Biznews

“พีแอนด์จี” 30 ปีที่ไม่ธรรมดา!!!!

แม้จะเข้ามาทีหลังเพื่อนเมื่อวัดกันที่ระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจในไทย หากแต่ชื่อชั้นของ พีแอนด์จี หรือ พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล จัดอยู่ในอันดับท็อปไฟว์บริษัทยักษ์ใหญ่ในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ในไทย โดยเรียงลำดับการเริ่มต้นดำเนินธุรกิจไทย บริษัทแรกที่เข้ามาคือ “ยูนิลีเวอร์” ตั้งแต่ปี 2475 ตามด้วย “คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ” ในปี 2479 “สหพัฒน์” ในปี 2485 “คาโอ อินดัสเตรียล” ปี 2507 และน้องเล็กอย่าง “พีแอนด์จี” ที่เข้ามาปักหลักทำธุรกิจในไทยในปี 2530 รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 30 ปีเต็มพอดิบพอดี

พีแอนด์จี (P&G) เป็นบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคจากสหรัฐอเมริกา มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองซินซินแนติ รัฐโอไฮโอ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1837 โดยนายวิลเลียม พรอคเตอร์ ช่างทำเทียนไขชาวอังกฤษ และนายเจมส์ แกมเบิล ช่างทำสบู่ชาวไอร์แลนด์ ทั้งคู่อพยพเข้ามาอาศัยที่เมืองซินซินแนติ แต่งงานกับพี่น้องชื่อโอลิเวียร์ และเอลิซาเบท นอริส และได้รับคำแนะนำจากนายอะเล็กซานเดอร์ นอริส ผู้เป็นพ่อตาให้ร่วมดำเนินธุรกิจ ก่อตั้งกิจการ พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล ขึ้นเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ.1837

ในปี 2005 พีแอนด์จีได้ควบรวมกิจการกับยิลเลตต์ และกลายเป็นบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่มียอดขายอันดับหนึ่งของโลก มียอดขายแซงหน้ายูนิลีเวอร์ โดยมียอดขายทั่วโลก 82.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี ค.ศ. 2011

ในปี 2012 พีแอนด์จีได้ถอนตัวออกจากธุรกิจอาหาร ด้วยการขายแบรนด์พริงเกิลส์ ซึ่งเป็นแบรนด์ของมันฝรั่งทอดกรอบที่มีวางจำหน่ายอยู่ทั่วโลกให้กับ เคลลอกส์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารและขนมรายใหญ่ของโลก

ขณะที่พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เทรดดิ้ง ในประเทศไทยก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2530 โดยในขณะนั้นมีพนักงานเพียง 37 คน ก่อนหน้านั้น ผลิตภัณฑ์ของพีแอนด์จีในประเทศไทยได้รับการดูแลโดยดีทแฮล์ม และบอร์เนียวมาก่อน โดยในช่วงที่ดีทแฮล์ม และบอร์เนียวเป็นผู้จำหน่ายสินค้าของพีแอนด์จีในประเทศไทยมีสินค้าที่มีชื่อในสมัยนั้นเช่น สบู่ไอวอรี่ สบู่เซฟการ์ด ยาสีฟันเครสท์ ผงซักฟอกไทด์ เป็นต้น

ต่อมาพีแอนด์จีได้เข้าซื้อกิจการของริชาร์ดสัน-วิคส์ทั่วโลกใน พ.ศ. 2528 ก่อนที่จะมาเปิดกิจการในประเทศไทยในอีก 2 ปีต่อมา สินค้าในยุคที่พีแอนด์จีมาดำเนินการเอง สินค้าแรกคือ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวออย ออฟ อูลาน ยารักษาสิวเคลียราซิล ยาอมแก้ไอวิคส์ และผ้าอ้อมเด็กแพมเพอร์ส ซึ่งเป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ และเคยอยู่ภายใต้การดูแลของริชาร์ดสัน-วิคส์

หลังจากนั้นก็ได้มีสินค้าที่มีชื่อเสียงออกมาอีก ซึ่งเป็นสินค้าผลิตในประเทศ เช่น แชมพูรีจอยส์ ผ้าอนามัยวิสเปอร์ แชมพูแพนทีน เป็นต้น ต่อมาพีแอนด์จีได้เข้าซื้อกิจการของแคล์รอล เวลล่า ยิลเลตต์ และผลิตภัณฑ์ผงซักฟอกและถนอมผ้าของคอลเกต-ปาล์มโอลีฟในประเทศไทย มาเลเซีย ฮ่องกง บรูไน พม่า ลาว และกัมพูชา ทำให้พีแอนด์จีได้สินค้ามาทำตลาดเพิ่มในประเทศไทยหลังจากเข้าซื้อกิจการเหล่านี้ นอกจากสินค้าของพีแอนด์จีเอง

วิวัฒนาการของพีแอนด์จีเมื่อครั้งที่หันมาบุกตลาดในเมืองไทยอย่างจริงจัง เปิดตัวด้วยผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมเด็กแพมเพอร์ส ที่ปัจจุบันกลายเป็นเจนเนอริกเนมของสินค้าผ้าอ้อม ในปี1988 ตามด้วยแชมพูผสมครีมนวดสูตรทูอินวันที่เรียกเสียงฮือฮาในตลาดเป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นสิ่งแปลกใหม่และยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนในยี่ห้อ “รีจอยส์” เจาะกลุ่มสาวยุคใหม่ที่เร่งรีบต้องการความสะดวกรวดเร็วแต่ใส่ใจสุขภาพผม และถือว่าประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี ก่อนจะค่อยๆ ลดบทบาท พร้อมทั้งแตกไลน์สู่กลุ่มคอนดิชั่นเนอร์เข้ามาเสริมทัพ

ความสำเร็จต่อมาของพีแอนด์จีก็คือ เปิดตัวแชมพูแพนทีน เจาะกลุ่มพรีเมียม ตามผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จสูงในไทยอีกหลายแบรนด์ เช่น โอเลย์, ผ้าอนามัยวิสเปอร์, ผ้าอ้อมเด็กแพมเพอร์ส, สบู่เซฟการ์ด

พีแอนด์จียังได้เข้าเทกโอเวอร์กิจการในอีกหลายบริษัท เช่น ผลิตภัณฑ์ผงซักฟอกของคอลเกต, แชมพูแครอล และบริษัทยิลเลตต์ ทำให้พีแอนด์จีมีสินค้าอยู่ในมือเพิ่มขึ้น เช่น ผงซักฟอกแฟ้บ, แชมพูแครอล, ผลิตภัณฑ์โกนหนวดยิลเลตต์ ,ยาสีฟันออรัลบี และแบตเตอรี่ดูราเซลล์ เป็นต้น

ความสำเร็จของพีแอนด์จี ต้องยอมรับโดดเด่นในเรื่องนวัตกรรมและการคิดค้นสินค้าใหม่ที่ยังไม่มีในตลาด ทำให้สร้างความตื่นเต้นในตลาดและเป็นจุดได้เปรียบที่สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว จนเรียกได้ว่าเป็นผู้นำตลาดด้านนวัตกรรมและนำเทรนด์ผู้บริโภคก็ว่าได้
———————————————————————————————————-

เส้นทางพีแอนด์จี ในประเทศไทย

1987 : พีแอนด์จีเริ่มเข้ามาก่อตั้งและดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เริ่มจากพนักงานจำนวน 37 คน ยอดขายปีแรกอยู่ที่ 200 ล้านบาท
1988 : เริ่มทำตลาดแบรนด์แพมเพอร์ส
1989 : ลอนช์แชมพูทูอินวันครั้งแรกในไทยแบรนด์รีจอยส์
1990 : วางตลาดผ้าอนามัยแบรนด์วิสเปอร์ และเป็นผเาอนามัยชนิดมีปีกแบรนด์แรกในไทย
1991 : ลอนช์แชมพูแพนทีน โปร-วี
1994 : ลอนช์แบรนด์เซฟการ์ด
1996 : เปิดโรงงานผลิตแห่งแรกในไทย
1997 : ลอนช์แชมพูขจัดรังแคแบรนด์เฮดแอนด์โชเดอร์ส
1998 : เปิดศูนย์กระจายสินค้าระดับภูมิภาคเพื่อรองรับตลาดในประเทศและส่งออก
1999 : ประกาศลงทุน 6,000 ล้านบาทสร้างโรงงานผลิตภัณฑ์เพื่อเส้นผมและสกินแคร์
2000 : ย้ายศูนย์กลางด้านเทคนิคเพื่อเส้นผมจากญี่ปุ่นมาอยู่ในประเทศไทยเพื่อสนับสนุนโรงงานผลิตในเอาเซียน
: ลอนช์แบรนด์โอเลย์โททอลเอฟเฟกต์
2002 : สร้างศูนย์กระจายสินค้าเพื่อส่งออกที่นิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ด้วยเงินลงทุน 700 ล้านบาท
2003 : ลอนช์แบรนด์เอสเค-ทู
2006 : ควบรวมกิจการยิลเลตต์
2008 : ลอนช์แบรนด์ดาวน์นี่, เฮอร์เบิลเอสเซนส์
2010 : รีลอนช์แบรนด์แพนทีนครั้งใหญ่
2011 : ขยายไลน์โอเลย์เมน จับกลุ่มผู้ชาย

Tags

Related Articles

Close
%d bloggers like this: