Bizlifestyle

ย้อนความทรงจำ! 3 ปีแรกหลังขึ้นครองราชย์ของในหลวง ‘รัชกาลที่ 9’

ในช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองในประเทศไทยระส่ำระสายหลัง ปี 2475 นั้น มีหลายเหตุการณ์ที่เหล่าบรรดาคณะราษฎร์แย่งอำนาจกันจนแผ่นดินไร้ที่พึ่ง ประชาชนหมดหวังกับสภาพการเมืองอันวุ่นวาย

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี โดยได้สถาปนาฐานันดรศักดิ์ให้กับพระอนุชาเป็น “สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลเดช เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2478

จากนั้นยุวกษัตริย์และพระอนุชา ก็ทรงกลับไปศึกษาต่ออีก 3 ปี จนกระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2481 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ก็เสด็จนิวัตประเทศไทยพร้อมกับพระอนุชา เป็นเวลา 2 เดือน โดยประทับที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต

ด้าน สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลเดช เสด็จกลับไปศึกษาต่อที่สวิตเซอร์แลนด์จนถึง ปี 2488 ทรงเข้ารับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์จากโรงเรียนฌีมนาซกลาซิกก็องตอนาลเดอโลซาน (Gymnase Classique Cantonal de Lausanne)

 

ต่อมาได้ทรงเข้าศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยโลซาน แผนกวิทยาศาสตร์ แล้วเสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นครั้งที่ 2 ประทับ ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง

วันที่ 9 มิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ในวัย 21 ชันษา เสด็จสวรรคตอย่างกะทันหัน ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง ในวันเดียวกัน รัฐสภาลงมติเป็นเอกฉันท์อัญเชิญพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ต่อไป

แต่เนื่องจากยังมีพระราชกิจด้านการศึกษา จึงเสด็จพระราชดำเนินไปศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยแห่งเดิม แต่ได้เปลี่ยนสาขาจากวิศวกรรมศาสตร์ ไปเป็นสาขาสังคมศาสตร์ นิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์

 

เดิมทีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงตั้งพระราชหฤทัยว่าจะทรงครองราชสมบัติ เฉพาะในช่วงการจัดงานพระบรมศพของพระบรมเชษฐาเท่านั้น เพราะยังทรงพระเยาว์และไม่เคยเตรียมพระองค์ในการเป็นพระมหากษัตริย์มาก่อน

โดยช่วงระยะเวลาประมาณ 3 ปีตั้งแต่ 2489 จนถึง 2492 ที่ทรงกลับไปศึกษาต่อ การเมืองไทยหลังยึดคณะราษฎร์อำนาจก็เข้าสู่ช่วงปั่นป่วนที่สุดครั้งหนึ่ง และถือว่าเป็นช่วง 3 ปีของประวัติศาสตร์ที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นมากมาย

หลังการเสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 8 นายปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรี ลาออกโดยให้เหตุผลว่าพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงแต่งตั้งตนเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นได้สวรรคตเสียแล้ว ระหว่างนั้นมีการปลุกปั่นว่านายปรีดี มีส่วนในการสวรรคต ทำให้มีการเลือกตั้งเพิ่ม ได้ พล.ร.ต. ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีข้อครหาว่าเป็นรัฐบาลที่รับไม้ต่อมาจากนายปรีดี

ปีต่อมา 2490 พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ และ น.อ.กาจ กาจสงคราม นำกำลังทหารยึดอำนาจจากปกครองจากรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ โดยอ้างว่าไม่สามารถสะสางกรณีสวรรคตได้ และได้ทำการฉีกรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2489 ทิ้ง

จากเหตุการณ์รัฐประหารนี้ ทำให้นายปรีดี และพล.ร.ต.ถวัลย์ ต้องหลบหนีออกนอกประเทศและในปี 2490 นี้เอง กรณีสวรรคตได้ส่งผลให้กลุ่มการเมืองฝ่ายนายปรีดีหมดบทบาทจากเวทีการเมืองไทยตั้งแต่บัดนั้น ช่วงปลายปีนายควง อภัยวงศ์ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกเป็นครั้งที่ 3

ปี 2491 มีการเลือกตั้งทั่วไป พรรคประชาธิปัตย์ชนะ นายควงเป็นนายกรัฐมนตรีต่อ แต่ไม่นานนัก คณะทหารในกลุ่ม 4 คน นำโดย น.อ.กาจ กาจสงคราม ได้บีบบังคับให้นายควงลาออกและ แต่งตั้ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีแทน

ในการรัฐประหารครั้งนี้ได้พลิกโฉมหน้าการเมืองไทยไปโดยสิ้นเชิง เพราะอำนาจที่แท้จริงยังอยู่ที่คณะทหาร และที่สำคัญการรัฐประหารนี้เป็นการล้างบางกลุ่มอำนาจเก่าของ นายปรีดี จนเกลี้ยง ส่งผลให้นายปรีดี ต้องขอลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ

เป็นจังหวะเดียวกับที่ รัชกาลที่ 9 ทรงสำเร็จการศึกษาจากสวิตเซอร์แลนด์ แล้วได้เสด็จเยือนกรุงปารีส ทรงพบกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ซึ่งเป็นธิดาของเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นครั้งแรก ในขณะนั้น ทั้งสองพระองค์มีพระชนมายุ 21 พรรษาและ 15 พรรษาตามลำดับ

 

วันที่ 3 ตุลาคม 2491 ในระหว่างเสด็จประทับยังต่างประเทศ ขณะที่รัชกาลที่ 9 ทรงขับรถยนต์พระที่นั่ง จากเจนีวาไปยังโลซาน แล้วประสบอุบัติเหตุ กล่าวคือ รถยนต์พระที่นั่งชนกับรถบรรทุกอย่างแรง ทำให้เศษกระจกกระเด็นเข้าพระเนตรขวา พระอาการสาหัส หลังการถวายการรักษา พระองค์มีพระอาการแทรกซ้อนบริเวณพระเนตรขวา แพทย์จึงถวายการรักษาอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง หากแต่พระอาการยังคงไม่ดีขึ้น

กระทั่งวินิจฉัยแล้วว่าพระองค์ไม่สามารถทอดพระเนตรผ่านทางพระเนตรขวาของพระองค์เองได้ต่อไปแล้ว จึงได้ถวายการแนะนำให้พระองค์ทรงพระเนตรปลอมในที่สุด

ช่วงนี้เองที่ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าเยี่ยมพระอาการเป็นประจำจนกระทั่งหายจากอาการประชวร อันเป็นเหตุที่ทำให้ทั้งสองพระองค์มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

กล่าวกันว่าก่อนหน้านี้ ในหลวงเคยชอบพอกับหม่อมราชวงศ์สุพิชชา โสณกุล แต่ไม่ถึงขั้นหมั้นหมายกัน

ปี 2492 เดือนกุมภาพันธ์ นายปรีดี แอบเดินทางกลับเข้าเมืองไทย และร่วมกับพรรคพวกกลุ่มหนึ่งพยายามยึดอำนาจคืน แต่ล้มเหลว นายปรีดีจึงต้องหนีกลับไปประเทศจีนอีกครั้งจนกระทั่งเสียชีวิต

 

ทางด้าน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2492 และได้เสด็จพระราชดำเนินนิวัตพระนครในปี 2493 โดยประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน

วันที่ 25 มีนาคม 2493 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงแต่งตั้งพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต เป็นองคมนตรี

วันที่ 28 เมษายน 2493 พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ พระตำหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ภายในวังสระปทุม ซึ่งในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสนี้ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์

ต่อมา 5 พฤษภาคม 2493 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบอย่างโบราณราชประเพณีขึ้น ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ

วันที่ 4 มิถุนายน 2493 ทรงตั้งเป็นประธานองคมนตรี แทนพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระชัยนาทนเรนทร ที่ย้ายไปเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

ต่อมาวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 ทรงสถาปนาเป็น พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร

 

ทั้งนี้ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร เสกสมรสกับหม่อมประยูร โสณกุล ณ อยุธยา (สกุลเดิม: สุขุม) ธิดาของเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) กับโต (สกุลเดิม ณ ป้อมเพชร) มีโอรสธิดา 4 คน โดยธิดาคนสุดท้องก็คือ หม่อมราชวงศ์สุพิชชา โสณกุล

ในปี 2493 น่าจะเป็นช่วงที่สถานการณ์การเมืองไทย ชะลอความวุ่นวายเนื่องจากมีพระราชพิธีสำคัญ แต่พอขึ้นปี 2494 ก็กลับมาแย่งชิงอำนาจกันอีกครั้ง มีกบฏแมนฮัตตั้น มีการรัฐประหารเงียบซึ่ง จอมพล ป.พิบูลสงคราม ทำการยึดอำนาจรัฐบาลตนเอง

การเมืองไทยไม่เคยนิ่งเลยหลังจากนั้น วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2498 นายเฉลียว ปทุมรส ,นายชิต สิงหเสนี และ นายบุศย์ ปัทมศริน ก็ถูกประหารชีวิต จากข้อกล่าวหาว่ามีส่วนลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8

 

หลังจากนั้นก็เป็นยุคแย่งชิงอำนาจของจอมพล ป. -จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ –พลโทถนอม กิตติขจร ที่ผลัดกันขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นว่าเล่น

ตลอดระยะเวลา 70 ปี 4 เดือน ที่ทรงครองราชย์ เกิดรัฐประหารโดยกองทัพ 11 ครั้ง รัฐธรรมนูญ 16 ฉบับ และนายกรัฐมนตรี 27 คน

3 ปีที่ทรงกลับไปศึกษาต่อ มีเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองไทย ที่คอยทำให้ระคายเคืองพระยุคลบาทมาแทบจะตลอดทั้งรัชสมัย

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: