Columnist

ย้อนดูปีฉลูครั้งที่แล้ว วัวบ้า-วัวดุ หรือ วัวทอง

หรือจะเป็นอาถรรพ์ปีฉลู เมื่อประเทศไทยกลับเข้าสู่วังวนของโรคระบาดและความขัดแย้งทางการเมือง

แม้ไม่ใช่หมอดู หรือมีวิชาโหราศาสตร์ แต่ก็สามารถคาดการณ์ได้ว่าปีนี้ภาพรวมประเทศไทยจะเป็นอย่างไร

แต่ก่อนอื่นลองย้อนกลับไปดู “นักษัตรฉลู” ครั้งล่าสุดเมื่อ 12 ปีแล้ว มีบางอย่างคล้ายคลึงกับปัจจุบันอย่างยิ่ง พอเปิดศักราช 2552 ได้ไม่นาน เกิดเหตุเพลิงไหม้ “ซานติก้าผับ” สถานบันเทิงที่ตั้งอยู่ในซอยเอกมัย 9 ทกม. เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 66 ราย

หลายคนคงยังจำกันได้ว่าไฟไหม้ครั้งนี้นอกจากความสูญเสียแล้ว ยังทำให้ประเทศไทยได้เริ่มต้นบังคับใช้กฎหมายเรื่อง “ทางหนีไฟ” กันอย่างจริงจัง

ในปี 2552 นั้น “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นนายกรัฐมนตรี โดยได้จัดการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 15 กับประเทศคู่เจรจา ที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี แต่ถูกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เข้าปิดล้อมและบุกเข้าไปจนต้องมีการประกาศยกเลิกการประชุม

อย่างไรก็ตามในเดือนตุลาคมปีนั้นการประชุมก็ถูกจัดขึ้นอีกครั้ง

เป็นภาพที่ดูไม่จืดเลยเมื่อเห็นผู้นำต่างชาติกระเสือกกระสนหนีกลุ่มผู้ประท้วงกันหัวซุกหัวซุน ทำให้นายอภิสิทธิ์ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขต กทม.และพื้นที่โดยรอบ

หลังจากนั้นไม่นานในเดือนเมษายน วิกฤตการเมืองในไทยเข้าสู่ช่วงดุเดือด ปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศทำให้รัฐบาลประกาศให้เป็นวันหยุดเพิ่มเติม

ในขณะที่ต่างประเทศ องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศเลื่อนขั้นความรุนแรงของการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 (H1 N1)

เริ่มพบการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ตั้งแต่เดือนเมษายน ก่อนจะลุกลามเป็นการระบาดทั่วโลกของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ หรือโดยทั่วไปมักเรียกว่า “ไข้หวัดหมู” เป็นโรคระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลกครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2511

จากผลการศึกษาของคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ในปี 2547

มีต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล สำหรับประเทศไทย อยู่ระหว่าง 928 –2,360 ล้านบาท

ในขณะที่ ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์กรณีเกิดการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ในปี 2551 ประมาณการกันแล้วอยู่ระหว่าง 4.74 – 46.15 พันล้านบาท ,ในปี 2552 อยู่ระหว่าง 4.78 -46.60 พันล้านบาท

และปี 2553 อยู่ระหว่าง 4.84 -47.20 พันล้านบาท

ด้านกรมควบคุมโรค เปิดเผยข้อมูลเมื่อปี 2561 ว่าการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ในประเทศไทยพบผู้ป่วย 185,829 ราย (คิดเป็นอัตราป่วย 284.03 ต่อแสนประชากร) โดยมีผู้เสียชีวิต 32 ราย

นั่นคือเหตุการณ์คร่าวๆ ที่เกิดขึ้นในปีฉลูครั้งล่าสุด ก้าวเข้าสู่นักษัตรฉลูอีกครั้ง หากนำมาเปรียบเทียบกับปัจจุบันแล้วก็คล้ายกันอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ยืดเยื้อและรุนแรงมาตลอดทั้งปี รวมถึงสถานการณ์การชุมนุมซึ่งเป็นการแตกหน่อผลิใบออกมาจากคราวนั้น

เหมือนเข็มนาฬิกาหมุนกลับมาที่เดิม แต่บางคนเหมือนประเทศวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิมๆเพราะปัญหาไม่ได้ถูกแก้ไข

หากย้อนกลับไปอีก 1 รอบก็จะพบว่าในปี 2540 ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรี คือ “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ โดยปลายปีเปลี่ยนเป็น นายชวน หลีกภัย (9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 – 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544)

พูดถึงปี 2540 ก็ต้องวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ซึ่งผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทยลงมติให้ดำเนินการแทรกแซงค่าเงินบาทโดยไม่จำกัดวงเงิน และใช้เงินมากกว่า 12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 425,000 ล้านบาท เพื่อปกป้องค่าเงินบาทจากการโจมตีของนักเก็งกำไร

จากเมื่อก่อนที่ 1 ดอลล่าร์ มีค่าเท่ากับเงินไทย 25 บาท วิกฤตต้มยำกุ้งก็ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนและไม่กลับมาเหมือนเดิมอีกเลย ซึ่งทำให้คนตกงานมากมาย

สำหรับชีวิตคนบางคน ปี 2540 คือจุดเปลี่ยน พลิกวิกฤตจากเคยทำงานบริษัทก็ลุกขึ้นสู้ชีวิตหันมาค้าขายจนร่ำรวย

น่าคิดนะครับ ปัญหาปากท้องของคนไทย ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ปัญหาสังคมมากมาย จากวันนั้นผ่านมาถึงวันนี้เหมือนไม่ได้รับการแก้ไขเลย

อำนาจ-ผลประโยชน์ ในการบริหารประเทศก็ยังอยู่กับนักการเมือง ที่ไม่ว่าใครหรือพรรคไหนเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ไม่ต่างกัน และทหาร…ก็ยังมาเป็นนายกรัฐมนตรี (ฮา)

ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือการระบาดของโควิด-19 ปีนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นไป เพราะตั้งแต่ผู้นำสั่งเปิดประเทศทำ ASQ ให้ผู้ป่วยจากต่างชาติเข้ามาพัก ไม่ต่างอะไรกับเอาระเบิดมาไว้ในบ้าน

การลักลอบเข้า-ออกผ่านทางพรมแดนธรรมชาติของคนงานทั้งไทยและต่างด้าว ซึ่งสะท้อนทั้งปัญหาปากท้องและการทำงานของเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนรู้เห็น

พรมแดนประเทศ คือ พื้นที่อธิปไตยของคนทั้งชาติ จะมาพูดส่งเดชว่ายาวหลายกิโลเมตร แล้วประเทศอื่นบนโลกเขาไม่มีพรมแดนกันหรือครับ

การระบาดคราวนี้มีจุดเริ่มต้นจากแพกุ้ง และบ่อนพนัน หมายความว่าเรามีแรงงานต่างด้าวที่ติดเชื้อทะลักเข้ามาโดยไม่มีการกักกันโรคคือควบคุมตัว

หมายความว่าการใส่หน้ากากอนามัย การ์ดที่ทุกคนเฝ้าเตือนว่าอย่าตก แต่คนไทยมันห้ามใจไม่ให้เข้าบ่อนไม่ได้เลย

หลายคนไม่รู้สึกว่าการระบาดจนต้องล็อคดาวน์ประเทศครั้งที่แล้วเป็นเรื่องลำบากเพราะสนุกกับการลงทะเบียนรับเงินเยียวยา หลายคนเข้าใจว่ากระทรวงสาธารณสุขของไทยเก่งระดับโลกแต่จริงๆคือบุคลากรทางการแพทย์และ อสม.ทำงานร่วมกันอย่างหนัก

ที่บางคนกังวลว่าปีนี้จะชงหรือเปล่า ถ้าคนไทยยังเป็นแบบเดิม

ผมตอบได้เลยครับว่าปีนี้…ชงทุกคน

 

####

ผู้เขียน- ธนก บังผล

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: