Columnist

ย้อนประวัติศาสตร์ผ่าน “บุพเพสันนิวาส”

ย้อนประวัติศาสตร์ผ่าน “บุพเพสันนิวาส”
ตามรอยตัวละครแบบนอกรอบ

โดย…ธนก บังผล

แฟนละครที่กำลังติด “บุพเพสันนิวาส” กันอย่างงอมแงม หลายคนอาจอยากรู้ว่าตัวละครที่โลดแล่นบนจอแก้วสร้างความฟินอยู่ขณะนี้ ในชีวิตจริงเมื่อ 300 กว่าปี เป็นอย่างไร

บุพเพเสันนิวาส

ก่อนอื่นต้องทราบเป็นพื้นฐานว่า รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น ทรงครองราชย์รวม 32 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2199-2231

ดังนั้น ตอนหนึ่งในละครที่เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) บอกกับน้องชาย เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ให้เตรียมตัวเดินทางไปฝรั่งเศสในอีก 4 ปี นั้น ช่วงเวลาดังกล่าวคือปี พ.ศ. 2224 เพราะทางคณะทูตไทยขึ้นเรือออกจากประเทศในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2228 พักอยู่ที่ฝรั่งเศส 6 เดือน ก่อนเดินทางกลับถึงสยามในวันที่ 27 กันยายน พ.ศ.2230

จะเห็นได้ว่าเมื่อกลับมาก็อยู่ในช่วงปลายแผ่นดินพระนารายณ์แล้ว สังคมในเวลานั้นเริ่มเกลียดชังต่อต้านฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่ขุนนางและพระสงฆ์ เนื่องจากการเข้ามาของชาวฝรั่งเศสได้นำศาสนาคริสต์เข้ามาเผยแผ่ มีการเอาเปรียบ ข่มเหง มีทหารเข้ามาสร้างความเคลือบแคลง รวมถึงพยายามบังคับให้สมเด็จพระนารายณ์เข้ารีตเปลี่ยนเป็นคริสต์ชน

ยุคสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ นอกจากจะเจริญไมตรีกับต่างชาติแล้ว รอยด่างทางประวัติศาสตร์เองก็มีไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่องความนิยมมีเมียเยอะ ไม่ได้ให้เกียรติกับผู้หญิงเท่าที่ควร ตัวละครที่ไม่ได้ถูกให้ความสำคัญในช่วงนี้คือ “ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ (แจ่ม)” น้องสาวของพระยาเพทราชา รับราชการเป็นจางวางกรมคชบาล ซึ่งต่อมาได้ทำการยึดอำนาจและปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ องค์ที่ 28

ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ถวายตัวเป็นบาทบริกริกา ในตำแหน่งสนมเอก ได้ลักลอบมีสัมพันธ์กับสมเด็จเจ้าฟ้าน้อย พระอนุชาต่างมารดาของสมเด็จพระนารายณ์ เมื่อเรื่องแดงขึ้นมาพระเพทราชา พี่ชายที่มีตำแหน่งสำคัญในแผ่นดินก็ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษา ทั้งๆที่นางเคยมีบุญคุณขออภัยโทษประหารชีวิตให้ มีบันทึกว่าสุดท้ายแล้วนางถูกลงโทษด้วยการโยนให้เสือกิน

“เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน)” ราชทูตคนแรกที่เดินทางไปฝรั่งเศส ผู้ประกาศตนต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ว่ามีภรรยา 22 คน ร่ำลือกันว่าเป็นผู้มีบุคลิกสุขุม สง่างาม กิริยามารยาทสุภาพเรียบร้อย ช่างคิดและไตร่ตรองก่อนพูดเสมอ

ตลอดระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส เจ้าพระยาโกษาปานเป็นที่โปรดปรานและกรุณาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นอย่างมาก ถึงขนาดพระราชทานข้าหลวงฝรั่งเศสให้เป็นภริยาคนหนึ่ง อยู่กินกันจนมีลูกชาย 1 คน ซึ่งพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ทรงขอลูกชายคนนั้นไว้เลี้ยงดูต่อไป ก่อนที่เจ้าพระยาโกษาปานจะกลับสยาม

แต่เมื่อเดินทางกลับมาก็เข้าสู่ยุคปลายรัชสมัยของพระนารายณ์ พอผลัดแผ่นดินเจ้าพระยาโกษาปานก็ไม่เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของพระเพทราชา เคยถูกหวายเฆี่ยนตีอย่างสาหัสเกือบตาย เพราะทูลถวายถึงความไม่เหมาะสมหลังจากพระเพทราชาเอาพระมเหสีและน้องสาวของพระนารายณ์มาเป็นเมีย ถูกตัดปลายจมูก ถูกริบภรรยาน้อย กลั่นแกล้งสารพัด

เมื่อรู้ตัวว่าไม่เป็นที่โปรดปราน ไม่เป็นที่วางพระราชหฤทัย ถูกหวายโบยบ่อยๆเข้าก็เอาดาบแทงซี่โครงฆ่าตัวตาย พระเพทราชารู้เข้าก็แสร้งเสียใจ โยนความผิดให้หมอจีน ว่าทำการรักษาไม่ดี สั่งเฆี่ยนหมอจีนอีก แล้วเอาศพพระยาโกษาปานไปวางทิ้งไว้ในวัด ไม่มีการทำศพ ทำบุญแต่อย่างใดก่อนจะฝังอย่างไม่สมเกียรติ

บุพเพสันนิวาส

หลังกรุงแตกสาแหรกของเจ้าพระยาโกษาปานได้ไปพึ่งบารมีเจ้าเมืองพิษณุโลกอาศัย มีหลานปู่ชื่อทองดี ลูกชายทองดีชื่อทองด้วง ต่อมาได้เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี

“พระโหราธิบดี” หรือขุนหลวงในละคร พ่อของขุนเดช พระเอกบุพเพสันนิวาส แต่ชีวิตจริงขึ้รชื่อเรื่องพยากรณ์ที่แม่นยำราวตาเห็น เคยทายว่าไฟจะไหม้พระราชวังใน 3 วัน จนพระเจ้าปราสาททอง กษัตริย์ขณะนั้นต้องอพยพบริวารกว่า 3,000 คน ออกจากวังชั่วคราว แล้วฝนก็ตกฟ้าก็ผ่ายอดปราสาทลามเผาเรือนไปนับ 100 หลัง

ความแม่นยำในการทำนาย ทำให้เป็นโหร 5 แผ่นดิน รับราชการตั้งแต่สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง , สมเด็จเจ้าฟ้าไชย ,สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา ,สมเด็จพระนารายณ์มหาราช และสมเด็จพระเพทราชา

แต่บางบันทึกบอกว่า ออกญาโหราธิบดี ถึงแก่อนิจกรรมก่อน พ.ศ. 2223 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนตัวละครเจ้าพระยาโกษาธิบดีเหล็ก จะบอกให้น้องชายเตรัยมตัวเดินทางไปฝรั่งเศส

นอกจากนี้ในชีวิตจริงของพระโหราธิบดี ก็ไม่ได้มีลูกชายชื่อขุนเดช แต่ชื่อศรี ต่อมารับราชการในสมัยพระนารายณ์ ชื่อ “ศรีปราชญ์”

“หมื่นสุนทรเทวา” ต่อมาได้รับตำแหน่งเป็น “ขุนศรีวิสารวาจา” ตัวละคร “ขุนเดช” ที่ทำให้สาวๆจิกหมอนนอนเพ้ออยู่ทั่วทุกหัวระแหงขณะนี้

เนื่องจากในละครมีบทให้ขุนเดชไปฝรั่งเศสพร้อมกับเจ้าพระยาโกษาปาน ดังนั้นบันทึกในประวัติศาสตร์จึงปรากฏชื่อของขุนวิสารวาจา ในฐานะเป็นตรีทูต ลูกมือพระวิสุทธสุนทร (ปาน) และออกหลวงกัลยาราชไมตรี อุปทูต

ชื่อของหลวงวิสารวาจา มีบันทึกไม่มากนัก รู้แต่เพียงว่ายังสามารถรับราชการในแผ่นดินพระเพทราชาได้ แต่ด้วยความที่เคยไปฝรั่งเศส จึงไม่สามารถคาดเดาได้ว่าชีวิตหลังจากกลับมานั้นเป็นอย่างไร

“ศรีปราชญ์” บุตรของพระโหราธิบดี…ตัวจริง มีแววเป็นกวีตั้งแต่ยังเด็ก สามารถแต่งกลอนต่อสมเด็จพระนารายณ์ได้ตั้งแต่ 9 ขวบ สร้างความพึงพอใจให้กับพระนารายณ์เป็นอย่างมากถึงกับรับตัวเข้ารับราชการทันที แต่ผู้เป็นพ่อซึ่งตรวจดูดวงชะตาแล้วเห็นว่าลูกชายจะตายจากต้องอาญาแผ่นดิน จึงทูลขอให้โตขึ้นหน่อย โดยขอพระราชทานคำสัญญาไว้ว่าหากภายภาคหน้าลูกชายกระทำความผิดใดๆที่ไม่ใช่ต่อราชบัลลังก์ ขอทรงละเว้นโทษประหารชีวิต แต่ให้เนรเทศไปพ้นจากเมืองเสีย

บุพเพสันนิวาส

อย่างไรก็ตาม ศรีปราชญ์ก็ได้รับราชการเมื่ออายุ 15 ปี เป็นคนสนิทของพระนารายณ์เนื่องจากพระองค์ทรงชื่นชอบกาพย์ กลอน วรรณคดี ซึ่งศรีปราชญ์สามารถสนองพระเดชพระคุณได้สมพระราชหฤทัย แต่ด้วยนิสัยเจ้าชู้ และเหิมเกริมคิดว่าเป็นคนโปรดพระเจ้าแผ่นดินทำให้ต้องอาญาหลายครั้ง หนักเข้าก็เกี้ยวพาราสี “ท้าวศรีจุฬาลักษณ์” สนมเอกสมเด็จพระนารายณ์ จนถูกเนรเทศไปอยู่เมืองนครศรีธรรมราช

ด้วยความสามารถด้านกวี ทำให้เจ้าเมืองนครฯชื่นชอบศรีปราชญ์เป็นอย่างมาก แต่ก็เกิดเรื่องชู้สาวขึ้นอีก มีคนใส่ความว่าลักลอบเป็นชู้กับภริยาเจ้าเมือง ในที่สุดก็โดนประหาร เชื่อกันว่าสถานที่ล้างดาบที่ใช้ประหารศรีปราชญ์นั้นอยู่ภายในโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช ปัจจุบันคือสระล้างดาบศรีปราชญ์

ทั้งนี้ เมื่อถูกประหารแล้ว ข่าวถึงพระกรรณสมเด็จพระนารายณ์ ทำให้ทรงกริ้วเป็นอย่างมาก เพราะเจ้าเมืองประหารคนสนิทที่ส่งไปโดยไม่กราบทูล จึงสั่งให้นำดาบที่ประหารศรีปราชญ์มาตัดหัวเจ้าเมืองนครฯ

จริงๆแล้วประวัติศาสตร์ไทยนั้นถูกบันทึกไว้แบบคร่าวๆ บางเรื่อง หรือจะเรียกว่าฉาบฉวยแต่เทอะทะ คือ เน้นเหตุสงครามชูวีรบุรุษให้ท่องจำ ทำให้หลายคนเบื่อและเข้าไม่ถึงหลายเหตุการณ์

ตามรอยละครบุพเพสันนิวาสแล้ว บางทีกระแสฟีเวอร์ที่แรงขนาดนี้ น่าจะมีผู้ออกมาชำระประวัติศาสตร์ เรียบเรียงให้น่าอ่าน ปรับปรุงตำราเรียนเสียใหม่ น่าจะดีไม่น้อย

Tags

Related Articles

Close
%d bloggers like this: