Biznews

ยักษ์คอนซูเมอร์ขยับ “โอสถสภา” เพิ่มไลน์ผลิตรับตลาดฟังก์ชั่นนอลดริงก์โตรับโควิด

มากกว่า 1 ศตวรรษที่ยักษ์ใหญ่ในวงการสินค้าอุปโภค บริโภคยืนหนึ่งในไทยอย่าง บริษัท บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) เปิดดำเนินธุรกิจในไทยมาอย่างยาวนาน เจ้าของแบรนด์สินค้าที่คุ้นชินมากมาย

ยักษ์ใหญ่รายนี้เป็นผู้นำในแทบทุกกลุ่มสินค้า ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มชูกำลังที่มีแบรนด์ M-150 เป็นหัวหอก รวมทั้งสินค้าประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเครื่องดื่มที่มีความโดดเด่น

ก่อนที่โควิด-19 จะมาเยือน เทรนด์เฮลท์ตี้เมืองไทยก็ได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้บริโภคเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อไวรัสโควิดมาเยือนยิ่งทำให้กระแสรักสุขภาพเติบโตเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว

ตลาดเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงมูลค่ากว่า  6,000 ล้านบาทจากตลาดเครื่องดื่มโดยรวมที่มีมูลค่ากว่า 2.3 แสนล้านบาท ในปี 2562 เป็นเซกเมนท์ที่มีการเติบโตมากที่สุดเมื่อเทียบกับเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ  ซึ่งปัจจุบันมีผู้เล่นมากหน้าหลายตา

หนึ่งในนั้นคือ “C-vitt เครื่องดื่มวิตามินซี ภายใต้การทำตลาดของบริษัท เฮ้าส์ โอสถสภา ฟู้ดส์ จำกัด เจ้าของเครื่องดื่มวิตามินซีแบรนด์ C-vitt ที่เข้ามาทำตลาดในไทยครั้งแรกเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง “โอสถสภา” และ “เฮ้าส์ ฟู้ดส์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น” ที่ได้ร่วมทุนตั้ง บริษัท เฮ้าส์ โอสถสภา ฟู้ดส์ จำกัด เพื่อวิจัยและพัฒนาเครื่องดื่มวิตามินซี 200% ภายใต้แบรนด์ “ซี-วิต” (C-vitt ) เพื่อตอบโจทย์เทรนด์รักสุขภาพในเมืองไทย ปัจจุบันตลาดเครื่องดื่มวิตามินซีมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี ขณะที่ C-vitt เอง ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอันดับ 1 ของตลาด ด้วยส่วยแบ่งการตลาด 30% ของมูลค่าตลาดฟังก์ชั่นนัลดริงก์ในประเทศไทย

 

จากการเติบโตดังกล่าวบวกกับเทรนด์รักสุขภาพที่ยังคงโตแรงในไทยทำให้ โอสถสภาเตรียมจะเดินเครื่องผลิตสินค้ากลุ่มเสริมอาหาร (Functional Drinks) เพิ่มขึ้นอีก 10-15% เนื่องจากกลุ่มสินค้าดังกล่าวมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการที่ประชาชนเริ่มให้ความสนใจกับสุขภาพมากขึ้น

แผนการดำเนินงานของโอสถสภาพในปี 2563 วางงบลงทุนราว  4,000 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตและผลักดันการเติบโตของธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ โดยโรงงานแห่งใหม่ที่ประเทศเมียนมาคาดว่าจะเริ่มดำเนินงานผลิตได้ในช่วงปลายไตรมาส 2/63 ถึงไตรมาส 3/63 ซึ่งถือว่าล่าช้าเนื่องจากเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้กระบวนการต่างๆ ต้องล่าช้าออกไป

นอกจากนี้ โอสถสภา ยังคงเดินหน้าเน้นการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีอย่างต่อเนื่อง และแผนการลดต้นทุนด้วยโครงการ “Fit Fast Firm” (เป็นโครงการเพิ่มประสิทธิผลและลดต้นทุนโดยรวมของบริษัท) โดยคาดว่าจะสามารถลดต้นทุนด้านต่างๆ ได้ไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาท ซึ่งในช่วงไตรมาส 1/63 ทำได้แล้ว 75% ของเป้าหมายดังกล่าว

เพชร โอสถานุเคราะห์ ประธานคณะกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) บอกว่า จากการเตรียมการมาเป็นอย่างดี อีกทั้งพอร์ตสินค้าอุปโภคบริโภคที่หลากหลาย สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดและผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วทำให้ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกที่ผ่านมา มีรายได้จากการขาย 6,687 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรสุทธิ 926 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

 

 

ขณะที่ภาพรวมของกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม โอสถสภามีส่วนแบ่งการตลาดรวมเพิ่มขึ้นเป็น 54% โดยมีแบรนด์เอ็ม-150 มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น ส่วนกลุ่มเครื่องดื่มฟังก์ชั่นนอลดริงก์ (functional drink) มีอัตราเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภคหันมาใส่ใจสินค้าเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้น ส่งผลให้แบรนด์ “ซี-วิต” มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 31.3%

อย่างไรก็ตาม  บอสใหญ่ โอสถสภา เริ่มเห็นสัญญาณ การฟื้นตัวที่ดีในเดือน พ.ค. หากไม่มีมาตรการล็อกดาวน์เพิ่มเติมคาดว่าเดือน พ.ค. – มิ.ย. จะกลับมาดีขึ้น รวมถึงโรงงานบรรจุเครื่องดื่มเพิ่มสายการผลิต ซึ่งจะเดินเครื่องในช่วง ไตรมาสสองนี้

 

 

 

 

 

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: