกตั้งทั้งหมด ก็ยังต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในประเด็นที่คาใจสังคม และสุดท้ายก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญตีกลับมาอีก

              ในขณะที่มีข่าวลือกันว่า พรรคที่ได้จำนวน สส.เขต มากเป็นอันดับ ได้ทำการเดินหน้าเจรจาต่อรองกับผู้มีอำนาจของพรรคการเมืองหลายพรรคการสนับสนุนยกมือ “คนดีคนเดิม” เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีตำแหน่งในกระทรวงที่น่าสนใจให้บริหารหลังการเข้าร่วมรัฐบาล

              นั่นหมายความว่าถ้าเป็นเรื่องจริง การเดินเกมล็อบบี้ดึงจำนวน สส. จากพรรคการเมืองต่างๆ ให้มาร่วมรัฐบาล ทั้งๆที่ตามมารยาทแล้วต้องให้สิทธิพรรคการเมืองที่ได้ สส. เขตมากที่สุดทำการจัดตั้งก่อน การกระทำเช่นนี้ถือว่า “ไม่เคารพผลการเลือกตั้ง”

              แต่ก็อย่างที่เรารู้ๆกันนั่นละครับ ไม่ใช่เฉพาะประชาชนเท่านั้นที่แบ่งข้าง แบ่งฝ่าย แบ่งสี นักการเมืองเองก็แบ่งข้างแต่อ้างอุดมการณ์ให้ตัวเองดูดีเช่นกัน ทั้งที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายรักความสงบจงรักภักดี กับ ฝ่ายประชาธิปไตยหัวก้าวหน้า ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว ทั้ง 2 ขั้วก็ไม่ได้ต่างกันในเรื่องผลประโยชน์โดยไม่ได้คำนึงเอาประชาชนเป็นหลัก

              ดังนั้นหลังการเลือกตั้งผ่านมานานกว่า 1 เดือน กระแสในตอนนี้ก็ความเป็นไปได้ที่เราจะมีนายกรัฐมนตรีคนเดิม หลายคนมองข้ามไปถึงบรรยากาศการอภิปรายในสภา แม้กระทั่งมีการคาดเดาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าใครจะเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร

              แต่ไม่ว่าฝ่ายไหนจะได้เป็นรัฐบาล พรรคไหนจะเข้ามาเป็นแกนนำบริหารประเทศก็ตาม สุดท้ายแล้วสิ่งที่การเมืองไทยยังคงเหมือนเดิมก็คือความขัดแย้งที่ยังคงอยู่และต่างฝ่ายต่างมุ่งทำลายล้างกันด้วยความเกลียดชัง

              แน่นอนว่าปัญหาความขัดแย้งไม่สามารถแก้ไขได้ในเวลาเพียง 4-5 ปี แต่ที่ผ่านมาการเข้ายึดอำนาจแล้วประกาศคืนความสุขให้กับประชาชนนั้นถือว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง การบริหารประเทศกับเศรษฐกิจก็ยิ่งพาให้ระบบขับเคลื่อนเข้าขั้นวิกฤต

              น่าสงสารประเทศไทยนะครับ ที่แม้จะมีพรรคการเมืองลงสมัครเลือกตั้งจำนวนมาก แต่กลับไม่มีทางเลือกใหม่ๆที่ดีกว่าอดีตและก้าวข้ามความขัดแย้ง สามารถเข้ามาบริหารแล้วจุดประกายให้คนไทยรู้สึกมีความหวังว่าคุณภาพชีวิตจะดีขึ้น

              เสร็จเลือกตั้งก็เข้าสู่วังวนเดิมคือ คอยแต่จะแย่งกันเป็นรัฐบาล

               

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: