Biznews

มนุษย์เงินเดือนควรรู้! เช็กรายการลดหย่อนภาษีปี 2566

วิถีมนุษย์เงินเดือน สิ่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้คือ การยื่นภาษี ซึ่งหลายคนเริ่มมองหาตัวช่วยที่จะนำมาหักลดหย่อนภาษีประจำปี 2566 เพราะต้องยื่นช่วงต้นปี 2567 ที่จะถึงนี้ 

สำหรับรายการลดหย่อนภาษีประจำปี 2566 แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ดังนี้
 
1.ค่าลดหย่อนภาษีส่วนตัวและครอบครัว
ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
คู่สมรส (จดทะเบียนสมรส-ไม่มีรายได้) 60,000 บาท
บุตร คนละ 30,000 บาท หากเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย สามารถหักลดหย่อนได้ไม่จำกัดจำนวนคน แต่ถ้าเป็นบุตรบุญธรรม สามารถหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 3 คน โดยมีเงื่อนไขดังนี้
-อายุไม่เกิน 20 ปี
-หากอายุ 21-25 ปี ต้องศึกษาอยู่ในระดับ ปวส. ขึ้นไป
-บุตรมีเงินได้ไม่ถึง 30,000 บาทต่อปี ในกรณีบุตรคนที่ 2 ขึ้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป จะสามารถลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท
 
ค่าฝากครรภ์และคลอดบุตร หักลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 60,000 บาท
ค่าดูแลเลี้ยงดูพ่อแม่ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป คนละ 30,000 บาท โดยพ่อแม่ต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี และสามารถหักลดหย่อนสำหรับพ่อแม่ของคู่สมรสได้อีกคนละ 30,000 บาท
ค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ คนละ 60,000 บาท โดยผู้พิการต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี และมีบัตรประจำตัวคนพิการ
2.ค่าลดหย่อนภาษีกลุ่มประกันและการลงทุน
 
ประกันสังคมสูงสุด 9,000 บาท
เบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่ของตัวเองและของคู่สมรส ลดหย่อนตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท
เบี้ยประกันชีวิตทั่วไป หรือเงินฝากแบบมีประกันชีวิต (คุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป) ลดหย่อนตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
เบี้ยประกันสุขภาพตัวเอง ลดหย่อนตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับประกันชีวิตทั่วไปแล้ว ต้องไม่เกิน 100,000 บาท
เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ลดหย่อนได้ 15% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และอาจจะลดหย่อนได้สูงสุด 300,000 บาท ถ้ายังไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตทั่วไป โดยมีเงื่อนไขดังนี้
-ระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป
 
-จ่ายผลตอบแทนให้ผู้เอาประกันตั้งแต่อายุ 55 ปี ต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 85 ปี หรือมากกว่านั้น
 
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน ลดหย่อนได้ 15% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท และสำหรับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)  ลดหย่อนได้ 30% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท โดยมีเงื่อนไขดังนี้
-ต้องถือหน่วยลงทุนไม่ต่ำกว่า 10 ปี นับจากวันที่ซื้อ
-ไม่มีขั้นต่ำในการซื้อและไม่ต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี
 
กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท โดยมีเงื่อนไขดังนี้
-ต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี หรืออย่างน้อยปีเว้นปี
 
-ต้องถือหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ซื้อครั้งแรก โดยนับเฉพาะปีที่มีการซื้อหน่วยลงทุน คือ ปีใดไม่ลงทุนจะไม่นับว่ามีการลงทุนในปีนั้น
 
-ขายได้ตอนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์
 
กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ลดหย่อนได้ตามจริง สูงสุด 30,000 บาท
กองทุนไทยเพื่อความยั่งยืน (TESG) *รอครม.อนุมัติ คาดเริ่ม ธ.ค.66* ลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท โดยมีเงื่อนไขดังนี้
-ระยะเวลาถือครอง 8 ปีเต็ม
-การลดหย่อนภาษีไม่นับรวม RMF/SSF
 
ทั้งนี้ กองทุน RMF, กองทุน SSF, กบข., กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน, กองทุนการออมแห่งชาติ และประกันชีวิตแบบบำนาญ เมื่อรวมกันทั้งหมด ต้องไม่เกิน 500,000 บาท (นับรวม กองทุน TESG อีก 100,000 บาทจะสามารถลดหย่อนได้สูงสุด 600,000 บาท)
 
3.ค่าลดหย่อนภาษีกลุ่มกระตุ้นเศรษฐกิจ
 
ดอกเบี้ยบ้าน ลดหย่อนได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท โดยมีเงื่อนไขดังนี้
-เป็นดอกเบี้ยจากเงินกู้เพื่อซื้อบ้าน คอนโดมิเนียม หรือที่อยู่อาศัย โดยเราต้องอาศัยในบ้านหลังนี้ด้วย
 
-ต้องเป็นการกู้เพื่อซื้อหรือสร้างที่อยู่บนที่ดินของตัวเอง หรือกู้เพื่อซื้อคอนโดมิเนียม
 
-ต้องเป็นการกู้ยืมจากสถาบันการเงินภายในประเทศ
 
-หากมีการกู้สำหรับที่อยู่อาศัยมากกว่า 1 แห่ง สามารถรวมกันได้ แต่ต้องไม่เกิน 100,000 บาท
 
-กรณีกู้ร่วมกันหลายคน ให้แบ่งดอกเบี้ยคนละเท่า ๆ กัน
 
เงินลงทุนวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) 100,000 บาท
ช้อปดีมีคืน 40,000 บาท โดยมีเงื่อนไขดังนี้
-ซื้อสินค้าและบริการทั่วไปที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หนังสือ (รวมถึง e-book) และสินค้า OTOP ลงทะเบียนกับกรมพัฒนาชุมชนแล้ว
 
-มีใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ลดหย่อนได้ 30,000 บาท
 
-มีใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์ ลดหย่อนเพิ่มได้อีก 10,000 บาท
 
-ใช้สำหรับการซื้อสินค้าในช่วงวันที่ 1 มกราคม–15 กุมภาพันธ์ 2566
 
4.ค่าลดหย่อนภาษีกลุ่มเงินบริจาค
 
บริจาคพรรคการเมือง 10,000 บาท
เงินบริจาคเพื่อการศึกษา สนับสนุนกีฬา พัฒนาสังคมต่าง ๆ มูลนิธิด้านสาธารณสุข และโรงพยาบาลรัฐ ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
เงินบริจาคอื่น ๆ มูลนิธิและองค์กรสาธารณกุศล ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
ช่องทางยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
 
1.ยื่นภาษีแบบเอกสารกระดาษที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาใกล้บ้าน ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2567-วันที่ 31 มีนาคม 2567
 
2.ยื่นภาษีออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากรที่ www.rd.go.th ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2567-วันที่ 8 เมษายน 2567

Related Articles

Back to top button
X
%d bloggers like this: