Biznews

ยืนยันลงทุนในไทย’อาเจ’ เปิด 2 แบรนด์ใหม่ ลุยตลาดปลากระป๋อง-เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

อาเจ (AJE) บริษัทข้ามชาติที่ให้ความสำคัญกับทุกสรรพสิ่งที่เกี่ยวกับธรรมชาติและส่งผลดีต่อสุขภาพ แถลงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของอาเจที่มีต่อประเทศไทยในระยะยาว ในงาน “AJE Metaverse: The Leap to Vision 2030” ที่จัดแสดงตลอดสามวัน

อาเจ เป็นที่รู้จักในประเทศไทยในฐานะผู้ผลิต บิ๊ก (BIG) น้ำอัดลมแบรนด์ชั้นนำอันดับ 4 ของโลกในแง่ปริมาณและมูลค่า1  ปัจจุบัน อาเจ พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจในหมวดสินค้าประเภทอุปโภคบริโภคทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการดำเนินงานของภูมิภาคเอเชีย ขณะเดียวกันมุ่งมั่นที่จะสานต่อโครงการสนับสนุนและสร้างความยั่งยืนให้ชาวบ้านและชุมชนในประเทศไทย

ฟาเบียน มอสเกล่า (Fabian Mosquera) ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อาเจ อาเซียน กล่าวว่า “อาเจ ยังคงเติบโตอยู่อย่างต่อเนื่องโดยใช้เครือข่ายการกระจายและจำหน่ายสินค้าขนาดใหญ่ของบริษัท รวมถึงยังคงดำเนินกิจการภายใต้แนวคิด “ราคาสินค้าที่จับต้องได้” และตอนนี้บริษัทก็พร้อมที่จะก้าวไปสู่สินค้าประเภทอื่นที่นอกเหนือจากเครื่องดื่มแล้ว นั่นเพราะเราต้องการมอบสินค้าในกลุ่มสินค้าที่หลากหลาย มีคุณภาพ ราคาไม่แพงมามอบให้กับผู้บริโภคในประเทศไทย”

 

“วันนี้เรายินดีที่จะแนะนำสินค้าในกลุ่มอาหารของอาเจ ภายใต้แบรนด์ “ดิ’กุสโต้ (D’Gussto)” โดยได้เปิดตัวปลาซาบะในซอสมะเขือเทศเกรดพรีเมียม เราเห็นว่าตลาดปลากระป๋องในประเทศไทยนั้นยังมีโอกาสเติบโต และเราก็มองหาวิธีสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้บริโภคอยู่เสมอ เหตุผลที่ทำไมเราถึงได้เปิดตัวปลาซาบะกระป๋อง ดิ’กุสโต้ ออกสู่ตลาด ก็เพราะเป็นปลาซาบะในซอสมะเขือเทศเกรดพรีเมียมเพียงแบรนด์เดียวที่มีราคาที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับปลาซาร์ดีนหรือปลาแมคเคอเรลในกระป๋องที่วางจำหน่ายอยู่ในตลาด”

นอกจาก ดิ’กุสโต้ แล้ว อาเจ ยังเปิดตัวสินค้ากลุ่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพของ อาเจ แบรนด์ “อมายู (AMAYU)” น้ำผลไม้ซุปเปอร์ฟรุตอย่างน้ำช่อดอกมะพร้าวธรรมชาติแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ ผ่านกระบวนการผลิตอย่างยั่งยืนโดยฝีมือของเกษตรกรไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด “ดีสำหรับสุขภาพ ร่วมพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน” (Better for you and Better for the Community) ของบริษัท

 

สำหรับแบรนด์ อมายู บริษัทฯ ได้ทำงานร่วมกับเกษตรกรท้องถิ่นที่ อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เพื่อสรรหาวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติทั้งหมดเพื่อให้ได้มาซึ่งน้ำผลไม้ซุปเปอร์ฟรุตที่ไม่ใส่สารกันบูดหรือน้ำตาล พร้อมกันนี้ บริษัทได้ให้ความรู้ด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างมืออาชีพแก่เกษตรกรท้องถิ่น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลผลิตและรายได้จากพืชผลทั้งหมดจะเกิดขึ้นกับชาวบ้านในชุมชนอย่างสม่ำเสมอและมีความยั่งยืน

 

แบรนด์สินค้าเดิมที่มีอยู่ในพอร์ตโฟลิโอของ อาเจ ได้แก่ น้ำอัดลมแบรนด์บิ๊ก ชาพร้อมดื่มแบรนด์บิ๊กที น้ำดื่ม แบรนด์วีด้า เครื่องดื่มชูกำลังแบรนด์โวลท์ เครื่องดื่มทางเลือกแบรนด์ไบโอ และเครื่องดื่มเกลือแร่แบรนด์สปอเรต  ปัจจุบันประเทศไทยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการดำเนินงานในเอเชียของอาเจ เนื่องจากฐานการผลิตตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของประเทศ เครือข่ายการกระจาย จัดจำหน่าย และกำลังการผลิต นอกจากนี้ ยังตั้งใจที่จะส่งออกสินค้าของอาเจ ไปยังประเทศอื่น ๆ ในเอเชียด้วยเช่นกัน และคาดว่าจะเดินหน้าขยายธุรกิจในเอเชียให้เติบโตขึ้นเป็นสองเท่าภายในปี 2573 ผ่านกลยุทธ์การขยายนี้  ส่วนในแถบละตินอเมริกานั้น อาเจ ได้เพิ่มสินค้าใหม่ที่นอกเหนือจากกลุ่มเครื่องดื่มแล้วกว่า 20 หมวดหมู่

ในฐานะที่เป็นแบรนด์ข้ามชาติ อาเจ จะยังคงจับมือเป็นพันธมิตรกับแบรนด์ดังระดับนานาชาติ เพื่อนำโอกาสและความตื่นเต้นมาสู่ผู้บริโภคชาวไทย รวมถึงการเป็นพันธมิตรล่าสุดกับสโมสรฟุตบอลปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง แคมเปญล่าสุดที่จะพาแฟนบิ๊กชาวไทยที่ได้รับการคัดเลือกไปเชียร์ฟุตบอลทีมดังระดับโลกและเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์ในกรุงปารีสอย่างแท้จริง

 

ฟาเบียน มอสเกล่า เพิ่มเติมว่า “เรามุ่งมั่นตั้งใจเป็นอย่างมากที่จะขับเคลื่อนอาเจ ตามเป้าหมายด้านความยั่งยืนในทุกกระบวนการที่เราดำเนินการ และเราเชื่อมั่นเหลือเกินว่าธุรกิจและความเป็นอยู่ที่ดีสามารถอยู่ควบคู่กันได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิสัยทัศน์นี้ยังเกี่ยวเนื่องกับแนวคิดตัวใหม่ที่ต้องการปกป้องแหล่งมรดกโลกของยูเนสโกทั่วโลก โครงการสร้างความยั่งยืนของเรานั้นรวมโครงการที่ทำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มาชูปิชู หมู่เกาะกาลาปากอส และเราจะเริ่มโครงการใหม่ในเมืองบุโรพุทโธ ประเทศอินโดนีเซียเร็ว ๆ นี้”

 

อาเจ มุ่งมั่นที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ราคาจับต้องได้อย่างเต็มรูปแบบในประเทศไทย ขณะเดียวกันก็มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชนของประเทศในระยะยาวผ่านโครงการสนับสนุนชาวบ้านและชุมชนและสร้างความยั่งยืน และนอกจากโครงการ “ดีสำหรับสุขภาพ ร่วมพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน” ที่ได้สร้างสัมพันธ์และทำงานร่วมกับชาวสวนมะพร้าวท้องถิ่นและคนในชุมชนบ้านแพ้วแล้ว อาเจ ยังได้เปิดตัวโครงการ “อาเจร่วมปกป้องอยุธยา” (AJE Protects Ayutthaya) เมื่อเดือนธันวาคม 2564 โดยโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการดูแลเมืองและชุมชนทั่วโลกอย่างยั่งยืน นำโดยแผนการจัดการและดูแลแหล่งอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาของยูเนสโก

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: