Biznews

ยิ่งเครียดก็ยิ่งเมา!ธุรกิจสุรา ‘ไทยเบฟ’ ไม่สนโควิด กวาดกำไรทะยาน 22,138 ล.!

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) อาณาจักรของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี รายงานผลประกอบการปีงบประมาณ 2563-2564 (ต.ค.63-ก.ย.64) พบว่า ยอดขายและกำไรลดลง โดยธุรกิจสุรายังคงทำ กำไรสูงสุด ในขณะที่ ธุรกิจอาหาร ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการถูก “ล็อกดาวน์” ส่งผลให้ตัวเลข “ติดลบ” ส่วนธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ กำไรยังเป็นบวกจากการบริการจัดการต้นทุนอย่างรอบคอบ

สำหรับภาพรวมผลประกอบการทั้งปีของไทยเบฟ มียอดขายรวม 240,543 ล้านบาท หดตัว 5.1% จากปีก่อน มีกำไรสุทธิ 27,339 ล้านบาาท ลดลง 4.9% จากปีก่อน โดยสินค้าแต่ละกลุ่มมียอดขายดังนี้ สุรา 47.8% เบียร์ 41.3% เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 6.3% อาหาร 4.7% ธุรกิจที่กำจัดทิ้ง 0.1%

ส่วนกำไรสุทธิ สุรายังมีสัดส่วนมากสุด 87.8% ตามด้วยเบียร์ 12.4% เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 1.8% อาหารติดลบ 2%

เมื่อแยกหมวดหมู่สินค้า ธุรกิจสุรานำโด่งโดยมียอดขาย 115,052 ล้านบาท ลดลง 1.9% กำไรสุทธิ 22,138 ล้านบาท ลดลง 0.6%  แม้ยอดขายเชิงมูลค่าลดลง แต่ยอดขายเชิงปริมาณกลับลดลง 12 ล้านลิตร หรือคิดเป็น 1.8% ทั้งปีขายอยู่ที่ 656 ล้านลิตร จากปีก่อนขาย 668 ล้านลิตร

ส่วนเบียร์ยอดขายรวมมูลค่า 99,157 ล้านบาทท หดตัว 7.2% กำไรสุทธิ 3,119 ล้านบาท หดตัว 11.4% ยอดขายเชิงปริมาณทั้งปีอยู่ที่ 2,095 ล้านลิตร ลดลง 11.1% จากปีก่อนขาย 2,358 ล้านลิตร

ในขณะที่ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์มียอดขายรวม 15,205 ล้านบาท หดตัว 6.6% โดยทำกำไรจากการดำเนินงานได้ 548 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51% โดยไทยเบฟให้เหตุผลว่า มีการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี ต้นทุนวัตถุดิบลดลง ด้านยอดขายเชิงปริมาณอยู่ที่ 1,458 ล้านลิตร ลดลง 7.6% จากปีก่อนขาย 1,578 ล้านลิตร โดยชาเขียวพร้อมดื่มและเครื่องดื่มสมุนไพรจับใจยอดขาย 252 ล้านลิตร ลดลง 2.7% จาก 259 ล้านลิตร น้ำดื่ม 982 ล้านลิตร ลดลง 5.9% จาก 1,044 ล้านลิตร เครื่องดื่มอัดลม 219 ล้านลิตร ลดลง 19.2% จาก 271 ล้านลิตร ส่วนโซดาและน้ำดื่มแบรนด์ช้างยอดขาย 72 ล้านลิตร ลดลง 7.6% จากปีก่อนขาย 78 ล้านลิตร

อย่างไรก็ตาม แม้ธุรกิจแอลกอฮอล์ไทยเบฟยังไปได้ดี แต่ธุรกิจร้านอาหารได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างหนักจากมาตรการล็อกดาวน์ปิดหน้าร้าน โดยเฉพาะเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ห้ามให้บริการนั่งรับประทานในร้านกว่า 2 เดือน ทำให้ยอดขายธุรกิจอาหารไทยเบฟ ทั้งปีอยู่ 11,280 ล้านบาท หดตัว 14.4% มีผลขาดทุน 488 ล้านบาท หรือติดลบสูงถึง 383.2% จากปี 2563 ขาดทุน 101 ล้านบาท

 

 

ปัจจุบัน พอร์ตโฟลิโอธุรกิจร้านอาหารไทยเบฟมีแบรนด์ในมือ 23 แบรนด์  รวมจำนวนร้าน 673 สาขา การปรับตัวช่วงโควิดไม่เพียงมีบริการเดลิเวอรี่ บริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ ระบายสต๊อกวัตถุดิบเพื่อสร้างยอดขาย ยังพัฒนาโมเดลใหม่ๆ เพื่อเข้าถึงตัวลูกค้ามากขึ้น เช่น ฟู้ดทรัคผ่านแบรนด์เคเอฟซี และโออิชิ ฟู้ด ทรัค เป็นต้น

ส่วนธุรกิจต่างประเทศ กลุ่มธุรกิจสุราสร้างยอดขายเติบโต 5% จากสก๊อตวิสกี้ และสุราจีน ขณะที่ธุรกิจเบีร์ยอดขายลดลง 11% โดยผลกระทบหนักมาจากไซง่อน เบียร์ แอลกอฮอล์ เบฟเวอเรจ คอร์เปอเรชั่น(SABECO) เนื่องจากรัฐบาลเข้มใช้มาตรการต่างๆเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวสรัส โดยเฉพาะการล็อกดาวน์ในโฮจิมินห์ซิตี้ และเขตพื้นตอนใต้ ทำให้ ผลกำไร ของซาเบโก้ปรับตัวลดลง สวนทางกับธุรกิจเบียร์ของไทยเบฟในประเทศไทยที่ยังสร้างกำไรเติบโตได้อย่างเป็นกอบเป็นกำแม้ยอดขายจะก็ลดลงก็ตาม

 

อนึ่ง  ก่อนหน้านี้ กลุ่มไทยเบฟฉาย Passion 2025 ด้วยการตั้งเป้าขึ้นเป็นเบอร์ 1 อาเซียน ด้วยการเติบโตทั้งในแง่รายได้ และความยั่งยืนของธุรกิจ โดย ‘ฐาปน สิริวัฒนภักดี’ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ไทยเบฟ เปิดแผน Passion 2025 ประกอบด้วย 3 แกนคือ

  1. Build การสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ผ่านทั้งนำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับ และเพิ่มตลาดที่น่าสนใจ
  2. Strengthen การเพิ่มความแข็งแกร่งให้ธุรกิจหลัก เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในระดับอาเซียน
  3. Unlock การนำศักยภาพของบริษัทมาก่อให้เกิดมูลค่าสูงสุด ทั้งมุมทรัพยากรภายใน และเครือข่ายพันธมิตร

 

 

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: