BiznewsColumnist

“พิธีบรมราชาภิเษก” ครั้งหนึ่งในชีวิตที่คนไทยต้องเห็น

             

 

พิธีบรมราชาภิเษก

ครั้งหนึ่งในชีวิตที่คนไทยต้องเห็น

โดย…ธนก บังผล

 

เริ่มต้นปี 2562 ด้วยข่าวอันเป็นมงคลอย่างยิ่ง หลังจากสำนักพระราชวัง ได้เผยแพร่ประกาศเรื่องโปรดเกล้าให้มีการตั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในวันที่ 4-6 พฤษภาคมนี้

             

ครั้งสุดท้ายที่ประเทศไทยมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 หรือ 69 ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นผมเชื่อได้ว่าคนไทยจำนวนมากเกิดมาไม่เคยสัมผัสโบราณขัตติยราชประเพณีสำคัญขนาดนี้มาก่อน นอกจากจะนำมาซึ่งความปลื้มปิติแล้ว เหตุการณ์นี้เรียกได้ว่าสำหรับคนไทยนี่คือครั้งหนึ่งในชีวิตที่พลาดไม่ได้เลยนะครับ  

             

ผมอยากจะนำข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับพิธีบรมราชาภิเษกในอดีตมาเล่าสู่กันฟัง โดยขั้นตอนของพิธีที่สำคัญต่างๆ แบ่งออกเป็น 5 ลำดับ ดังนี้ 1.ขั้นเตรียมพิธี 2.พิธีเบื้องต้น 3.พิธีบรมราโชวาท 4.พิธีเบื้องปลาย และ 5.เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร

             

1. ขั้นเตรียมพิธี มีการตักน้ำและตั้งพิธีเสกน้ำสำหรับถวายเป็นน้ำอภิเษก และน้ำสรงมูรธาภิเษก สำหรับน้ำอภิเษกนั้น ต้นตำราให้ใช้น้ำจากสถานที่ สำคัญต่างๆ 18 แห่ง และทำพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ ณ พุทธเจดีย์ที่สำคัญตามจังหวัดต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร แล้วส่งเข้ามาเจือปนเป็นน้ำมูรธาภิเษกให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสรง และทรงรับน้ำอภิเษกในวันพระราชพิธีราชาอภิเษกต่อไป

พระพุทธเจดีย์ที่สำคัญที่ตั้งพิธีทำน้ำอภิเษก ทั้ง 18 แห่ง คือ จ.สระบุรี ที่ตั้งพระพุทธบาท ,จ.พิษณุโลก ที่ตั้งวัดพระศรีมหาธาตุ ,จ.สุโขทัย ที่ตั้งวัดพระมหาธาตุ ,จ.นครปฐม ที่ตั้งพระปฐมเจดีย์ ,จ.นครศรีธรรมราช ที่ตั้งวัดพระมหาธาตุ ,จ.ลำพูน ที่ตั้งวัดพระธาตุหริภุญชัย ,จ.นครพนม ที่ตั้งวัดพระธาตุพนมจ.น่าน ที่ตั้งวัดพระธาตุแช่แห้ง ,จ.ร้อยเอ็ด ที่ตั้งวัดบึงพระลานชัย ,จ.เพชรบุรี ที่ตั้งวัดมหาธาตุ ,จ.ชัยนาท ที่ตั้งวัดพระบรมธาตุ ,จ.ฉะเชิงเทรา ที่ตั้งวัดโสธร ,จ.นครราชสีมา ที่ตั้งวัดพระนารายณ์มหาราช ,จ.อุบลราชธานี ที่ตั้งวัดศรีทอง ,จ.จันทบุรี ที่ตั้งวัดพลับ ,จ.สุราษฎร์ธานี ที่ตั้งวัดมหาธาตุ อำเภอไชยา ,จ.ปัตตานี ที่ตั้งวัดตานีณรสโมสร และ จ.ภูเก็ต ที่ตั้งวัดทอง

             

น้ำสำหรับมูรธาภิเษกเป็นน้ำที่เจือด้วยน้ำจากปัญจมหานทีในอินเดีย คือ แม่น้ำคงคา ยมนา อิรวดี สรภู มหิ และจากปัญจสุทธคงคา ซึ่งไทยเราเองก็มีแม่น้ำสำคัญทั้ง 5 ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา ตักที่ตำบลบางแก้ว จ.อ่างทอง ,แม่น้ำเพชรบุรี ตักที่ตำบลท่าชัย จ.เพชรบุรี ,แม่น้ำราชบุรี ตักที่ตำบลดาวดึงส์ จ.สมุทรสงคราม ,แม่น้ำป่าสัก ตักที่ตำบลท่าราบ จ.สระบุรีและ แม่น้ำบางปะกง ตักที่ตำบลบึงพระอาจารย์ จ.นครนายกและน้ำ 4 สระ คือสระเกษ สระแก้ว สระคงคา สระยมนา ใน จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเคยใช้เป็นน้ำสรงมาแต่โบราณ

             

 2. พิธีในเบื้องต้น มีการตั้งน้ำวงด้ายจุดเทียนชัยละเจริญพระพุทธมนต์ในการพระบรมราชาภิเษก

3. พิธีบรมราชาภิเษก เวลาเช้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสรงพระมูรธาภิเษกสนานแล้วทรงเครื่องต้นเสด็จออกสู่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ประทับเหนือพระราชอาสน์แปดเหลี่ยม ซึ่งเรียกว่า พระที่นั่งอัฐทิศ ภายใต้พระมหาเศวตฉัตรเจ็ดชั้น

ราชบัณฑิต(ปัจจุบันได้เปลี่ยนจากราชบัณฑิตเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทน) และพราหมณ์นั่งประจำทิศทั้งแปด กล่าวคำอัญเชิญให้ทรงปกปักรักษาทิศนั้นๆ แล้วถวายน้ำอภิเษกและถวายพระพรชัย เมื่อเวียนไปจนครบแปดทิศแล้วกลับมาประทับทิศตะวันออก หัวหน้าราชบัณฑิต (ประธานสภาผู้แทนราษฎร) ซึ่งนั่งประจำทิศตะวันออก กราบบังคมทูลรวบยอดอีกครั้งหนึ่

              

4. พิธีเบื้องปลาย เสด็จออกมหาสมาคม เวลาบ่ายของวันที่ 5 พฤษภาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จออกมหาสมาคม ที่พระที่นั่งอมรินทร์วินิจฉัย ให้คณะรัฐมนตรี คณะฑูต สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทน และข้าราชการเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อกราบทูลถวายพระพรชัยมงคล แล้วทรงมีพระบรมราชโองการตรัสตอบขอบใจทั่วกัน แล้วเสด็จขึ้น             ประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภกในพระบวรพุทธศาสนา ถวายพระบังคมพระบรมศพ พระบรมอัฐิ พระอัฐิพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระอัครมเหสีในรัชกาลก่อนๆ และเสด็จเฉลิมพระราชมณเฑียร

อนึ่ง ค่ำวันเดียวกันนี้ จะเสด็จขึ้นเถลิง พระราชมณเฑียรในพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เป็นพิธีอย่างคนไทยขึ้นบ้านใหม่ คือประทับบนพระแท่นมณฑล ทรงรับกุญแจทอง จั่นหมากทอง ธารพระกร พันธุ์ผัก หินบด และแมว ฯลฯ เจ้านายผู้ใหญ่ฝ่ายในถวายพระพร แล้วเอนพระองค์ลงบนพระแท่นบรรทมพอเป็นมงคลฤกษ์

5. เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยกระบวนพยุหยาตราสถลมารค จัดเป็นราชประเพณีที่สำคัญพิธีหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อให้พสกนิกร ได้มีโอกาสชื่นชมพระบารมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ เป็นธรรมเนียมที่มีมาแต่อินเดียโบราณ เพื่อแสดงพระองค์แก่ทวยราษฎร ครั้นถึงรัชกาลที่ 4 ทรงแปรรูปงานนี้ เป็นการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงสักการะพระศาสนาในพระอารามที่สำคัญ โดยทางบกวันหนึ่ง ทางเรือวันหนึ่ง เป็นเสร็จการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

การพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พุทธศักราช ๒๔๙๓ ได้ดำเนินตามโบราณราชประเพณีทุกประการ แต่ได้ปรับปรุงพิธีการบางอย่าง ให้เหมาะสมกับกาลสมัยและภาวะของบ้านเมือง โดยมีพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏพระปรมาภิไธย ดวงพระบรมราชสมภพ และแกะดวงตราพระราชลัญจกร ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2493 ตามเวลาอันเป็นพระมงคลฤกษ์

หลังจากเสร็จพระราชพิธีแล้ววันบรมราชาภิเษกก็จะเป็นวันฉัตรมงคล ถ้าดูจากกำหนดการก็อาจจะเป็นไปได้ว่าวันที่ 5 พฤษภาคม ยังคงเป็นวันฉัตรมงคล เช่นเดียวกับรัชกาลที่ 9 ครับ

นอกจากนี้ก็จะมีการสถาปนาเฉลิมพระอิสริยยศพระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กำหนดพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางมีการหาช้างเผือกประจำรัชกาล ฯลฯ ที่จะตามมาหลังพิธีบรมราชาภิเษกอีกด้วย

ในขณะที่วัดหลวงประจำรัชกาลที่ 10 นั้น ผมเพิ่งทราบว่าเป็น “วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร” หรือ วัดทุ่งสาธิต มีบันทึกไว้ว่าสร้างขึ้นประมาณ พ.ศ.2399 โดยคหบดีชาวลาวชื่อ นายวันดี ที่อพยพมาจากเวียงจันทน์ ภายหลังจากเจ้าอาวาสรูปสุดท้ายมรณภาพ ทำให้ไม่มีใครสืบสานต่อจนกลายเป็นวัดร้าง ต่อมาปี พ.ศ.2506 วัดได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ให้สวยงามดังเดิม

โดยวันที่ 9 กันยายน 2508 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ (รัชกาลที่ 10) ทรงรับวัดทุ่งสาธิตไว้ในพระอุปถัมภ์ พร้อมได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร” ด้วย พระอาจารย์สาธิต ฐานวโร ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถวายวัดทุ่งสาธิต แด่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ  (พระยศรัชกาลที่ 10 ในขณะนั้น)

เรื่องดีๆรับปีใหม่อีกเรื่องหนึ่งคือ กรมธนารักษ์ได้เสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาอนุมัติการนำเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนรัชกาลที่ 10 ออกใช้ในระบบแล้วนะครับ ส่วนวันและเวลาการนำเหรียญออกใช้ในระบบนั้น จะต้องรอพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 10 ก่อน โดยเหรียญหมุนเวียนรัชกาลที่ 10 จะมีทั้งหมด 9 ชนิดราคา ประกอบด้วย เหรียญ 10 บาท 5 บาท 2 บาท 1 บาท 50 สตางค์ 25 สตางค์ 10 สตางค์ 5 สตางค์ และ 1 สตางค์

ส่วนจะผลิตออกมาหมุนเวียนล็อตแรกจำนวนเท่าไรนั้น นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า ต้องรอการพิจารณาอนุมัติจาก ครม. แม้กรมจะผลิตและนำเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนรัชกาลที่ 10 ออกมาใช้แล้ว แต่เหรียญรัชกาลที่ 9 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ยังคงใช้หมุนเวียนในระบบเช่นเดิม โดยเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนรัชกาลที่ 10 ที่ผลิตออกมานี้ จะทยอยมาทดแทนของเดิมเท่านั้น

ผมเชื่อว่าปีนี้จะเป็นปีสำคัญของประเทศไทย เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่พิเศษเฉพาะ “คนไทย” ชาติเดียวในโลกเท่านั้น ขอให้ทุกท่านมีความสุขตลอดปี ตลอดไปครับ

สวัสดีปีใหม่ครับ

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: